มิถุนายน 30, 2008

แคนโต้แห่ง การเปลี่ยนแปลง (Jun/2008)

Posted in แคนโต้ tagged , , , , , , ที่ 11:33 pm โดย mind expression

ทุกคนเกิดมาย่อมต้องเคยเจอกับการเปลี่ยนแปลงมาบ้าง ไม่มากก็น้อย ทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ่นจากตัวเราเอง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ่นจากคนรอบข้าง หรือกระทั่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบตัว การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ่นแทบจะตลอดเวลา แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่มักจะคิดไปถึงการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ดี ไปสู่สิ่งที่แย่ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่า มนุษย์นั้น ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะมนุษย์นั้น ไม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ่นหลังการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ความกลัวเกิดขึ่น ซึ่งความกลัวนี้ก็มีอยู่ในมนุษย์แทบทุกคน เพราะงั้น การใช้ชีวิตแบบเดิมๆ จึงเกิดขึ่น กินข้าวร้านเดิมทุกวัน เพราะกลัวว่าไปกินร้านอื่นแล้วจะไม่อร่อย กลับบ้านทางเดิมทุกวัน เพราะกลัวว่าทางอื่นนั้นจะทำให้ถึงบ้านช้ากว่า เป็นต้น แต่ความรู้สึกกลัวนั้น หลายๆครั้งก็เกิดจาก อาการวิตกจริตของเราเอง ด้วยความที่ไม่แน่ใจ ก็เลยกลัวไปก่อน มนุษย์นั้นชอบอะไรที่ชัวร์ๆ 100% แต่ความจริงแล้วความชัวร์นั้นแทบจะไม่มี แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว แค่(แกล้ง)คิดว่ามันชัวร์ ก็ทำให้สบายใจแล้ว

จากกลุ่มคำข้างต้นจึงกลายมาเป็นหัวข้อแคนโต้เดือนนี้ครับ หัวข้อคือ การเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เช่นกันครับ ไม่จำกัดว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งใด จากที่ไหน จากอะไร หรือ จากใคร อยากแต่งอะไรแต่งเลยครับ ตามสบาย จะได้ทำให้เราได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย บางทีอาจจะทำให้เราเข้าใจความหมายของคำๆนี้มากขึ้นก็ได้

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

โฆษณา

มิถุนายน 15, 2008

fish story3

Posted in ภาพถ่าย, เดินทาง, เรื่องสั้น tagged , , , ที่ 11:48 pm โดย abdunng

เหตุการณ์ที่2

ปวดหัว ชิบเลย

เป็นอะไรปเนี่ยเรา

ไม่น่าซิ่งเลย

ท้องฟ้าริ่มมืด

ร่างกายก็อ่อนแอ และปวดร้าว

….

…….

ภาพสุดท้ายก่อนตาจะมืด

เกิดอะไรขึ้นกันนะ

แล้วเราอยู่ไหนหว่า…

มิถุนายน 14, 2008

อุบัติเหตุ

Posted in สังคม, เรื่องสั้น tagged , , , , , , ที่ 11:54 pm โดย pakornkrit

ชั่วโมงเร่งด่วน ณ ถนนแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง รถติดเป็นแถวยาวเหยียด เสียงบีบแตรส่งเสียงประสานกันไปมา ดั่งกำลังบรรเลงอยู่ในวงซิมโฟนีออร์เครสตรา ด้านหน้าของแถวรถที่ติดยาวเหยียดนั้น พบซากรถ 2 คัน ชนกันขวางถนนอยู่ ความรุนแรงของการชนทำให้ชิ้นส่วนรถทั้ง 2 กระจายไปทั่วทั้งถนน จนแทบจะแยกไม่ออกว่าชิ้นไหนเป็นของคันไหน และจากสภาพรถที่เหลือเป็นรูปเป็นร่างอยู่ ระบุได้เพียง รถคันหนึ่งเป็นรถกระบะ สภาพซอมซ่อเต็มที ส่วนอีกคันนั้น เป็นรถหรูป้ายแดงใหม่เอี่ยม และไมใกล้ ไม่่ไกล จากจุดที่รถทั้ง 2 คัน ปะทะกันนั้น เจ้าหน้าที่กำลังนำชาย 2 คน ซึ่งอยู่ในสภาพย่ำแย่ไม่ต่างกันนัก ขึ่นรถเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

—————————————————————-

1000 เมตร

ชายในรถกระบะ กำลังจะเลี้ยวรถออกจากซอยเพื่อจะนำของไปส่ง สังเกตุเห็นรถอีกคันพุ่งมาไกลๆ ด้วยความเร็ว

“จะรีบไปตายห่าที่ไหนของแม่งวะ”

สบถเสร็จก็เหยีบคันเร่ง พร้อมหมุนพวงมาลัย โดยไม่สนใจรถที่กำลังวิ่งมา

“ยังไงกูก็จะไป”

500 เมตร

รถวิ่งเข้ามาใกล้จนสังเกตุเห็นรายละเอียดได้

“โอ้โห ป้ายแดงซะด้วย”

“จะยอมเอารถป้ายแดง มาแลกกับกระบะห่วยๆของกูหรอ”

“นี่กะว่าถ้าแม่งพังอีกคราวนี้นะ รับรอง ได้ขายเป็นเศษเหล็ก”

200 เมตร

ชายในรถกระบะยังคงเหยียบคันเร่ง พร้อมหมุนพวงมาลัยเตรียมเลี้ยวต่อ

รถป้ายแดงยังคงวิ่งมา และไม่มีทีท่าว่าจะลดความเร็วลงแม้แต่น้อย

“มึงไม่กล้าหรอก เดี๋ยวมึงก็ต้องเบรก”

“ใครมันจะโง่เอารถป้ายแดงมาแลกกับเศษกระป๋องวะ”

—————————————————————-

1000 เมตร

ชายในรถป้ายแดงกำลังมุ่งหน้าไปทำงานด้วยความเร่งรีบ สังเกตุเห็นหน้ารถโผล่ออกมาจากปากซอยไกลๆ

“จะรีบไปตายห่าที่ไหนของแม่งวะ”

สบถเสร็จก็เหยีบคันเร่ง โดยไม่สนใจหน้ารถที่ค่อยๆโผล่ออกมา

“ยังไงกูก็จะไป”

500 เมตร

รถวิ่งเข้ามาใกล้จนสังเกตุเห็นรายละเอียดได้

“โอ้โห ยังเสือกวิ่งได้อีกนะ สภาพอย่างนั้น”

“จะยอมเอากระบะห่วยๆ มาแลกกับรถป้ายแดงของกูหรอ”

“นี่พึ่งถอยมาได้ไม่ถึงเดือน ประกันชั้น1 ชนทีมึงหมดตูดแน่”

200 เมตร

ชายในรถป้ายแดงยังคงไม่มีทีท่าจะเหยียบเบรก แต่กลับเหยียบคันเร่งให้จมยิ่งขึ่น

รถกระบะยังคงโผล่หน้ารถออกมา และไม่มีทีท่าจะเบรกแม้แต่น้อย

“มึงไม่กล้าหรอก เดี๋ยวมึงก็ต้องเบรก”

“ใครมันจะโง่เอาเศษกระป๋องมาแลกกับรถป้ายแดงวะ”

0 เมตร

“…..”

มิถุนายน 6, 2008

สัญชาติญาณ ศรัทธา ความฝัน

Posted in คำคม tagged , , , , , ที่ 1:32 am โดย pakornkrit

สืบเนื่องจากไม่กี่ entry ที่ผ่านมา เพื่อนผมได้ up blog ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “ความฝัน” ไว้ ทำให้ผมนึกอะไรบางอย่างออก มันคือสมุดจดเล่มเล็กๆที่ผมชอบใช้จดคำพูดที่ผมชื่นชอบ เมื่อไปเจอมาจากที่ต่างๆ รวบรวมเก็บไว้ ซึ่งพอเอามาเปิดดูก็พบว่า มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับความฝันอยู่ เยอะพอควรเลย วันนี้เลยลองหยิบมาบางส่วน เผื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตเหี่ยวๆของใครบางคนได้บ้าง

ก่อนอื่นขอเป็นข้อความที่นำมาจาก blogๆ ซึ่งผมได้อ่านในเวลาไล่เลี่ยกัน เรื่องแปลกอยู่ที่ว่า เนื้อหามันดันมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน

-blog แรกคือ blog ของ (*แก้ไข) คุณ ธุลีดิน ชื่อว่า โอวาทของ Steve Jobs ผู้สร้าง Macintosh : Stay Hungry , Stay Foolish อ่านจากชื่อก็คงพอจะรู้แล้วว่า เกี่ยวกับอะไร ผมจะไม่ขอพูดถึงรายละเอียดทั้งหมดแล้วกัน เพราะคุณสามารถกดเข้าไปอ่านได้ ดังนั้นจึงขอพูดเฉพาะประโยคที่มันสะกิดใจผมแล้วกัน

อย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น

จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น

และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ

-ก่อนจะไปถึง blog อันต่อไปที่ผมเกริ่นไว้ ผมขอคั่นด้วยอะไรซักนิดนึง เนื่องจาก Jobs ได้พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “เสียง” เลยทำให้ผมนึกไปถึงเพลงๆนึง ของวง P.O.P. หลายๆคนน่าจะเคยฟัง ชื่อเพลง เสียงข้างในจิตใจ

ทางไหน เมื่อไร หนทางเดินอีกไกล ไม่ต้องไปคิดว่าใครต่อใครจะห้าม
สิ่งไหน และเพื่อใคร เก็บคำถามไว้ในจิตใจ ไม่ต้องไปสนทำมันต่อไปจนกว่า
สักวันเธอจะรู้ว่าเธอจะเจออะไร ในวันนั้นเธอคงจะเข้าใจ

วันนี้ เธอรู้ดี ว่าตอนนี้เธอทำอะไร และสิ่งนั้นไม่ทำให้ใครต้องลำบาก
ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องคิดมาก ขอแค่เธอแน่ใจ ทำสิ่งนั้นทำมันต่อไปจนกว่า

สักวันเธอจะรู้ว่าเธอต้องการอะไร ในวันนั้นเธอคงจะเข้าใจ
หากเธอมีคำถามที่ทำให้เธอหวั่นไหว ขอเธอจงมั่นใจ ไม่มีใครรู้ไปกว่า

เสียงข้างในจิตใจ เชื่อและทำต่อไป ไม่ต้องกลัวอะไร ทำดั่งใจเธอต้องการ
แม้จะนานแค่ไหน สุดท้ายไม่ได้อะไร อย่างน้อยได้ทำดั่งใจทุกอย่างที่ใจเธอต้องการ

หยุดสงสัยและทำมันต่อไป แม้จะเป็นอย่างไรให้เชื่อในใจของเธอ

-ทีนี้ก็มาถึงอีก blog ที่ผมเกริ่นไว้ตอนแรกซักที blog นี้ อยู่ในเวป onopen ชื่อว่า เขียนทำไม? เขียนอย่างไร? ผู้เขียนชื่อ สุวินัย ภรณาวลัย ตามหัวข้อเลยครับ blog นี้เกี่ยวกับนักเขียน มาถึงตอนนี้อาจจะมีคนงงว่า แล้วมันไปเกี่ยวข้องกับ Jobs ได้อย่างไร? ใช่ครับ งานนักเขียนกับ งานผู้บริหารบริษัทด้านอิเ็๊ล็กทรอนิกส ์อาจจะดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่สิ่งที่เชื่อมทั้ง 2 สิ่งก็คือ ความคิด ใช่ครับ งานทั้งคู่นั้น ล้วนคือการเอาความคิดมารับใช้ความต้องการของตัวเองทั้งสิ้น และใน blog นี้นั้น มีบางประโยคที่พูดเกี่ยวกับ สัญชาติญาณ หรือแรงจูงใจบางอย่าง ที่มาจากในตัวเรา เหมือนของ Jobs โดยใน blog นี้นั้น พูดไว้ว่า

เคล็ดลับในการอ่าน การคิด การเขียน ของผมคือ ต้องเป็น Pure motive, Pure action นั่นคือ ต้องเป็นการกระทำด้วยใจบริสุทธิ์ การอ่านของคุณต้องอ่านด้วยใจบริสุทธิ์ ถ้าอ่านเพราะใกล้สอบ คุณไม่มีทางเป็นนักอ่านที่ดีได้ ถ้าเขียนเพื่อจุนเจือเลี้ยงชีพ ไม่ได้เขียนเพราะอุดมคติ คุณไม่มีทางเป็นนักเขียนที่ดีได้

และ

ถ้าหากว่าไม่มี pure action แล้ว ถ้ามีผลสะเทือนก็แค่ชั่วคราวหรือผิวเผิน

หมดไปแล้วสำหรับประโยคจาก blog ทีนี้ก็มาถึงประโยคจากในสมุดบันทึกของผมบ้าง

-ประโยคแรกนั้น นำมาจากหนังสือเล่มโปรดของผม

ชีวิตมันมีไว้ให้เราใช้ ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา

นำมาจากหนังสือชื่อ the bear wish project ของพี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ (นามปากกา เดปป์ นนทเขตคาม) เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่ทำให้ผมเริ่มคิดเองเป็น ใช่ครับ เริ่มใช้สมองคิดไตร่ตรองถึงสิ่งต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต และสิ่งที่ยังมาไม่ถึง รวมถึง การเริ่มต้นกำหนดชีวิตของตัวเอง ด้วยตัวเอง

-ประโยคต่อมา ผมได้มาจากในหนังสืออีกเช่นกัน แต่ผมดันจำชื่อหนังสือไม่ได้

When you reach for the stars you may not quite get one,

but you won’t come up with a handful of mud either.

เป็นคำพูดๆหนึ่งของ Leo Burnett ผู้ก่อตั้ง Agency โฆษณาในชื่อเดียวกัน (ผมไม่แน่ใจว่าเป็น slogan ของบริษัทด้วยรึเปล่า) ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็น agency อันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ (มีสาขาอยู่ที่เมืองไทยด้วย)

-ประโยคต่อมานำมาจากหนังสือ (อีกแล้ว)

ผมคิดว่า บางทีคนเราก็ไม่มีความชัดเจนในเรื่องที่ไฝ่ฝัน

บางคนคิดว่าตัวเองฝันอยากเป็นนักแต่งเพลง

โดยที่ความจริงแล้วเขาฝันอยากมีชื่อเสียงจากการเป็นนักแต่งเพลงต่างหาก

บางคนคิดว่าตัวเองฝันอยากเป็นนักเขียน

โดยที่ความจริงแล้วเขาฝันอยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากการเป็นนักเขียนต่างหาก

นำมาจาก หนังสือชุด คุยกับประภาส ซักเล่มหนึ่ง แต่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นข้อความที่พี่จิก(ประภาส ชลศลานนท์)เขียนไว้เองรึเปล่า หนังสือชุดนี้ เช่นกัน เป็นหนังสือชุดที่ได้ทลายกำแพงความคิดผมไปอีกหลายชั้นเลยทีเดียว

-ประโยคต่อมายังคงนำมาจากหนังสืออีกเช่นกัน

The boat is safest when it is in the port,

but that is not what boat were built for.

อ่านแล้วต้องตีความซักนิดนึง นำมาจากหนังสือซักเล่มของ Paulo Coelho (ผมนำมาจากหนังสือชื่อ Life ที่รวมเอาคำพูดจาหนังสือเล่มอื่นมาอีกที) นักเขียนที่ผมสามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นนักเขียนคนโปรดของผม และเพราะหนังสือ the alchemist ของเค้า ที่ทำให้ผมเริ่มหันมาสนใจชีวิตตัวเองมากขึ่น จากที่เคยปล่อยไหลไปวันๆ

-ประโยคสุดท้ายแล้ว ประโยคนี้ไม่ได้มาจากหนังสือแล้ว (ฮา)

If you can dream it, you can do it.

ประโยคนี้ผมไปเจอมาจากในเวปซักเวปนึงซึ่งจำไม่ได้แล้ว เป็นคำพูดของผู้ชายที่ได้พิสูจน์ความจริงที่ว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข เพียงเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่า แทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเค้าคนนี้ Walt Disney ผู้ซึ่งได้เติมเต็มจินตนาการให้เด็กเกือบทั้งโลก และได้สร้าง”ดินแดนแห่งความฝัน” ขึ่นมาจริงๆนั้นก็คือ Disney Land นั้นเอง

ก็คิดว่าคงมากมายในระดับนึงแล้ว จริงๆมีประโยคอีกหลายประโยคที่ผมอยากจะเอาลง แต่คิดว่าเอาไว้คราวหน้าดีกว่า

มิถุนายน 1, 2008

แคนโต้แห่ง ช่องว่าง (May/2008)

Posted in แคนโต้ tagged , , , , ที่ 2:08 am โดย mind expression

ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ แคนโต้เดือนนี้มาเอาช้าไปมาก (แม้จะไม่มีใครรออยู่ก็ตาม) เหตุที่ล่าช้าเพราะ ลืม นั้นคือเหตุผลแรก อีกเหตุผลซึ่งน่าจะสำคัญกว่าเหตุผลแรกคือ ช่วงนี้กำลังอยู่ในภาวะขาดแรงบันดาลใจ จะคิดอะไรก็คิดไม่ออก เลยออกมาอย่างที่เห็น

อย่างที่บอกไปว่าช่วงขาดแรงบันดาลใจเนี้ย ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนก็เคยเป็น จะหยิบจะจับอะไรมันก็ดูไม่มีแรงไปซะหมด เพราะงั้นก็เลยเป็นหัวข้อที่ใช้เวลาคิดนานพอสมควร ตอนแรกเริ่มจากมองอะไรใหญ่ๆ ทั้งเรื่องราวในสังคม อะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่คิดไปคิดมาชักไม่เข้าท่าเลยหันมามองใกล้ๆบ้าง มีอะไรบ้างนะ แล้วคำนึงก็ผุดขึ่นมา สภาพอากาศไง เนื่องด้วย เดือนพฤษภาคมนั้น เป็นเดือนรอยต่อระหว่างฤดูร้อนและฤดูฝน จากที่สังเกตุได้ก็คือ ตลอดทั้งเดือนจะมีทั้งสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และสภาพที่ชื้นเฉอะแฉะเกิดขึ่นภายในวันๆเดียว ทำเอาบางคงถึงกับแสดงออกมาซึ่งอะไรบางอย่าง “อะไรวะ เมื่อเช้าแม่งร้อนฉิบ*** พอบ่ายมาดัน***ฝนตก” ชวนให้หลายๆคนล้มป่วยเอาได้ง่ายๆ และด้วยความที่มันเป็น ช่องว่างระหว่างฤดู นี้เอง ผมจึงคิดว่า เออ มันก็เข้าท่าดีแฮะ เพราะว่าจะเรียกว่าไงดี มันเป็นความพิเศษของเดือนพ.ค. เลยก็ว่าได้เพราะ ถ้าเลยไปเดือน มิ.ย. เนี้ย มันก็น่าจะเป็นหน้าฝนค่อนข้างเต็มตัวแล้ว และถ้าย้อนไปเดือน เม.ย. มันก็ยังร้อนโคตรๆอยู่ จึงเป็นที่มาของแคนโต้เดือนนี้ ซึ่งอันที่จริงช่องว่างที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นช่องว่างระหว่างฤดูกาลเสมอไป จะเป็นช่องว่างอะไรก็ได้ ช่องว่างในภาชนะที่รอการเติมเต็ม ช่องว่างแห่งสถานที่ ช่องว่างระหว่างบุคคล ช่องว่างแห่งการรอคอย ช่องว่างแห่งห้วงจักรวาล และอื่นๆ ตามแต่ที่จินตนาการจะนำพาไป บางที ถ้าได้ช่องว่างหลายๆช่องมารวม มาเชื่อมต่อกัน จากแค่ช่องว่างเล็กๆของคนๆนึง อาจกลายเป็นพื้นที่ใหญ่โตมโหฬารได้

มาเชื่อมช่องว่างกันเถอะครับ