สิงหาคม 13, 2008

มะลิ

Posted in เรื่องรัก, เรื่องสั้น, เรื่องเล็ก tagged , , , , , , ที่ 11:18 pm โดย pakornkrit

เม็ดฝนโปรยลงมาในตอนเช้า

ถือเป็นวันที่เริ่มต้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

โดยเฉพาะกับเธอ

เธอ ทำงานเป็นเจ้าของร้านขายดอกไม้เล็กๆแห่งหนึ่ง

แม้ว่าขนาดของร้านจะไม่ใหญ่โตอะไร แต่เธอก็ภูมิใจกับมัน

อาจเป็นเพราะเธอมีความสุขกับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ก็เป็นได้

หน้าที่หลักของเธอคือ การเลือกดอกไม้ที่ลูกค้าต้องการ รวมทั้งการจัดวางอย่างสวยงาม

รอคนนำมันไปเติมความสุขให้แก่ใครซักคน

แต่โดยปรกติแล้ว ร้านของเธอไม่ค่อยมีลูกค้าซักเท่าไหร่

“คนสมัยนี้เค้าเลิกสนใจดอกไม้กันแล้วหรือ”

“น่าสงสารดอกไม้จัง” หญิงสาวเคยคิด

แต่วันนี้นั้นพิเศษกว่าทุกวัน

พื้นที่ภายในร้านที่แสนจะคับแคบอยู่แล้วกลับยิ่งแคบขึ้นไปอีก

เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันพิเศษ

แน่นอน ในวันนี้ดอกไม้ดูจะมีคุณค่าขึ้นมาทันที

โดยเฉพาะดอกมะลิที่ร้อยเป็นพวงมาลัย

“อยากให้ทุกวันเป็นแบบนี้จัง” หญิงสาวคิดขณะกำลังยุ่งอยู่กับรายการมากมายที่ลูกค้าสั่งไว้

ภายนอกฝนยังคงตกอยู่ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ

ลูกค้ามากมายยังคงเดินเข้าออกร้านของเธอ

เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเท้าเปียกชื้นที่เหยีบทับกันจนไม่หลงเหลือรูปร่างเดิม

อาจเป็นเพราะจำนวนลูกค้าที่เยอะกว่าทุกวัน

หรือเพราะคนที่รอการกลับมาของเธออยู่ที่บ้าน ทำใหวันนี้้หญิงสาวดูกระฉับกระเฉงกว่าทุกวัน

ดูเหมือนวันนี้หญิงสาวจะอยากปิดร้านให้เร็วที่สุด แต่จำนวนลูกค้ามากมายก็ดูเหมือนจะไม่ให้เธอได้ทำเช่นนั้น

“บ่าย 2 แล้ว” หญิงสาวคิดขณะเหลือบดูนาฬิกาที่แขวนไว้บนผนัง พร้อมกับก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

แต่ในใจของหญิงสาวนั้น ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

“มีพวงมาลัยดอกมะลิรึเปล่าคะ” เสียงลูกค้าคนหนึ่งปลุกเธอจากภวัง

หญิงสาวใช้เวลารวบรวมสติครู่นึง ก่อนจะก้มลงไปดูที่ตะกร้า

ในใจหญิงสาวเกิดความลังเลขึ้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบลูกค้าไปว่า

“ยังเหลืออยู่ค่ะ พวงสุดท้ายพอดีเลย”

หญิงสาวจัดแจงหยิบพวงมาลัยดอกมะลิพวงสุดท้ายนั้นใส่ถุงให้ลูกค้า พร้อมกล่าวคำขอบคุณ “สุขสันต์วันแม่นะคะ”

จากนั้น เธอก็ได้ก้มลงมองดูในตะกร้่าที่เคยบรรจุพวงมาลัยดอกมะลิไว้อีกครั้งหนึ่ง

“พวงมาลัยดอกมะลิหมดแล้ว”

“สงสัยจะได้เวลาปิดร้านซักที” หญิงสาวพูดพึมพัมกับตัวเองพร้อมกับเหลือบมองนาฬิกาบนผนังอีกครั้ง “5โมงแล้วหรอเนี้ย”

หญิงสาวรีบจัดการเก็บดอกไม้ที่เหลืออยู่ให้เข้าที่ อย่างเร่งรีบ

ก่อนออกจากร้านหญิงสาวเหลือบมองดูดอกไม้ดอกอื่นๆอยู่ครู่นึง ก่อนจะปิดประตูร้าน

ตลอดระยะทางจากร้านถึงบ้านของเธอ ในใจหญิงสาวคิดถึงอยู่แต่เพียงคนๆเดียว ที่ขณะนี้กำลังรอการกลับมาของเธออยู่ที่บ้าน

ก่อนจะเข้าบ้าน หญิงสาวแวะที่ร้านๆหนึ่งที่หน้าปากซอยบ้านของเธอ

“พวงมาลัยดอกมะลิพวงนึงค่ะ”

Advertisements

สิงหาคม 12, 2008

แคนโต้แห่ง …..ของแม่ (Aug/2008)

Posted in แคนโต้ tagged , , , ที่ 9:49 pm โดย mind expression

แม่ สิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่เรารู้จักบนโลกใบนี้ ตั้งแต่เรายังจำความอะไรไม่ได้ ตั้งแต่เรายังไม่รู้ ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เราทุกคนก็รู้สึกได้ ว่าคนๆนี้เป็นบุคคลผู้ให้กำเนิดเราออกมา หลายๆครั้งผมเคยสงสัยว่า ตอนเด็กๆนั้น เรารู้ได้ไงว่า คนไหนคือแม่ของเรา ในตอนแรกนั้นผมคิดว่า เป็นเพราะแม่เป็นผู้เลี้ยงดู อยู่กับเราตลอดทุกวัน เราเลยจำได้ว่าคนๆนี้คือแม่ของเรา แต่ผมก็พบว่าไม่จริงเสมอไป ผมเคยเจอเด็กบางคน ที่่แทบจะไม่เคยได้เจอหน้าแม่ตัวเองเลย แต่เมื่อไหร่ที่ได้เจอหน้าแม่ เด็กกลับจำได้ว่าคนๆนี้คือแม่ของตัวเอง และจะดีใจมากๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบการศึกษาใดๆเลย เป็นเหมือนกับโปรแกรม ที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เด็กคนนี้เริ่มมีตัวตนแล้ว หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสัญชาติญาณก็ว่าได้ สัญชาติญาณที่เด็กๆทุกคนเกิดมาย่อมรักพ่อแม่ของตัวเอง แต่เมื่อเราโตขึ้น สัญชาติญาณต่างๆเริ่มถูกแทนที่ด้วยเหตุผลและความเชื่อต่างๆนาๆ ทำให้อะไรหลายๆอย่างในตอนเด็กนั้นเจือจางลง เราได้พบเจออะไรมากขึ้น พบเจอคนใหม่ๆมากขึ้น เหมือนเด็กที่พอได้ของเล่นชิ้นใหม่แล้ว ก็ย่อมเลิกเล่้นของเล่นชิ้นเก่าเป็นธรรมดา กลับกลายเป็นว่า บ่อยครั้ง จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เราก็หลงลืมและทิ้งให้ของเล่นชิ้นนั้นต้องโดดเดี่ยวอยู่ตัวคนเดียว

เนื่องด้วย วันนี้เป็นวันแม่ เลยอยากชวนกันมาแต่งแคนโต้ให้กับแม่ แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วแม่อาจจะไม่มีโอกาสได้อ่าน แต่ผมเชื่อว่าแค่เรามีความรู้สึกอยากทำอะไรบางอย่างให้กับท่าน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ก็อย่างที่หัวข้อว่าไว้คร้บ หัวข้อแคนโต้เดือนนี้คือ “…..ของแม่” ช่องว่างที่ผมเว้นไว้ อยากให้ลองจินตนาการดูเอาในแบบที่แต่ละคนต้องการครับ ใครมีอะไรที่ไม่กล้าบอกแม่ตรงๆก็สามารถมาแอบบอกในนี้ได้ครับ ผมเชื่อว่าท่านเองก็ต้องรู้สึกได้เช่นกันถึงสิ่งที่เราต้องการจะบอก

สุขสันต์วันแม่ครับ

สิงหาคม 11, 2008

สลัว

Posted in เรื่องรัก, เรื่องสั้น tagged , , , , , , , , ที่ 11:53 pm โดย pakornkrit

ความมืด

สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้

สิ่งแรก ……

แปลก

ทำไมผมจำอะไรก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย

ลองใช้ความพยายามอีกรอบ

ไม่ได้ผล

ความทรงจำของผมยังคงกลวงเปล่า

คล้ายกล้องที่ไม่ได้รับการบรรจุฟีลม์

หรือว่านี้คือความฝัน …

ผมเริ่มรวบรวมสติ แล้วเพ่งมองไปยังพื้นที่สีดำรอบตัว

เผื่อมีอะไรบางอย่าง …

อะไรบางอย่าง นอกเหนือจากตัวผมในพื้นที่กลวงเปล่าแห่งนี้

และผมก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง ไม่ใกล้ ไม่ไกล จากจุดที่ผมอยู่

สายตาผมเริ่มทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับความชัดของภาพในความมืด

แล้วผมก็เห็น เธอ ยืนอยู่ท่ามกลางความมืด

ภาพหญิงสาิวยืนหันหลังอยู่ปรากฏภายหน้าผม

แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

คุ้นเคย …

เหมือนหัวสมองของผมจะคิดอะไรบางอย่างออก

แต่ก็คิดไม่ออก

หรือผมจะเคยรู้จักเธอมาก่อน

อาการปวดหัวเริ่มกัดกินความคิดของผม

ทำให้ผมต้องพยายามเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่น

…..

5 เมตร …

จากการคำนวณอย่างหยาบๆของผม

พบว่าระยะห่างระหว่าง ผม และ เธอ คือ 5 เมตร

ยังไม่ทันได้ัคิด ได้ตัดสินใจอะไร

ขาของผมก็ก้าวไปข้างหน้า หวังเพียงเพื่อทำลายระยะห่างระหว่าง ผม และ เธอ

ก้าวแล้วก้าวเล่าที่เหยีบย่ำลงไปบนความมืด

แต่ระยะห่างระหว่าง ผม และ เธอ กลับยังคงเท่าเดิม

หรือผมอาจจะออกแรงน้อยเกินไป

ผมออกแรงก้าวเดินอีกครั้งโดยออกแรงให้มากกว่าเดิม

หยดน้ำเล็กๆมากมายเริ่มปรากฏตามผิวหนังของผม

แต่ผลที่ได้ก็เหมือนเดิม

ผมหยุดเดินและหันมาลองสังเกตุสิ่งอื่นๆดู เผื่อจะเจออะไรอย่างอื่น

อะไรอย่างอื่น ในความมืดมิดแห่งนี้ ที่สามารถโยงไปถึงเธอได้

แต่ก็ไม่พบสิ่งใดๆ หรือแม้แต่ใครอยู่เลย

ภายในห้วงความมืดแห่งนี้ มีเพียง ผม และ เธอ

หรือผมควรตะโกนเรียกเธอ

ชื่อ …

ความเจ็บปวดกัดกินความคิดผมอีกครั้งที่ผมพยายามนึกถึงชื่อของเธอ

และมันเจ็บปวดกว่าครั้งแรก

ผมพยายามไม่นึกถึงชื่อของเธอ และลองตะโกนเรียกเธอ

ตามที่ผมคาดไว้ ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา

ผมเริ่มหมดหวัง และทรุดตัวลงนั่ง

เธอ ยังคงยืนนิ่ง อยู่ที่เดิม

หรือทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝันจริงๆ

ถ้างั้นแล้วผมควรจะต้องทำอะไรต่อไป

หรือผมมีหน้าที่แค่ จ้องมองเธอที่ผมคุ้นเคย จากระยะ 5 เมตร

แล้วปล่อยให้เวลาฉุดผมให้ตื่นขึ้น

ใช่! เวลา

เร็วเท่าความคิด สายตาผมก็จับจ้องไปที่นาฬิากาบนข้อมือของตัวเอง

เข็มสั้นชี้ที่เลข 9 ส่วนเข็มยาวชี้ที่เลข 11

แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ

ผมลุกขึ้นยืนและเริ่มสำรวจตัวเองดูว่ามีอะไรติดตัวมาบ้าง

นอกจากนาฬิกาข้อมือที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ผมก็พบเพียงเศษกระดาษ ที่บรรจุข้อความจากลายมือที่ผมไม่คุ้นเคย

ผมพยายามอ่านข้อความจากลายมือนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ

หรือมันไม่ใช่ข้อความ

ผมลองมองมันอีกครั้ง พบว่ามันเป็นภาพร่างจากลายเส้นหยาบๆ

สมองของผมเริ่มปรับลายเส้นต่างๆให้เข้าที่ แล้วผมก็พบว่า มันเป็นภาพร่างใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่ง

ทันใดนั้น ผมก็เงยหน้าขึ้น พร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปที่เธอ

เธอที่เคยยืนหันหลังให้ผม บัดนี้ยืนหันหน้ามาทางที่ผมยืนอยู่

ด้วยความมืดที่ขวางกั้นทำให้ผมสังเกตุใบหน้าเธอไม่ชัดเจน

แต่ผมก็รู้สึกได้ ถึงสายตาของเธอที่จ้องมองมาที่ผม

พร้อมกันนั้นเอง รอยยิ้มเล็กๆก็ได้ปรากฏขึ้นบนมุมปากของเธอ

ทันใดนั้น ความทรงจำมากมายก็ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่สมองของผม

เหมือนก๊อกน้ำที่ถูกเปิดอย่างรวดเร็ว หรือพูดให้ถูกกว่านั้น ถูกทำลายทิ้ง

อาการปวดเริ่มจู่โจมผมอีกครั้ง

ผมพยายามค้นหาความคิดในส่วนที่ผมต้องการ

ใช่! ความคิดเกี่ยวกับเธอ

แต่สิ่งที่ผมเจอ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการทั้งสิ้น

ความทรงจำยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

พร้อมๆกับอาการปวดหัวที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ผมก็ยังไม่พบสิ่งที่ผมต้องการ

หรือ ผม จะไม่เคยรู้จัก เธอ มาก่อน

หรือ เธอ จะเป็นเพียงแค่สิ่งที่จิตใต้สำนึกผมสร้างขึ้นมา

อาการปวดหัวเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับจะระเบิดหัวของผมออกเป็นเสี่ยงๆ

ผมจ้องมองใบหน้าของเธอที่พร่ามัวผ่านความมืดอีกครั้ง

หูผมอาจจะฝาดไป แต่ผมได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของเธอลอยมา

ทันใดนั้น ก็เกิดแสงสีขาวส่องมาจากทุกหนทุกแห่ง

แล้วสายตาของผมก็หลงเหลือเพียงแค่

ความว่างเปล่า …

สิงหาคม 7, 2008

คว้า

Posted in บทกวี tagged , , , , ที่ 10:07 pm โดย pakornkrit

I went to the wood because I wanted to live deep and suck out all the narrow of life!

To put to rout all that was not life.

And not, when I came to die, discover that I had no lived.

from Dead Poets Society (1989)

————————————————-

พงป่าที่ข้าเพียรแผ้วถาง

มิใช่เพื่อความมั่งคั่งในสินทรัพย์เงินทอง

หรือเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงลือลั่นใดๆ

แต่ข้าเฝ้าแผ้วถาง เพื่อค้นหา และซืมลึกลงถึงแก่นแท้แห่งชีวิต

เพื่อการนั้นแล้ว ข้าจำต้องขจัดสิ้นสิ่งที่มิใช่แก่นแท้แห่งชีวิตตัวข้าให้หมดไป

และเมื่อใดที่กาลล่วงเลยผ่าน ถึงวันที่ร่างกายตัวข้าต้องดับสิ้นลง

ข้าจักไม่โศกเศร้าเสียใจ ถึงชีวิตที่ข้ามิเคยได้มีโอกาสใช้มันเลย

สิงหาคม 6, 2008

more or less

Posted in ถาม & ตอบ, เรื่องเล็ก tagged , , , ที่ 11:36 pm โดย pakornkrit

ความคุ้มคืออะไร ?

คำถามที่ว่าเป็นหนึ่งในคำถามที่ฝังอยู่ในหัวผมมาเป็นเวลานานแล้ว พูดถึงความคุ้ม หลายๆคนน่าจะนึกไปถึง การซื้อ-ขาย ของ ซึ่งผมก็ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นภาพชัดดีเหมือนกัน ส่วนเหตุผลที่ผมไม่สามารถหาคำตอบได้นั้น ไม่ใช่เพราะไม่รู้ความหมายของมัน เพียงแต่ผมคิดว่า ผมรู้ “มากเกินไป” อาจฟังดูแปลกๆ แตผมสามารถพูดได้ว่า่คนรู้จักของผมหลายๆคน ให้ความหมายของคำว่าความคุ้ม ทั้งจากการแสดงออกทาง คำพูดและการกระทำ แทบจะไม่เหมือนกันเลย ซึ่งผมพอจะสรุปออกมาคร่าวๆ ได้ 3 แบบ

แบบแีรก คุ้มเงิน

คนพวกนี้ จะพิจารณ์จากเงินเป็นอันดับแรก โดยไม่สนใจปัจจัยอื่นๆเลย เช่น ที่หน้าปากซอยบ้านมีร้านขายข้าวอยู่ร้านนึง สมมุติว่า ราคาจานละ 30 บาท แต่ที่ซอยถัดไปอีกซอยซึ่งห่างจากร้านข้างต้นไปประมาณครึ่งกิโล ขายจานละ 25 บาท คนประเภทนี้ก็มักจะพุ่งเป้าหมายไปที่ร้านที่ 2 อย่างไม่ลังเลเนื่องจากสามารถประหยัดเงินลงได้ตั้ง 5 บาท เหตุผลก็เพราะว่า “เงิน นั้นเป็นสิ่งมีค่าที่สามารถจับต้องได้ (แม้ว่ามันจะเป็นแค่เศษกระดาษก็เถอะ) ที่สำคัญ มันมีความเป็นสากลเอามากๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ” แน่นอน ไม่มีใครเถียงมันได้ในเรื่องนี้ เพราะถ้าเถียงปุ๊บ มันก็จะสวนขึ่นมาทันทีว่า “งั้นคุณก็เอาเงินมาให้ผมสิ”

แบบที่สอง คุ้มเวลา

คนประเภทนี้ คิดเอาจากเวลาเป็นหลัก เวลาสำหรับคนกลุ่มนี้เวลามีค่ามากกว่าสิ่งใดในจักรวาล หรือพูดให้ถูกก็คือ มักจะเป็นพวกที่อยู่ตรงกันข้ามกับคนพวกแรก ถ้ายกเหตุการณ์เดียวกันนั้นมาใช้ คนประเภทนี้มักจะเลือกกินข้าวที่ร้านแรกอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสามารถประหยัดเวลาได้ “จะเดินไปทำไมตั้งไกลแลกกับเงิน 5 บาท ก้มๆหาตามพื้นเดี๋ยวก็เจอ” เหตุผลของคนพวกนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้พวกแรกเลยทีเดียว คนพวกนี้มักจะพูดว่า “เงิน หาใหม่เมื่อไหร่ก็่ได้ แต่เวลา ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่สามารถย้อนกลับได้” ก็จริงของมันเหมือนกันแฮะ เข้าท่าๆ

แบบสุดท้าย คุ้มสุข

คนประเภทสุดท้ายนี้ ผมไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอมีบ้าง พวกนี้มักจะเป็นพวกบ้าๆหน่อย คือบูชาความสุขเหนือสิ่งใดๆในทางช้างเผือก ซึ่งถ้ายกเหตุการณ์เดียวกับ 2 อันแรกมานั้น ก็คงต้องเพิ่มร้านเข้าไปอีกร้านนึง ร้านนี้นั้น อยู่ห่างออกไปจากทั้ง 2 ร้านมาก เรียกได้ว่าไม่สามารถเดินเท้าไปได้ ต้องใช้รถโดยสารไป ราคาอาหารนั้น ก็ไม่ได้ถูกกว่า2 ร้านแรกเลย แต่กลับแพงกว่าด้วยซ้ำไป แต่คนประเภทนี้ก็มักจะเลือกกินร้านนี้ เหตุผลที่คนพวกนี้ไปกินก็เพราะว่า พนักงานร้านนี้น่ารัก หรือเรียกรวมๆว่า การบริการดี ก็ได้ คนประเภทนี้ มักจะพูดว่า “เกิดมาแค่ชีวิตเดียว ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม หาความสุขใส่ตัวเยอะๆ”

เขียนไปเขียนมาออกแนวปรัชญานิดๆเหมือนกันแฮะ เอาเป็นว่าใครสามารถคลายข้อสงสัยให้ผมได้มั่งว่า ความคุ้ม จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ เพราะ สำหรับผม ทั้ง 3 อันนั้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันเลย ส่วนใครที่มี หรือมีคนรู้จักมี การแสดงออกถึงความคุ้ม ที่ต่างไปจาก 3 แบบที่ผมบอกไปและคิดว่าน่าสนใจก็สามารถมาแชร์ประสบการณ์กันได้ครับ บางทีเราอาจจะได้เจอความคุ้มแปลกๆใหม่ๆ ที่เป็นคำตอบที่ผมต้องการก็ได้