มกราคม 6, 2008

เดินทางใกล้

Posted in เดินทาง tagged , , , , , , , , , , , ที่ 12:01 pm โดย pakornkrit

กลางดึกคืนหนึ่ง

เหมือนกับกลางดึกของทุกๆคืน ผมมักจะปล่อยตัวเองให้นั่งแช่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่า “มีอะไรให้ทำ” และเป็นธรรมดา เมื่อคุณนั่งอยู่เฉยๆเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหน้าจอ LCD ความรู้สึกปวดเมื่อยจะตามมา ผมจึงตัดสินใจที่จะลุกขึ่นไปยึดเส้นยืดสายบ้าง โดยลุกขึ่นไปชงกาแฟมากิน ขณะที่ผมกำลังเคลื่อนที่ไปเพื่อชงกาแฟนั้น ในขณะที่ผมกำลังเปิดประตูห้องออกไปด้านอก ผมก็รู้สึกถึงลมเย็นๆ พัดมาปะทะกับใบหน้า แล้วความรู้สึกหนึ่งก็ตามมา …. ไม่ใช่ความรู้สึกขนหัวลุกครับ มันเป็นความรู้สึกที่ สบาย บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันรู้สึกผ่อนคลายมากๆ ผมจึงตัดสินใจยืนอยู่เฉยๆให้ลมปะทะเล่นอยู่ซักพัก แล้วจึงเคลื่อนที่ต่อ โดยในขณะที่ผมกำลังชงกาแฟ ขณะกำลังรอน้ำเดือด ในหัวผมก็กำลังคิดอะไรไปเรื่อยๆ และผมก็รู้สึกแปลกๆกับความรู้สึกที่พึ่งเกิดขึ่นเมื่อครู่นี้ ผมรู้สึกแปลกใจตัวเอง คือปรกติแล้ว เวลาช่วงนี้ มันก็มักจะมีลมแบบนี้พัดมาเป็นประจำอยู่แล้วรึเปล่า แล้วผมดันไม่ทันได้สังเกตุ เลยรู้สึกว่า อากาศในคืนนี้มันไม่เหมือนกับทุกๆคืนที่ผ่านมา หรือว่า จริงๆแล้ว อากาศมันเย็นขึ่นจริงๆ เย็นขึ่นจนประสาทสำผัสอันด้านชาของผมรู้สึกถึงมันได้ ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่า ตกลงแล้ว มันอย่างไหนกันแน่ อ่า ….. น้ำเดือดพอดี

จากนั้น ผมยกแก้วกาแฟกลับมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตามเดิม โดยในหัวพยายามคิดหาคำตอบว่าตกลงแล้ว เป็นความรู้สึกผม หรือ อากาศกันแน่ ที่มันเปลี่ยนไป โดยมีปริมาณกาแฟในแก้วที่ค่อยๆลดลงเรื่อยๆเป็นพาหนะทางความคิด และแล้ว …. กาแฟก็หมดแก้ว แต่ผมยังไม่สามารถคิดหาคำตอบได้ จากนั้น ผมก็เหมือนได้ยินเสียงใครบางคน มันไม่ใช่เสียงที่มาจากข้างนอก แต่มันเป้นเสียงที่มาจากภายในร่างกาย และเป็นเสียงที่ผมรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน เสียงนั้น ตะโกนใส่ผมว่า “มึงคิดไปแล้วมันจะได้อะไรขึ่นมาวะ … หา” ผมที่ขณะนั้นกำลังฟุ้งซ่านจากการค้นหาคำตอบอยู่ ก็เหมือนกับโดนน้ำเย็นๆ สาดใส่ “เอ่อวะ คิดหาคำตอบไปแล้วมันจะได้อะไรวะ” …….. จากนั้น ผมจึงพยายามหยิบหนังสือมาซักเล่มหนึ่ง หวังให้มันช่วยดึงความสนใจผมจากไอ้คำตอบบ้าๆนั้น และผมคิดว่ามันก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ผมลืมเรื่องนั้นไปเลย ขณะที่ผมให้หนังสือทำหน้าที่ดึงความสนใจผมไปซักพักใหญ่ๆ เหลือบมองนาฬากาข้างฝา ตี2 กว่าแล้ว สงสัยน่าจะไปนอนได้แล้วนะเนี้ย ผมวางหนังสือลง ปิดคอมพิวเตอร์(ซึ่งจริงๆก็ดูเหมือนปิดอยู่แล้วเพราะมัวแต่นั่งคิดถึงไอ้นั้นอยู่) พยายามปิดเปลือกตาลงโดยไม่สนใจน้ำสีดำๆที่พึ่งดื่มไปเลยซักนิด และผมก็หลับลงได้ แม้จะเสียเวลาไปซักหน่อย โดยทิ้งให้คำตอบที่คาใจผมอยู่นั้น นั่งอยู่เงียบๆที่มุมห้อง …..

             

เช้า (ที่จริง สายแล้ว)

เป็นเช้าที่ผมรู้สึกสบายอย่างน่าประหลาด รู้สึกว่าอากาศมันเย็นสบายกว่าทุกที ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเพราะมีคนมาเร่งแอร์ แต่เมื่อตื่นขึ่นมาผมก็พบว่า ไม่ใช่มาเร่งแอร์ แต่มีคนมาปิดแอร์ !!!! และแล้วผมก็สามารถหาคำตอบที่ผมคิดมาตั้งแต่เมื่อคืนได้เสียที อากาศมันเย็นขึ่นจริงๆ ไม่ใช่เพราะผมรู้สึกไปเอง และผมก็คิดว่า อาจจะเป็นเช้าที่อากาศดีที่สุดในรอบหลายวันเลย อากาศมันดีจนผมรู้สึกว่า ไม่ควรที่จะแค่นั่งเฉยๆ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ผมจึงตัดสินใจ คว้ากล้องถ่ายรูป เปลี่ยนเสื้อผ้า และออกจากบ้านไป โดยที่ผมก็ไม่แน่ใจในจุดหมายเหมือนกัน รู้แต่ว่าต้องออกไป โดยผมเลือกที่จะเดินตามฟุตบาทไปเรื่อยๆ และผมก็พบว่า อากาศมันดีจริงๆ อีกทั้งบรรยากาศในเมืองก็ดูเงียบสงบ อาจเป็นผลมาจากควันหลงปีใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งผมคิดว่า ถ้ากรุงเทพเป็นแบบนี้ทุกวัน มันคงจะดีมากๆเลย

เส้นทางที่ผมเลือกเดิน เป็นฟุตบาทที่ติดกับถนนใหญ่ ซึ่งปรกติแล้วจะค่อนข้างวุ่นวาย เพราะจะมีพนักงานออฟฟิศแถวๆนี้ออกมากินข้าวกัน เอ่อ ลืมบอกไป ผมออกไปถ่ายประมาณ บ่าย 1 ครับ ต่อๆ ถึงไหนแล้ว อ้อ …. ปรกติแถวนี้จะวุ่นวายมาก เพราะจะมีคนเดินไปเดินมาค่อนข้างเยอะ และ จะมีร้านอาหารข้างทางเปิดเต็มไปหมด บวกกับอากาศ ที่ปรกติจะร้อน มากๆ เมื่อทุกอย่างรวมกัน ทำให้ผม ซึ่งปรกติขี้เกียจอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับสิ่งเหล่านี้ทำให้ยิ่งขี้เกียจเข้าไปใหญ่ ใช่ครับ ที่ผมบอกไปอย่างนี้เพราะว่า ผมไม่เคยเดินออกมาถ่ายรูปแถวนี้เลยครับ อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเลย แค่ออกมาเดิน chill chill ยังไม่เคยเลยครับ เพราะคิดว่ามันออกจะ warm warm ซะมากกว่า แต่เนื่องจากวันนี้มันไม่เหมือนวันก่อนๆ วันนี้เป็นวันหลังปีใหม่หมาดๆ คนก็ไม่เยอะ ร้านแถวนั้นก็ยังไม่ค่อยเปิด อากาศ ก็เย็นสบาย แม้จะมีแดด แต่มีลมพัดมาตลอด ทำให้ทุกอย่างมันดู เอ่อ เข้าท่า มากๆเลย

ลองมาดูรูปที่ผมถ่ายมาประกอบไปด้วยแล้วกันครับ เผื่อจะได้ “เห็นภาพ” มากขึ่น

    

 

รูปนี้เป็นตู้โทรศัพท์ครับ ผมติดใจตรงไอ้โลโก้ ที่เป็นรูปลูกโลกแล้วมีประเทศไทยตัวบะเริ่ม แล้วมีรูปหูโทรศัพท์ อยู่นอกโลกนี่แหละครับ จริงๆผมเคยเห็นมาหลายรอบแล้วแต่พึ่งได้สังเกตุชัดๆเอาวันนี้นี่แหละ ผมว่าโลโก้มันก็โอเคนะ ไม่ได้ถึงกับแย่มาก หรือ อาจจะแย่ เพราะผมเห็นตั้งหลายครั้งแต่พึ่งมาสังเกตุเอาครั้งนี้ น่าคิดๆ

           

 

นกตัวนี้ผมเห็นมันเดิน (มันเดินจริงๆครับ) อยู่ตัวเดียวข้างทาง ตรงนี้ปรกติมันจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวมั้ง ถ้าผมจำไม่ผิด แต่วันนี้ร้านไม่เปิด เลยมีพื้นที่โล่งพอสมควร แล้วผมก็เห็นนกตัวนี้มันเดินอยู่ตัวเดียว ผมเลยยืนหยุดดูมัน มันก็ไม่บิน ไหนๆเลยขอถ่ายรูปเก็บไว้ซักนิด จากนั้นผมจึงยกกล้องขึ่นเล็ง แต่ว่าเล็งอยู่นานพอสมควร เพราะหามุมที่ถูกใจไม่ได้เลย จนมาได้มุมนี้ เมื่อผมถ่ายปุ๊บ มันก็บินจากไป ผมว่าถ้ามันพูดภาษามนุษย์ได้ มันคงพูดว่า “กว่าจะถ่ายได้ แม่ง เล็งอยู่ได้”

         

 

รูปนี้ เป็นต้นไม้ของตึกสำนักงาน โดยมันตั้งอยู่ด้านหลังของตึก ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไม่เดินเข้าไป แต่เห็นตรงช่องข้างตึกมันเป็นช่องลมพอดี ผมเลยเดินเข้าไป และก็เจอกับต้นไม้ต้นนี้เข้า อันที่จริงๆ รอบๆต้นไม้ต้นนี้จะมีตึกบังอยู่เต็มไปหมด ผมเดินหามุมอยู่นานพอสมควรเหมือนกันกว่าจะได้มุมนี้มา รู้สึกว่าต้นไม้ต้นนี้จะถ่ายไว้หลายรูปเลย แต่ชอบรูปนี้ที่สุด

           

 

ดอกไม้ดอกนี้ อยู่ใกล้กับ ต้นไม้ต้นข้างบนครับ หลังจากแหงนหน้ามองหามุมของต้นไม้ต้นข้างบนจนเมื่อยแล้ว เมื่อยนี่คือเมื่อยคอที่แหงนหน้าหามุมที่ถูกใจ และก็เมื่อยลูกกะตาที่ต้องเพ่งกับแสงแดดที่จ้าพอสมควรในช่วงนั้นด้วยครับ เลยก้มหน้าลงมาเพื่อพักให้หายเมื่อย และผมก็เหลือบไปเห็นแปลงดอกไม้ดอกนี้เข้า อาจะเป็นเพราะสีแดงสดของมัน ทำให้สะดุดตาผมเข้า ผมเลยเดินเข้าไปใกล้ๆ หามุม และ กด ครับ

        

 

 รูปนี้เป็นกิ่งไม้ที่ น่าจะร่วงมาซักพักแล้ว ที่ผมสนใจมันก็เพราะว่า มันเป็นกิ่งเดียวในแถวๆนั้น (อีกแล้ว) ตอนแรกก็คิดว่าว่าจะถ่ายยังไงดี หลังจากลองถ่ายอยู่หลายรูปเหมือนกันแต่ก็ยังไม่ถูกใจ ไอเดียนี่ก็แว๊ปเข้ามาในหัว รูปนี้ผมไม่ได้นอนลงไปบนพื้นเพื่อถ่ายนะครับ ผมวางกล้องไว้กับพื้นแล้วนั่งถ่ายเอาครับ รูปที่ออกมาก็ ชอบมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย บางทีอาจจะเป็นรูปที่ผมชอบที่สุดในเซ็ทนี้เลยก็ได้

           

 

รูปนี้เป็นรูปของ กริ่ง โรงเรียนอนุบาลครับ เป็นโรงเรียนอนุบาลของผมเองครับ 5555 แต่ผมคิดว่าเค้าคงปิดกิจการมานานพอสมควรแล้วหละครับ สังเกตุจากสภาพในโรงเรียน รวมถึงสภาพของ กริ่ง นี้ด้วยครับ ที่สนใจในกริ่งนี้ก็เพราะว่า กริ่งนี้ (ผมคิดว่า)เป็นกริ่งเก่าที่ใช้มาตั้งแต่สมัยผมยังเรียนอยู่ หรือราวๆนั้น เพราะจากสภาพของมัน จากสี จากร่องรอยต่างๆ บ่งบอกว่ามันผ่านกาลเวลามาพอสมควรแล้ว และอีกอย่างที่ผมชอบคือ ไม้ว่าสีของกำแพงและรั้วจะถูกทาใหม่กี่รอบ แต่กริ่งอันนี้ ยังคงเป็นอันเดิมอยู่ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

         

 

ดอกไม้ (อีกแล้ว) รูปดอกไม้ดอกนี้ เจอหลังจากกำลังจะเลี้ยวตรงหัวมุมโค้งครับ พอดีกิ่งมันย้อยลงมาใส่หัวผม ผมเลยต้องก้มเพื่อเดินผ่านไป แล้วอยู่ดีๆในหัวผมก็เกิดความคิดแปลกๆออกมา นั่นก็คือ อยากลองถ่ายภาพดอกไม้ย้อนแสงดู (ไอ้ที่สว่างๆข้างหลังนั้นพระอาทิตย์ครับ) ก็กลัวกล้องเจ๊งเหมือนกัน แต่มันอยากอะครับ ทำไงได้ ก็เลยกดไป ถ่ายไปหลายรูปเหมือนกัน มีแค่รูปนี้รูปเดียวแหละมั้ง ที่เข้าท่าหน่อย (รึเปล่า)

      

 

รูปสุดท้ายแล้วครับ อย่าพึ่งเบื่อครับ รูปนี้ก็แค่รูปป้ายจราจรธรรมดาทั่วไปนี่แหละครับ ตรงที่มันทำให้ผมสนใจก็คือ ตรงคำว่าห้ามนี่แหละครับ ผมดู เอ่อ … ดูน่ากลัว ไม่สิ ดูอะไรซักอย่างอะครับ ความรู้สึกประมาณว่าต้องทำตาม และยิ่งใช้สีแดงด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มความหนักแน่นของการ “ห้าม” ได้เป็นอย่างดีเลย ก็เข้าใจคิดดีนะครับ แต่มองในอีกแง่นึง มันก็ดูจะแข็งกระด้างไปซักหน่อย เหมือนกับเป็นการบังคับ (เอ่อ มันก็บังคับจริงๆนะแหละ) คือดูแล้วรู้สึกว่ามันจะเผด็จการไปซักนิด (เอ่อ ผมกำลังพูดถึงคำว่า”ห้าม”ของป้ายๆนี้นะครับ ไม่ได้พูดถึงอะไรอย่างอื่น) แต่ก็นะ มันก็แค่ป้ายแหละ เอาอะไรกับมันมาก

        

รูปหมดแล้วครับ ที่จริงยังมีรูปเหลืออยู่ แต่ผมคิดว่ารบกวนแค่นี้ดีกว่า มากกว่านี้เดี๋ยวจะเกินพอดี ก็ การเดินทางใกล้ของผมในวันนี้ ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 2ชม. นิดๆ เดินไป ไม่ค่อยจะเยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเสียเวลาหามุมถ่ายแต่ละรูปนาน แต่จากการออกไปเดินทางใกล้ครั้งนี้ ผมก็ ได้รู้ ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างเลย นอกจากกรุงเทพในบรรยากาศที่หายากแล้ว ผมยังได้รู้ว่า จริงๆแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด เหมือนกับที่ใครซักคนเคยบอกว่า “You can find inspiration in everything” มันอยู่ทุกๆที่จริงๆครับ แรงบันดาลใจ อยู่ที่ว่าคุณจะมองว่า “มันแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น น่าสนใจ” หรือคุณจะมองว่า “ก็เหมือนๆเดิม เมื่อวานก็เห็น อาทิตย์ก่อนก็เห็น เดือนก่อนก็เห็น มันจะไปน่าสนใจอะไร” ถ้าคุณยังมองว่ามันไม่น่าสนใจอยู่ ผมแนะนำให้คุณลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หรือลองเปลี่ยนมุมที่มองดูครับ กับสิ่งที่คุณว่าน่าเบื่อ ซ้ำซาก บางทีเมื่อคุณมองมันใกล้ๆ หรือมองจากมุมที่คุณไม่เคยเห็น คุณอาจจะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณสนใจก็เป็นได้ครับ “เพราะทุกๆสิ่งทุกอย่าง เมื่อมองจาก ระยะ และ ด้าน ที่ต่างกัน ก็ให้อะไรหลายๆอย่างที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง” คนเราก็เช่นกันครับ และผมคิดว่า นิสัยช่างสังเกตุ ช่างติ เนี้ย มันเป็นสัญญาณที่ดีว่าสมองของเรา ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ของเรายังทำงานดีอยู่ครับ (ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ)

        

ถ้าใครอยากดูรูปในอีกมุมมองนึงเชิญ ที่นี่ ได้ครับ (เป็นมุมมองจากกล้อง 8m ครับ)

1 ความเห็น »

  1. อ่านไป ดูรูปไป ได้กลิ่นเย็นๆ ของลมสบายๆ เลยเชียว


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: