พฤษภาคม 30, 2008

fish story2

Posted in บทกวี, เดินทาง, lomo tagged , , ที่ 11:18 pm โดย abdunng

เหตุการณ์1

สลบไปนานเนิ่น

กว่าจะตื่น

งัวเงียจนภาพมันเบลอ

ในที่สุดก็เห็นสิ่งที่

รอคอยอยู่ตรงหน้า

ว่าง

มอง

รอบตัวไปทั่ว

ยังไม่แน่ใจ

งงกับสถานที่

งงกับตัวเอง

งง

อยู่ที่ไหนกันเนี่ย…

โฆษณา

พฤษภาคม 27, 2008

You something and Me

Posted in เรื่องสั้น ที่ 1:10 am โดย lljtheone

ครั้งแรกที่เขาเจอเธอ

เธอกำลังยืนรอรถมารับอยู่หน้าร้าน

เขาเดินผ่านเธอไปนั่งลงที่โต๊ะหนึ่ง

เขาหยิบการบ้านออกมาวางบนโต๊ะ

เขานั่งทำการบ้าน พลาง ฟังแม่บ่นเรื่องต่างๆ

เขาเงยหน้าขึ้นมาเพื่อที่จะเถียงกับแม่

แต่สิ่งที่สะดุดสายตาเขาคือ เธอ

แล้วพลันโลกทั้งใบก็เงียบ

รายละเอียดต่างๆค่อยๆจางหายไป

ราวกับว่า โลกทั้งใบ มีแค่ เขา และ เธอ

และนั้นก็คือครั้งแรกที่ทั้งคู่รู้สึกถึงกัน

พฤษภาคม 26, 2008

Edinbvrgh

Posted in เดินทาง ที่ 5:22 pm โดย nikonolism

ถ้าใครได้อ่านเสปซผมแล้ว จะไม่อ่านก็ได้นะครับ 555

ผมแค่จะมาประมวลหลังจากผ่านเวลานั้นมา 6 เดือนเต็มครับ ว่าได้อะไรมาบ้างจากการเดินทางคนเดียวไปครึ่งโลก

ผมจำวันที่แน่นอนไม่ได้แล้วว่าผมไปวันไหน รู้สึกจะไป 17 กลับ 23 ตุลาคม เมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง

เครื่องออกกี่โมงนะ สี่ทุ่มมั๊งครับ

อย่างแรกที่ผมได้รู้ คือ ผมกลัว 5555 พอไหว้พ่อแม่ที่สุวรรณภูมิ ผมกลั้นน้ำตา ไม่งั้นไม่ได้ไปแน่ๆ 555 เป็นครั้งแรกที่ผมคิดถึงพ่อแม่ทันทีที่แยกกัน ตอนรอตรวจหนังสือเดินทาง มองไปรอบๆ คิดถึงคำตอนต้นของ love actually จริงๆ
สนามบินเป็นสถานที่ที่คนดีใจที่พบกัน และร้องไห้เพราะจะจากกัน
ในกรณีของผมนั้น จากกันหนึ่งอาทิตย์ถ้วน

อย่างที่สองที่ผมรู้(แน่ชัดมากขึ้น)ว่าผมกลัวเครื่องบินเวลาอากาศแปรปรวน 555

พอไปถึงลอนดอนตอนเปลี่ยนเครื่องไปเอดินบระห์ทำให้ผมรู้ว่า ผมต้องพึ่งตัวเองแล้วจริงๆ ไม่มีใครช่วยผมได้แล้ว อยากมากก็คงได้แค่แนะนำ พูดกันคนละภาษา ความคิดต่างกัน มาจากที่ต่างกัน และที่สำคัญ ผมมาคนเดียว ถ้าผมไม่เคยไปฮีทโทรล์มาก่อนหน้านี้ ผมคงตื่นตระหนกกว่านี้เยอะตอนรอเปลี่ยนเครื่อง เพราะคนเยอะจริงๆ เครื่องก็กำลังจะออก ตรวจหนังสือเดินทางเสร็จผมวิ่งไปที่เกทเลย
เพื่อจะนั่งรออีกครึ่งชั่วโมงเพราะมันดีเลย์ เวรเอ้ย 555
ต่อจากนี้ ผมต้องเดินทางคนเดียว กินคนเดียว เที่ยวคนเดียว และต้องกลับบ้านให้ได้ 555
ผมมีเพื่อนร่วมทางชื่อ พง

ยังดีที่ผมหาข้อมูลก่อนไปบ้าง ทำให้อะไรมันง่ายขึ้นบ้าง ถ้าคุณจะเดินทางคนเดียว ผมไม่แนะนำแบบเผชิญโลกนะครับ เพราะมันอันตรายจริงๆ คุณจะไม่รู้อะไรเลย และถ้ามีอะไรเกิดขึ้นคุณจะตกใจแน่ครับ ผมไปอังกฤษมาก่อนบ้างเลยพอรู้บ้างว่าคนเค้าเป็นยังไง และฟังเค้าออก สำเนียงสก๊อตยากมากๆครับ เหอๆ T-T

อยู่เดียวทำให้ผมได้คิดอะไรหลายๆอย่างนะครับ เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น(มั๊ง) ให้ผมพึ่งตัวเองมากขึ้น ให้ผมรอบคอบมากขึ้น คิดอะไรระวังมากขึ้น(มั๊ง)

ถ้าอยากลองไปคนเดียวแล้วคิดว่ามันจะสนุก ผมบอกเลยนะครับว่ามันไม่สนุกนะ อิอิ
จัดการทุกอย่างคนเดียว เอาตัวรอดให้ได้ ถ้าคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ อย่าไปครับ มันจะเดือดร้อนอ่ะครับถ้าคุณยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าทุกอย่างให้ได้
ถ้าคุณคิดว่าทำได้ก็ไปครับ ประสบการณ์แปลกๆหาไม่ค่อยๆได้นะครับ คุณไปทัวร์กับไปคนเดียวไม่เหมือนกันครับ
ความรู้สึกการไปทัวร์คือไปตามที่ที่เค้าจัด ทุกอย่างมีพร้อมสรรพ มีรถโค้ช ง่ายๆ สบายๆ
ความรู้สึกของการไปคนเดียวคือมันได้เจาะลึก ได้ไปเห็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันต้องเจาะลึก อิสระสูงมาก แต่ความรับผิดชอบต้องสูงเช่นกัน

 

ความเห็นผมล้วนๆนะครับ ถ้าอยากลองก็ลองครับ ผมว่า ไม่เสียหายครับถ้าจะลองไปคนเดียวซักครั้งไกลๆ ^^

พฤษภาคม 14, 2008

ขนาน

Posted in เรื่องรัก, เรื่องสั้น tagged , , , , , , ที่ 9:54 pm โดย pakornkrit

1.

ฟ้าสีเทา คล้ายฝนจะตก หรือบางที อาจจะตกไปแล้ว

หรืออาจจะทั้งคู่ …

สยามเวลานี้ ผู้คนบางตากว่าทุกที

อาจเป็นเพราะความเฉอะแฉะของพื้นทางเดิน

หรืออาจเพราะเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ ของวันกลางสัปดาห์

2.

ผม อยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของสยาม

2 ขาที่กำลังก้าวเดินไปอย่างไร้จุดหมาย

รู้สึกตัวอีกที

ผมก็พบว่า ตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าบันไดเลื่อน

โดยไม่ทันได้คิด ได้ตัดสินใจอะไร

ขาขวาของผมก็ก้าวไปยังบันไดนั้นโดยอัตโนมัติ

ตามด้วยขาซ้าย ที่ก้าวตามไปติดๆ ราวกับเป็นหน้าที่

ขณะบันไดกำลังเลื่อนขึ้นอย่างเอื่อยเฉื่อย

ตั้งแต่เมื่อไหรไม่รู้่ ข้างๆผมมี เธอ ยืนอยู่

3.

เธอ ไม่เคยรู้จักผมมาก่อน

พอๆกับที่ ผม ไม่เคยรู้จักเธอมาก่อนเช่นกัน

เรา ต่างไม่รู้จักกัน แต่ยืนอยู่บนบันไดเลื่อนขั้นเดียวกัน

ผมจ้องมองไปที่ใบหน้าของเธอ และที่ดวงตาของเธอ

ดวงตาของเธอดูเหม่อลอย คล้ายกล้องที่ไม่ได้รับการปรับโฟกัสของภาพ

“เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ” คำถามเกิดขึ้นในหัวของผม

บันไดค่อยๆเลื่อนขึ้นไป อย่าง ช้า ช้า

พร้อมๆกับที่เวลาของ ผม และ เธอ ที่ค่อยๆถูกเผาไหม้ไป

4.

มีคนอีกเป็นล้านๆคน บนโลกใบนี้

แต่ ผม และ เธอ ได้มาอยู่บนบันไดขั้นดียวกัน ในเวลาเดียวกัน

“มันต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน!”

ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เกิดขึ้นกับผม

อาจเป็นเพราะบรรยากาศรอบๆตัว

หรืออาจเพราะท้องฟ้าสีเทาคล้ายจะร้องไห้ออกมา

หรือบางที อาจไม่มีเหตุผลใดเพียงพอ

5.

ผม จ้องมอง เธอ อีกเป็นครั้งที่ 2

ดวงตาของเธอยังคงเหม่อลอย ไปยังที่ใดซักที่หนึ่ง

อาจเป็นที่ที่ผมรู้จัก หรือ อาจเป็นที่ที่ผมไม่รู้จัก

บางที อาจเป็นที่ที่เธอไม่รู้จักด้วยซ้ำ

ระยะห่างที่กั้น ผม และ เธอ ให้ห่างกันในตอนนี้นั้น เพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร

แต่ผมกลับรู้สึกว่า ระยะห่างนั้น มันกำลังขยับออกห่างขึ่น เรื่อย เรื่อย

บันไดยังคงเลื่อนต่อไปอย่าง ช้า ช้า ตามหน้าที่ของมัน อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

พร้อมกับเวลาของ ผม และ เธอ ที่ใกล้จะหมดลงเต็มที

สายลมอ่อนๆพัดมาปะทะใบหน้าของผม

พัดพาเอาความคิดบางอย่างหลุดลอยหายไป

6.

บันไดใกล้จะเลื่อนขึ้นถึงที่หมายแล้ว

ผมจ้องมองเธออีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย

บันไดเลื่อนขึ้นถึงที่หมาย

ผม และ เธอ ก้าวเหยีบพื้นเกือบจะพร้อมกัน

และต่าง แยก ย้าย ไปตามทางของ ตัวเอง

พฤษภาคม 11, 2008

You something and Me

Posted in เรื่องสั้น ที่ 7:41 pm โดย lljtheone

เธอเดินผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ เมื่อตกเย็น

เพราะเธอเรียนอยู่ในโรงเรียนใจกลางเมือง

จึงต้องใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางทุกวัน

แต่เขาเรียนในโรงเรียนท้องถิ่น

ตกเย็นเขาจึงมาช่วยงานที่ร้านได้เป็นประจำ

และมีโอกาสได้เจอเธอ ทุกวัน …

แต่ไม่เคยสักครั้ง

ที่จะมีโอกาสได้คุยกัน


the end

Posted in ปรัชญา tagged , ที่ 12:25 am โดย abdunng

ผมเคยคุยกะเพื่อนคนหนึ่งไว้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเพื่อนผมเป็นคนเริ่มต้นบทสนทนาที่คนทั่วไปคงได้ผ่านการสนทนาแนวนี้มานักต่อนักแล้วนั่นคือ จุดจบของคนคือเมื่อไหร่

หลายคนนึกถึงเมื่อเราสิ้นใจ แต่สำหรับผม ผมเชื่อว่าจุดจบของเรานั้นคือ “เมื่อเรานั้นหมดความฝันโดยสิ้นเชิง” ซึ่ง การที่คนเราจะหมดไปได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย หลายคนอาจจะบอกว่า ฉันก็ไม่ได้มีความฝันอะไรแล้วชีวิตฉันก็ไม่เห็นจะจบลงเลย ผมไม่เชื่อครับว่าคุณหมดความฝัน อย่างน้อยก็ยังในเรื่องของการอยากได้เงินเดือนสูงๆ อยากมีใครมารักบ้าง อยากจะเดินทางไปที่ไหนต่อไหน และอีกมากมายล้วนแต่ก็คือความต้องการ ซึ่งผมขอเรียกว่าความฝัน ถึงแม้บางคนจะไม่สามารถทำความฝันหลักให้เป็นจริงไปได้ แต่ความฝันรองๆลงมาก็ยังคงมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งแต่ละบุคคลก็สร้างมันออกมาเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว

ดูตัวคุณเป็นต้น

ซึ่งการหมดความฝันมีอยู่หลายอย่าง บางคนหมดไปโดยทำได้หมดแล้วซึ่งนั่นอาจจะยังไม่ทำให้เค้าจบชีวิตลง แต่บางคนหมดไปเพราะโดนทำลายบ้าง เลิกล้มเองบ้าง หรือไม่กล้าทำเองก็มี และคนเหล่านั้นผมเชื่อว่ามีชีวิตที่ไม่มีความสุขจนไม่น่าจะเรียกว่าชีวิตเท่าไหร่ และก็ยังมีอีกอย่างก็คือความฝันหลักโดนทำลาย และทำให้บุคคล คนนั้นไม่สมารถที่จะมองเห็นความฝันอย่างอื่นจนกระทั่งตัดสินใจทำเรื่องที่ไม่น่าทำอย่างการ ฆ่าตัวตาย

ชีวิตของคนเรายังไม่จบหรอกถึงแม้ความฝันหลายๆอย่างของคุณโดนทำลาย ปู้ยี่ปู้ยำ หรือแม้กระทั่งโยนทิ้งไปเอง แต่ถ้าคุณไม่ยอมแพ้กับชีวิตการที่คุณจะสร้างความฝันใหม่ๆออกมาเพื่อไล่ตามก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย แม้คนอื่นจะหาว่าคุณจับจด อ่อนแอ หรืออะไรก็ตาม ถ้ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วคุณควรจะปกป้องและทำมัน และดีไม่ดีมันอาจจะพาคุณกลับมายังความฝันอันเก่าที่ยังไม่ขึ้นสนิมก็เป็นได้

life is what you made it out from your dream

พฤษภาคม 5, 2008

เสียงร่ำไห้แห่งท่วงทำนอง

Posted in บทกวี tagged , , , , ที่ 10:25 pm โดย pakornkrit

เสียงบรรเลงแห่งบทเพลง
ล่องลอยมา …
ฝ่าผ่านเสียงสายฝนที่โหมกระหน่ำยามค่ำคืน
สายฝนที่โปรยปรายเพียงเพื่อกลายเป็นไอ

   
ในบทเพลงบทนั้น
มีท่วงทำนองที่คุ้นหู ชวนให้เราร้องตาม
มีจังหวะที่คุ้นเคย ชวนให้เราลุกขึ่นเต้นไปกับมัน
ทว่า บทเพลงบทนั้น
ไม่เคยมีอยู่จริง

   

   

*ปล. เดิมที กวีบทนี้ผมเคยไปคอมเม้นอยู่ใน blog เพลงจั๊กจั่น ของคุณ ปุถุชน

แล้วเผอิญว่าหลังจากกลับไปอ่านซ้ำๆ หลายๆรอบแล้วเกิดชอบขึ่นมา เลยขอหยิบมาแปะในนี้อีกครั้งหนึ่ง

พฤษภาคม 3, 2008

life

Posted in เรื่องสั้น ที่ 11:57 pm โดย lljtheone

ชีวิตเราก็คือการเดินทาง ตั้งแต่เด็กยันโต เราทุกคนล้วนต้องเลือกเส้นทางในการเดินเสมอ ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

บางวันคุณอาจจะสับสนในเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างจะสั่งอาหารเมนูไหนดี หรือกระทั่ง จะกินข้าวก่อนหรืออาบน้ำก่อนดีนะ

จะสระผมก่อนหรืออาบน้ำก่อนดี อะไรประมาณนี้ ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยและเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเรา จนเราลืมไปว่า

ครั้งหนึ่ง เราเคยเลือกที่จะอาบน้ำก่อนนะแล้วค่อยกินข้าว มันกลายมาเป็นตัวคุณที่ทำยังนี้มาตลอดด้วยความเคยชิน

ไม่ว่าคุณเลือกอย่างไหนก็ไม่มีปัญหาทั้งนั้นแหละครับ แต่สำหรับเรื่องบางเรื่องของคนวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ

ที่ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตข้างหน้าทั้งชีวิต ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน ผมว่ามันออกจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรนัก

เด็กที่เพิ่งผ่านอายุแค่18ปี ทำไมเขาถึงจำเป็นต้องเลือกในตอนนี้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไปในวันข้างหน้าตลอดทั้งชีวิต

เพราะตัวเลือกครั้งนี้ไม่เหมือน เรื่องอาบน้ำหรือแปลงฟันก่อนดี เส้นทางที่ต้องเลือกนี้มันใหญ่กว่านั้นมาก คนเราไม่จำเป็นหรอกครับ

ที่ต้องรีบค้นหาตัวเอง แต่ถ้ารู้แล้วก็ดี บางทีบางคนอาจจะเจอเส้นทางที่ถูกสำหรับตัวเองแล้ว แต่เขาอาจจะยังไม่เลือก ด้วยเหตุผลหนึ่ง

เขาเลือกทีจะเดินอ้อมไปก่อน เพื่อเติมเต็มอะไรบางอย่างแล้วจึงวกกลับมา แต่สิ่งที่เขาต้องจำและไม่ลืมคือเส้นทางๆนั้น

แต่ใครจะรุ้ละครับ

ว่าวันหนึ่งเส้นทางที่เขาเลือกเดินแทนอาจจะกลายเป็นเส้นทางที่เขาเดินต่อจนสุดทางโดยไม่หันมามองเส้นทางที่เขา

”เคย”เลือกเลยก็ได้

ขีวิตมีแค่ชีวิตเดียวใช่ครับ และทุกๆทางแยกที่เราเลือกเดินมันก็จะพาไปสู้ปลายทางที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีใครถูก อยู่ที่ว่าคุณพอใจหรือเปล่า

แล้วคุณละ กินข้าวหรืออาบน้ำก่อนกัน ? ไม่แน่นานไปคุณอาจจะเปลี่ยนใจสลับบ้างก็ได้นะ

You something and Me

Posted in เรื่องสั้น ที่ 11:25 pm โดย lljtheone

ณ ร้านบะหมี่หน้าปากซอยแห่งหนึ่ง

เด็กชายผู้เป็นลูกเจ้าของร้าน

ตกเย็นหลังเลิกเรียนเขาจะมาช่วยงาน

ที่แห่งนี้มีคนเดินผ่านทุกๆ5นาที

เนื่องจาก เป็นเส้นทางผ่านหลังจากลงรถไฟฟ้า

และที่แห่งนี้

เขาได้เจอกับเด็กสาวคนหนึ่ง

ที่เขาตกหลุมรัก

และฝังอยู่ในความทรงจำ

ของเขาไปตลอดชีวิต

(มีต่อ)

molecular gastronomy

Posted in วิทยาศาสตร์, อาหาร & เครื่องดื่ม tagged , , ที่ 10:10 pm โดย abdunng

บางคนอาจจะเคยเห็นหรืออ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้มาก่อน แต่ผมเชื่อว่ามีอีกหลายๆคนเลยที่ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อเกี่ยวกับข้อความข้างต้น

molecular หมายถึง ซึ่งเกี่ยวกับโมเลกุล

gastronomy หมายถึงศาสตร์การทำอาหาร

ซึ่งโดยรวมแล้วก็หมายถึงการศึกษาถึงระดับโมเลกุล ของศาสตร์การทำอาหาร หรือfood scienceนั่นเอง โดยเชื่อว่าเป็นสาขาย่อยลงมาอีก(ตามที่ผมเข้าใจนะ)ซึ่งผมได้ลองค้นคว้าดูเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากผมเรียนการครัวและ แบบที่ม.ผมดันไม่มีเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อาหารเท่าไหร่ ซึ่ศาสตร์แขนงนี้จะเน้นไปทางด้านฟิสิก และขเคมีของอาหารซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคนริเริ่มเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฮังการีชื่อNicholas Kurtiโดยหลังจากนั้นไม่นานก็โคกับพวกchefหัวใหม่ลองคิดสูตรอาหารออกมาแบบแปลกใหม่

chefที่เกี่ยวข้องก็มีอยู่หลายแต่ที่เด่นๆก็ferran adriaเปิดร้านอาหารชื่อel bulliซึ่งปีๆหนึ่งเปิดแค่6เดืนและอีก6เดือนก็วิจัยเกี่ยวกับเมนูใหม่ในอีกปีนึงหรือในปีนั้นๆ(เค้ามีห้องlabเป็นของตัวเอง)ซึ่งอาหารที่เสิร์ฟก็มีตั้งแต่ คาเวียกับช็อคโกแลตขาว มะม่วงกับโอลีฟทอด ไรเงี้ยแบบฟังดูแย่แต่จริงๆแล้วอร่อย(ไม่เคยทานหลอกนะครับ) ซึ่งถ้าสนใจก็ลองค้นหาเพิ่มได้จาก http://khymos.org 

สุดท้ายก็ขอย้ำว่าmolecular gastronomyไม่ใช่อาหารชนิด หรือสัญชาติใหม่แต่เป็นเพียงกระบวนการทำแบบใหม่

นี่เป็นภาพตัวอย่างของอาหาร

credit จากเว็บel bulli www.elbulli.com

(โดยข้อมูลอย่างละเอียดไม่ไก้อธิบายไว้ ณ ที่นี้นะครับ เพราะมันเยอะ)

ซึ่งต่อไปผมจะมาลงแนวๆนี้เรื่อยๆนะ

ส่วนอาหารโดยวิธีการที่เข้าใจอาหารมากกว่าเดิมแบบนี้ผมลองทำไป2-3อย่างแล้วแต่ไม่ได้ถ่ายไว้

หน้าถัดไป