เมษายน 25, 2008

อกหัก

Posted in นอกเรื่อง ที่ 1:18 pm โดย abdunng

ความรู้สึกที่ทำให้คนไม่อยากมีความรัก

อาจจะคิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผม่แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ซักระยะแล้วซึ่ง เป็นสิ่งที่ยังทำมห้ผมเศร้าได้ไม่รู้จักเบื่อ ผมพยายามบอกกับตัวเองตลอดมาหลังจากเหตุการณ์…อื่มอาจจะไม่เรียกว่าเหตุการณ์ ว่านี่มันก็ผ่านมากว่าปีครึ่งแล้วทำไมเรายังไม่ลืมเรื่องนี้อีกซักที เพื่อนๆผมก็บอกว่าเพราะมึงไม่ทำไรมึงจะได้ไหม มันก็จริงนะครับว่าผมไม่กล้าที่จะเข้าไปจีบเท่าไหร่ ไม่กล้าที่จะบอกความจริงกับเค้าไป ไม่กล้าทำอะไรเลย

ก่อนที่มจะชอบเค้าผมกล้าที่จะเข้าไปคุยกับเค้าเหมือนคุยกับเพื่อธรรมดาๆคนหนึ่ง และสามารถทำตัวให้ดูไม่เก็งไม่พยายามทำ”เท่”่ได้ แต่ไม่รู้ทำไมเมื่อผมชอบเค้า ตกหลุมรักเค้าแล้วทำให้ผมเป็นแบบนีผมกลายเป็นคนละคนเลยเมื่อรู้สึกว่าชอบเค้า ผมพยายามแก้แต่มันก็ทำไม่ได้ซักทีไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

ผมคิดว่าผมมีปัญหาเกี่ยวกับการแสดงออกทางความรักนะ

และหลังจากจบม.ปลายเพื่อมาเริ่มต้นการเป็นนักศึกษาผม กับเธอก็ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันและยังไกลกันด้วยถึงจะอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งช่วงแรกๆผมโทรไปคุยบ่อย จนกระทั่งผ่านไปซักระยะเค้าไม่โทรมาหาผมเลย ผมเลยคิดว่าแบเค้าคงยุ่งๆหรือรำคาญที่เราโทรไปบ่่อยผมจึงหยุดโทร

ทำให้ผมกับเธอขาดการติดต่อจริงๆจนผมเริ่มเซงละ ผมจึงลองดูโ?รไปชวนเธอไปดูหนังเธอก็ไม่เคยไป และผมก็ลอชวนเธอไปแนวๆนี้3-4รอบเธอก็ไม่เคยตอบรับ จะบอกว่าติดงานตลอดซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงไหมซึ่งก็น่าจะจรงแหละ และหลังจากที่ได้ไปเที่ยวห้อง(ห้องแบบมัธยมนะครับ เป็นmeeting)ผมจึงคิดว่าเธอคงไม่ชอบผมแบบที่ผมรู้สึกกับเธอ เพราะเธอไมค่อยคุยกับผมหรือมีปฎิสัมพันธ์กับผมเลย ซึ่งผมก็แบบรู้สึกแย่เป็นทวีคูณ และหลังจากนั้นมา2-3เดือนผมกับเธอไม่ได้เจอกันเลยหรือติดต่อกันเลยซึ่งผมเชื่อว่ามันคงจบลงแล้วแหละ

สิ่งที่ผมควรทำ็ไม่ได้ทำ ซึ่งก็คือการบอกชอบเธอ จึงไม่รู้แน่ว่าเธอรู้สึกอย่างไร ผมก็ได้แต่เศร้าอยู่คนเดียว

แม่ผมบอกว่าเดี๋ยวก็ทำใจได้นี่เป็นแค่puppy love เป็นแค่ครั้งแรกไม่จริงจังหลอก ผมก็ไม่รู้นะ แตตอนนี้ใจผมยังมีอยู่คนเดียว

นีก็ผ่านมาปีครึ่ึงแล้วสินะตั้งแต่ตกหลุมรัก…

เมษายน 24, 2008

ร้านหนังสือ

Posted in เรื่องสั้น tagged , , , ที่ 4:03 pm โดย pakornkrit

     ผมพบตัวเองยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือ ในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าผมนั้น มีหนังสือมากมายหลายหลาก มีหลายเล่มที่ผมหยิบขึ่นมาพิจารณาดูเพียงครู่เดียว แล้ววางกลับที่เดิม และอีกหลายเล่มเช่นกันที่ผมหยิบขึ่นมาและใช้เวลาตัดสินใจอยู่นานทีเดียว ในที่สุดผมก็ได้เล่มที่ต้องการ พยายามเลือกเล่มที่ดีที่สุดจากเล่มที่มีในชั้นวาง และเดินไปที่แคชเชียร์เพื่อจ่ายเงิน ในมือผมนั้นมีหนังสือเพียงเล่มเดียว

     เมื่อไปถึงแคชเชียร์ พนักงานมีเพียงคนเดียว และเธอก็กำลังยุ่งอยู่กับการห่อปกพลาสติกให้กับหนังสือหลายเล่มอยู่ด้านหลังของแคชเชียร์ แต่เมื่อเธอรู้ว่าผมมา เธอวางหนังสือที่กำลังห่อปกพลาสติกอยู่ และมาคิดเงินให้หนังสือในมือผมแทน ผมมองไปที่หนังสือที่เธอกำลังห่อปกอยู่ มีอยู่หลายเล่มทีเดียว

1

2

4

6

7 เล่ม! ซึ่งเธอพึ่งห่อเสร็จไปแค่เล่มเดียวเท่านั้นเอง

และที่ด้านหลังผม ไม่ใกล้ ไม่ไกลนัก มีชายคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของหนังสือทั้ง 7 เล่มนั้น ยืนรออยู่

     เธอมายืนอยู่ในตำแหน่งหน้าเครื่องคิดเงิน และเป็นจุดที่ตรงกันข้ามกับจุดที่ผมยืนพอดี เธอมองผม ยิ้มให้ผมและรับหนังสือจากมือผมไป จากนั้นจึงทำการคำนวณหายอดเงินที่ผมต้องจ่ายด้วยความชำนาญ ไม่นานนักเธอก็เงยหน้าขึ่นมามองหน้าผม

“175 บาทคะ”

ผมหยิบเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ และยื่นให้เธอ

เธอรับเงินไป พร้อมรอยยิ้ม

ซักพักจากนั้น เธอก็ยื่นเงินทอนกลับมาให้ผม

“ห่อปกมั้ยคะ” เธอถาม

“ครับ” ผมตอบ

เธอก้มลงมองที่หนังสือของผม ที่ตอนนี้อยู่ในมือของเธอ

เธอคงกำลังคิดว่า …

จะห่อปกหนังสือให้ผม ซึ่งมีหนังสือเพียงเล่มเดียวก่อน

หรือ จะห่อปกให้กับคนที่มาก่อนหน้าผม ซึ่งมีหนังสืออยู่ 7 เล่มก่อนดี

…..

   

เธอใช้เวลาคิดไม่นานนัก แล้วจึงเงยหน้าขึ่นมามองหน้าผม ยิ้มให้ผม และพูดว่า

“รอซักครู่นะคะ”

เธอคงได้คำตอบแล้ว

เมษายน 21, 2008

แคนโต้แห่ง ความร้อน!!! (Apr/2008)

Posted in แคนโต้ tagged , , , ที่ 11:45 pm โดย mind expression

     ร้อน !!! คำนี้คงเป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยที่สุดเลยในช่วงนี้ (ใครอยากจะเติมคำอะไรตามหลังไปก็แล้วแต่ศรัทธาเลยครับ) ซึ่งอันที่จริงแล้ว ประเทศเรามันก็ร้อนทั้งปีนั้นแหละ แต่เค้าว่ากันว่า เดือนเมษา เป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ซึ่งก็คงจะจริง แม้ว่าบอกไม่ได้ว่ามันร้อนกว่าเดือนอื่นมากแค่ไหน แต่เราสามารถรู้สึกได้เลยว่า มันร้อนกว่า จริงๆ จนไปไหนก็เจอแต่เสียงบ่น ทั้งจากตัวเอง ทั้งจากคนรู้จัก ทั้งจากคนไม่รู้จัก

     เดือนนี้ เนื่องด้วยเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด และด้วยกระแส Global Warming กำลังมาแรง เลยเป็นที่มาของแคนโต้ในวันนี้ครับ อยากชวนกันมาแต่งแคนโต้เกี่ยวกับความร้อนครับ อันที่จริงแล้วอยากแต่งเกี่ยวกับความเย็นมากกว่า เพราะฟังดูแล้ว น่าจะคลายร้อนลงได้บ้าง แต่ลองคิดอีกที ความร้อนน่าจะดีกว่า เพราะเราคงจะมีความรู้สึกร่วมไปกับมันมากกว่า และบางทีการได้แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึกกัน มันน่าจะได้”อะไร”มากกว่าเก็บไปคนเดียว ลอง “ระบายความรู้สึก” ออกมา บางทีอย่างน้อย ร่างกายอาจไม่ได้เย็นลง แต่จิตใจคงเย็นลงบ้าง ซักองศานึงก็ยังดี

    

สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ

เมษายน 17, 2008

ฟังชั่นของ คอมพิวเตอร์

Posted in ถาม & ตอบ tagged , , , ที่ 12:18 am โดย pakornkrit

“ความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ใช่คอมพิวเตอร์จะคิดเหมือนคน แต่เป็นคนที่เริ่มจะคิดเหมือนคอมพิวเตอร์”

          วลีที่ลึกซึ้งข้างต้นนั้น ผมจำมาจากหนังสือเล่มนึง ชอบมันตั้งแต่อ่านครั้งแรก แต่สิ่งที่ผมจะมาชวนคุยวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ทำไม คนจึงเริ่มที่จะคิดเหมือนคอมพิวเตอร์ ? เรื่องที่ผมอยากชวนคุยนั้น สบายๆกว่าเยอะ ไม่ต้องคิดมากเท่ากับคำถามข้างต้น

          ทุกๆวันนี้ คอมพิวเตอร์แทบจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับมนุษย์หลายๆคน (รวมถึงผม)ไปแล้ว เราใช้เวลาอยู่กับมันกว่าครึ่งค่อนวัน บางครั้งมากกว่าเวลาที่เราใช้กับครอบครัวซะอีก ราวกับว่ามันกลายเป็นอวัยวะที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของมนุษย์ รองลงมาจากโทรศัพท์มือถือ! และยิ่งทุกวันนี้ คอมพิวเตอร์ยิ่งทำงานเร็วขึ่นเรื่อยๆ ประมวลผลเร็วขึ่นเรื่อยๆ และใช่ บางที มันอาจจะประมวลผลเร็วกว่าสมองมนุษย์บางคนไปแล้วด้วยซ้ำไป แน่นอน ความเร็วที่เพิ่มขึ่นย่อมมาพร้อมกับ ประโยชน์ใช้สอยที่เพิ่มขึ่นตามไปด้วย และบางที ด้วยฟังชั่นมากมายของมัน ทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง มีอะไรให้ทำด้วย มากกว่าคนเป็นๆด้วยซ้ำไป

สิ่งที่ผมอยากชวนกันมาแสดงความคิดเห็นวันนี้ก็เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน นั้นคือ ผมอยากถาม ซัก2ข้อ ว่า

ในวันๆหนึ่ง เราใช้คอมพิวเตอร์ไปกับการทำอะไรมากที่สุด ?

และ คุณคิดว่า คอมพิวเตอร์ควรจะมีหน้าที่ทำอะไรมากที่สุด(สิ่งที่มันควรจะเป็น) ?

   

          สำหรับผมเองนั้น ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในคอมพิวเตอร์ไปกับการ ฟังเพลง ซึ่งก็อาจจะไม่แปลกเท่าไหร่ หลายๆคนก็คงจะใช้งานคอมพิวเตอร์ในลักษณะเดียวกับผม เพราะด้วยความสะดวกของมัน ที่ไม่ต้องเสียเวลาแม้แต่เปลี่ยนแผ่น CD แค่เรากดคลิก ก็สามารถฟังเพลงที่ต้องการได้ในทันที ซึ่งนิสัยแบบนี้ก็มีผลเสียนั้นคือ ทำให้เรามักง่ายมากขึ่น อยากฟังเพลงก็เข้าไปโหลดในเนต โหลดมาไม่ชอบ ก็แค่ลากลงถังขยะ เรื่องแบบนี้คงเป็นเรื่องปรกติทั่วไป แต่เราลองนึกว่าเราเป็นศิลปินที่ทำงานหละ จะรู้สึกยังไง ในสมัยก่อนนั้น ระดับความดังสามารถวัดผลจากยอดขายได้ คือ ถ้าศิลปินดัง เทปต้องขายดี แต่สมัยนี้นั้น ไม่มีอะไรยืนยันได้เลย เพลงที่คนร้องกันได้ทั้งประเทศอาจมียอดขายแค่ 3000แผ่นก็ได้ ก็ไม่ได้จะมาประชาสัมพันธ์ให้ช่วยอุดหนุนอะไรหรอกครับ เพียงแค่อยากชวนให้ลองมองในมุมมองอื่นที่คุณไม่เคยมองดูบ้าง ก็เท่านั้นเอง

          ส่วนคอมพิวเตอร์ควรจะทำหน้าที่อะไรมากที่สุดนั้น ผมคิดว่า มันควรจะช่วยทำให้มนุษย์สบายที่สุด อาจฟังดูเหมือนความคิดที่คนประดิษฐ์คอมพิวเตอร์คิด จริงๆแล้วมันควรจะเป็นอย่างนั้น แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งคอมพิวเตอร์ทำงานเร็วเท่าไหร่ คนก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ่นเท่านั้น และ ด้วยประโยชน์ใช้สอยของมันที่มากมายทำให้เราสนใจคนเป็นๆกันน้อยลง แต่กลับไปสนใจคนในจอสีเหลี่ยมแบนๆกันมากขึ่น และไม่เพียงแค่จอเท่านั้นที่แบน ความสัมพันธ์ของคนก็แบนไม่แพ้กัน เรารู้จักกันเพียงแค่ด้านเดียว และเป็นด้านที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการให้รู้จักมากที่สุด พูดให้ตรงๆก็คือ ต่างคนต่างอาศัยอยู่ในเปลือก และคุยกันผ่านเปลือกนั้น ฟังดูหดหู่ชอบกลยังไงก็ไม่รู้นะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ถึงแม้ว่ารู้ทั้งรู้ แล้วไงต่อละ จะแก้ยังไงดี เรื่องนี้ผมเองก็ไม่รู้ ก็ในเมื่อโลกแห่งความจริงมันไม่สามารถสร้างความสุขให้กับเราได้ เราจึงต้องหาทางออกบางอย่างให้กับมัน อาจฟังดูไม่ค่อยเกี่ยวกันซักเท่าไหร่ แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่ทรรศนะของผมเท่านั้นเอง อยากฟังความเห็นจากหลายๆคนด้วยครับ