ตุลาคม 30, 2008

somewhere between the moon and the sea

Posted in บทกวี, เรื่องรัก tagged , , , , , , , , , ที่ 2:00 am โดย pakornkrit

มวลอากาศที่บางเบา

ไอระเหยแห่งผืนน้ำเวิ้งว้าง

ละอองจันทร์ที่ฟุ้งกระจาย

ความเงียบที่สามารถสดับได้

สายลมบางเบาแสนเสียดแทง

บุปผานางหนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางรอยแตกแห้งแห่งดินทราย

จากเพียงรากแก้ว เติบโต ผลิใบ และเบ่งบานในที่สุด

สิ่งแรกที่นางเห็นเมื่อลืมตาตื่นขึ้นบนโลกใบนี้

คือร่างมโหฬารของไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

และเป็นสิ่งสุดท้ายในพื้นที่อันแห้งแล้งนั้นด้วยเช่นกัน

แรกเริ่ม นางไม่กล้าชวนไม้ใหญ่คุย

ด้วยรูปร่างทั้ง 2 ที่แตกต่างกัน

จึงกลัวไม้ใหญ่จะไม่พูดคุยกับตน

มากมายวันวารที่ผันผ่าน

คำพูดที่ยังคงถูกเก็บไว้

แววตาที่เพียงจ้องมองออกไป

เพียงเท่านั้น

ความรู้สึกที่แปรเปลี่ยน

จากวินาทีแห่งความสงสัย

กลายเป็นวินาทีแห่งความห่วงหา

จากความเบ่งบานของกลีบใบ

บัดนี้ หลงเหลือเพียงความทรงจำ

จากกลีบใบที่เคยจับจ้องเต็มพื้นที่ก้านกิ่ง

กลับร่วงหล่นไปจับจองอยู่ ณ พื้นเบื้องล่างหมดสิ้น

กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนแปร

ดั่งฝูงนกอพยพเปลี่ยนถิ่นฐาน

จากไปไม่หวนคืน

บุปผารู้ดีถึงชะตาตนเอง

ไม่ต่างจากที่รู้ถึงความรู้สึกลึกๆในใจของตน

ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายเปรียบกับถ้อยคำหรือแม้แต่ท่วงทำนองใดๆได้

แต่กระนั้น กำแพงน้ำแข็งเบื้องหน้ากลับทำให้ทั้ง 2 เหมือนอยู่กันคนละจักรวาล

และในช่วงชีวิตสุดท้ายของนาง

กับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่มีอยู่

กับสิ่งแรก สิ่งสุดท้าย และสิ่งสำคัญที่สุด ที่นางได้เคยสัมผัส

เสียงๆหนึ่งหลุดลอยออกมา

ให้มวลอากาศและละอองจันทร์เป็นดั่งพาหนะ

นำพาเอาความรู้สึกทั้งหมดที่มี

ปิดผนึกใส่ซองอย่างดี

เดินทางมุ่งสู่จุดหมาย

ณ ดินแดนแห่งความหวัง

ตุลาคม 29, 2008

สิ่งที่เรียกว่าอุดมคติ

Posted in ปรัชญา, สังคม tagged ที่ 11:44 pm โดย lljtheone

อุดมการณ์ ความคิดบางอย่างบางเรื่อง แม้ฟังดูดีเหลือเชื่อ สร้างความหวังในการปลดปล่อยความทุกข์ของมนุษยชาติให้หลุดพ้นไปมากเพียงใด (เป็นเรื่องน่าขำ ที่ประโยคนี้เมื่อได้อ่านทีไร ก็ต้องนึกถึงความเป็นอุดมคติทุกที) แต่ยิ่งเราเชื่อมั่นในมันมากเท่าไร กลับกลายเป็นว่า เราถูกคนรอบข้างมองว่าเราเพ้อฝัน ยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์บางอย่างจนหลุดโลก ไม่คิดถึงตามหลักความเป็นจริง

ตัวอย่างที่เป็นได้ชัดที่สุดในเรื่องนี้คือ ความคิดเกี่ยวกับ สังคมในอุดมคติ ที่เราทุกคนเท่าเทียมกัน หรือสังคมแบบ utopia คำว่าเท่าเทียมกันนี้ ผมไม่อยากจะให้นึกถึงเรื่องสิ่งของที่เท่ากัน อำนาจ หน้าที่ กำลัง ที่เท่ากันเท่าไหร่ เพราะสิ่งเหล่านี้มันแปรผันตามซึ่งกันและกัน เมื่อมีหนึ่งอย่างก็ต้องมีอย่างที่2 3  ต่อไปเรื่อยๆ แม้แต่เรื่องหน้าตาที่หล่อสวยเท่ากัน ก็เป็นเรื่องของอุดมคติโดยแท้ แต่อุดมคติในแง่นี้ถึงแม้คนมากมายจะฝันถึง (สำหรับคนเหล่านั้นที่ฝันถึงมักจะมีความทุกข์ที่ใหญ่หลวงอยู่ในใจจึงมีความ ต้องการเป็นพิเศษกว่าคนอื่นในบางเรื่อง) แต่คนจำนวนมากที่ผมพบปะมา เมื่อถามถึงเรื่องความเท่าเทียมกัน ความเห็นที่คนส่วนใหญ่เรานั้นตอบมัก จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ไม่กระตุ้นให้เกิดอะไรใหม่ๆดีๆในชีวิต เปรียบเหมือนอะไรดีล่ะ จะสวรรค์ก็ไม่เชิง จะนรกก็ไม่ใช่ ไม่ท้าทาย และที่สำคัญ ทำลายความฝันของมนุษย์ และแม้กระทั่งจุดมุ่งหมายในการมีชีวิต

เมื่อผมนำเรื่องนี้มาคิด ก็เกิดคำถามขึ้นว่า ทำไมเราถึงต้องต่อสู้กัน แข่งขันกัน เบียดเบียนกันจะเป็นจะตายเพียงนี้ และที่สำคัญผมสงสัยว่ามนุษย์แท้จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่

เราบอกว่าอยากเท่าเทียมกัน แต่ก็อย่าเท่าเทียมกันมากนะมันน่าเบื่อ

เราบอกอยากได้ความเป็นอิสระเสรี แต่อย่ามากไปนะ เราต้องสร้างรัฐขึ้นมาคุมอีกที

สุดท้ายก็ทำให้ยิ่งไม่เท่าเทียมกัน และถูกกรงขังครอบงำเราอีก ผืนแผ่นดินกว้างๆแห่งนี้ เราจะเดินทางท่องเที่ยว ทำไมต้องขอ visa  สัตว์มันยังท่องเที่ยวไปได้เรื่อยๆอย่างอิสระเสรี แต่มนุษย์กลับถูกกักขัง

จะบอกเหตุผลว่า มนุษย์เมื่อไม่มีพันธนาการควบคุมใดๆแล้ว จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า anarchy เกิดความอลหม่านวุ่นวาย แสดงว่าแม้แต่ตัวเรายังไม่เชื่อมั่นในคุณธรรมศีลธรรมของตัวเราเองเลย

สรุปแล้วมนุษย์คือสัตว์ที่เลวที่สุดใช่มั้ย ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทั้งที่หลงทรนงหยิ่งผยองมาตลอดว่าเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ

สัตว์อื่นๆมันไม่มีรัฐมันยังไม่ฆ่ากันเอง…

หรือเพราะว่ามนุษย์มีแต่กิเลส ตัณหา ซึ้งต้องควบคุมไว้ ความอยากไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ทำให้เราไม่สามารถไปถึงสิ่งที่ใฝ่ฝันหรืออุดมคติได้เพราะมันทำลายจุดมุ่งหมายในชีวิตเราไป

หลังจากพูดถึงเรื่อง อุดมคติ

หรือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ไม่เคยเป็น

และไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงแล้ว

ก็ต้องกลับมาสู่โลกปัจจุบันเวลานี้ ขอแค่อุดมคตินี้เป็นจริงได้แม้แต่ เล็กน้อยก็ยังดี ปัจจุบันเวลานี้ ต้องยอมรับด้วยว่าข้าพเจ้าก็เป็น และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าคนทั่วไปล้วนเป็น (อาจจะยกเว้นคนบ้าบางคน ที่เราเห็นว่าบ้า แต่เขาออาจจะรู้อะไรที่เราไม่รู้ก็ได้จากเรื่องถ้ำของเพลโต”) คือเราทุกคนล้วนมีอคติ ชอบ ตัดสินคนด้วยค่าของความสูงกว่า ต่ำกว่าเสมอ และอย่างที่เป็นสัญชาตญาณด้วย ทุกๆครั้งที่ผมเห็นเด็กนักเรียนในเครื่องแบบ หลังจากที่ผมมองหน้าแล้ว สิ่งต่อไปที่่ผมมองคือสัญลักษณ์โรงเรียนบนอกเสื้อ และหลังจากนั้นโดยอัตโนมัติ ผมจะมีความรู้สึกบางอย่าง เป็นค่าความสูงกว่าต่ำว่า เทียบกับตัวเองโดยทันที ไม่ได้ตั้งใจแต่มันเป็นเอง สิ่งนี้ทำให้ผมฉุกคิด แล้วการเหยียดผิวจะหมดไปจากโลกได้ยังไง เมื่อคนผิวเดียวกันยังเหยียดกันเอง การแต่งกายก็เหมือนกัน เมื่อผมเห็นใครแต่งตัวห่วยๆ แต่งตัวไม่เป็น ผมก็จะเผลอวิจารณ์เขา แต่ไม่ใช่ว่าคนที่แต่งตัวดีกว่าผม ผมจะชื่นชมเขานะ (แล้วแต่เพศด้วย 555) บางทีผมก็คิดบ้างว่าเป็นพวกบ้าแฟชั่น บริโภคนิยม

สรุปแล้ว อะไรที่ต่างจากผม มันแย่ไปหมด (เซ็งความคิดตัวเองเหมือนกัน) การคิดอคติเหล่านี้ ผมเชื่อว่าทุกคนเป็นโดยสามัญสำนึกทั้งนั้น โดยไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร nature หรือ nurture นั้นไม่รู้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีสติคอยควบคุมมันเสมอๆอย่าปล่อยให้เป็นความเคยชิน จนหลงคิดว่าเป็นสิ่งที่จริงแท้ (อย่างพวก นีโอ นาซี ที่จะลอบสังหารโอบาม่า) ถึงแม้เราจะทำให้อุดมคติเป็นจริงไม่ได้ (ด้วยเหตุผลหลักคือ การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัย คนที่มีอำนาจสูงสุดไล่ลงมา อำนาจในปัจจุบันคือเงินของพวกนายทุนที่อาจจะเหนือกว่ารัฐของประชาชนแล้ว ประชาชนจะมีอำนาจติดตัวอย่างเดียวก็คือกำลัง..) แต่เราก็น่าจะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นได้ ถ้าเราคิดอะไรอย่างมีสติ อย่าใช้อคติตัดสินคนอื่นง่ายๆ (บางทีการที่ผมวิจารณ์พวกบ้าแฟชั่นเสียๆหายๆ อาจเป็นเพราะความไม่มั่นใจในการแต่งตัวของตัวเอง และกลัวสายตาของพวกเขาเหล่านั้นจะดูถูกผมก็ได้ และนี้ก็คือการตัดสินจากภายนอกอีกแล้ว) สติสำคัญอย่างยิ่งที่จะคอยควบคุมเราไม่ให้ระเบิดออกมา

ทำอย่างไรที่จะยอมรับความต่างในโลกที่นับวันจะต่างกันมากขึ้นทุกที (พูดในแง่ของชนชั้น เงิน และอำนาจไม่ใช่ความต่างในแง่ตัวตนเพราะทุกวันนี้เราเหมือนกันมากขึ้นกว่า500ปีที่แล้วมาก เราอาจจะเปลี่ยนให้ต่างก็ต่อเมื่อกระแสมันมาเปลี่ยนเรา!) เพราะสิ่งพื้นฐานที่จะทำให้โลกเราปลดเปลื้องความทุกข์จากความเป็นจริง ให้เข้าใกล้อุดมคติมากขึ้นก็คือ การที่เรามีสติคิดอย่างรอบคอบรอบด้าน ควบคุมตัวเองไม่ให้คิดว่าตัวเองเหนือกว่าหรือต่ำกว่าใครได้ เพราะสำนึกถึงความเหนือกว่าต่ำกว่า จะทำให้เรามีแต่ความทุกข์ ขอให้คิดว่าโลกนี้แม้จะไม่แฟร์ จริงๆ แต่เราก็สามารถที่จะเท่าเทียมคนอื่นได้ แม้แต่ในส่วนที่เล็กที่สุด คือในความคิดเราเอง ถ้าความสามารถที่จะควบคุมตนเองของมนุษย์อุบัติขึ้น จาก1 เป็น2 3 4  จนทำให้โลกทั้งโลกสามารถคิดได้ว่าเราทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน แม้จะต่างกันก็ตามแล้ว นั้นก็จะกลายเป็นพื้นฐานที่ต่อยอดไปสู่อุดมคติในเรื่องของความเท่าเทียมกัน ของมนุษย์อย่างจริงๆจัง และไม่แน่ สักวันนึงมนุษย์อาจจะหลุดออกจากพันธนาการทั้งมวล ไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพจริงๆ หรือ anarchy ก็ได้ (ขอให้คิดถึงความหมายของคำนี้ในแง่ขอเสรีภาพไมใช่ความโกลาหล) และเมื่อนั้นมนุษย์อาจจะประเสริฐจริงๆอย่างที่คิด


ปล. เรื่องความเท่าเทียมกันนั้นเป็นแค่อุดมคติตั้งแต่คุณยกมือไหว้ผู้อาวุโสแล้ว

ปล.2 ขออภัยที่เขียนงง บางจุด เพราะเขียนไปแล้วชอบเสียสมาธิคิดเรื่องอื่น !!!!!!??????

ตุลาคม 27, 2008

พูดกันมากขึ้น ฟังกันน้อยลง เข้าใจกันน้อยลง

Posted in สังคม, โฆษณา tagged , , , , , , , , ที่ 9:48 pm โดย pakornkrit

ตุลาคม 23, 2008

โง่!!!

Posted in ปรัชญา tagged ที่ 7:23 pm โดย abdunng

“โง่”เป็นคำที่หลายต่อหลายคนได้ยินมาจนนับครั้งได้ไม่ถ้วน ความหมายก็เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าคำนี้นั้นหมายความว่ายังไง เป็นได้ทั้งคำด่า คำธรรมดาสามัญทั่วไป หลายๆคนก็เคยใช้ในการด่าว่าหรือถูกด่าว่ากลับมาบ้าง เชื่อว่าทุกคนบนโลกน่าจะโดนคำๆนี้เสียบแทงแล้วทั้งนั้น

สำหรับผมคำว่าโง่นั้นมีได้สองความหมายที่ไม่ใช่ความหมายแท้ๆตามพจนานุกรมนะครับ แต่เป็นความหมายที่ตัวผมเข้าใจด้วยตัวเอง ผมมองว่าทุกคนบนโลกนั้นย่อยมีความโง่ส่วนตัวตั้งแต่เกิดจนตายโดยจะไม่มีวันที่จะขจัดความโง่นี้ไปได้

ทุกคนล้วนแล้วแต่โง่ทั้งสิ้น จะโง่มากโง่น้อยก็แต่ละคน และในการขัดเกลาความโง่ให้น้อยลง หรือฉลาดขึ้นแต่ละคนก็มีกรรมวิธีแตกต่างกันไป

ผมแบ่งความโง่ไว้2แบบ

แบบที่หนึ่งคือความโง่เพื่อการเรียนรู้ คนที่อยู่ในส่วนนี้จะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นยังรู้ไม่พอ สิ่งที่รู้มายิ่งทำให้รู้ตัวว่าตัวเองโง่แค่ไหน และจะยอมรับในความโง่ ของตัวเอง พยายามหาทางเพิ่มพูนและเสริมความรู้มากขึ้น หรือไม่ก็เลิกเลย เมื่อรู้ตัวก็เลยเลิกความพยายามในการทำให้ตัวเองโง่น้อยลงเพราะยังไงเรียนไปเราก็ยังไม่รู้ทั้งหมด และโดนด่าได้เรื่อยๆ

ส่วนแบบที่สองก็คือโง่แบบดักดาน แบบว่าจะไม่รู้ตัวว่าโง่ และจะยืนกรานในสิ่งที่ตนเองเชื่อโดยไม่พยายามหาข้อพิสูจน์ว่ามันจริงหรือไม่จริง บางคนก็ไม่เรียนเลยจะปล่อยให้ตัวเองโง่ไปเรื่อยๆไม่พัฒนาตัวเอง

มันอาจจะฟังดูไม่ให้แรงขับดันเท่าไหร่ แต่ผมว่าค่อยข้างเป็นแรงขับดันเลยแหละ

ขับดันในทางลบ 

ผมเชื่อว่าถ้าเรายอมรับว่าเรายังด้อย อยู่ ยังไม่เก่งพอ ยังโง่อยู่ก็จะยิ่งทำให้เราพัฒนาตนเองได้เร็วขึ้นถ้ารับต่อสิ่งนี้ได้

ตุลาคม 18, 2008

point of no return

Posted in บทกวี, สังคม tagged , , , , , ที่ 9:44 pm โดย pakornkrit

ในโลกของเสรีชน

โลกซึ่ง

อัตตา

คมกว่า คมดาบใดๆ

โลกซึ่ง

วาจา

ถูกบรรจุ แทนกระสุนปืน

โลกซึ่ง

ความถูกต้อง

เป็นเพียงข้ออ้าง ของคนฉลาด

โลกซึ่ง

ผู้คน

หิวกระหาย ในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ

โลกซึ่ง

ความสุข

เกิดจาก การเพิ่มความทุกข์ให้ผู้อื่น

โลกซึ่ง

ความจริง

คือความลวง ที่ถูกทำให้จริง

โลกซึ่ง

ชีวิต

ถูกกำหนด จากสิ่งไม่มีชีวิต

ตุลาคม 15, 2008

นิทานจันทรา

Posted in ปรัชญา, เรื่องสั้น tagged , , , , , ที่ 11:51 pm โดย pakornkrit

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว

มีดาวอยู่ดวงหนึ่ง ที่มิได้เป็นดวงบริวารของดาวดวงใด

ดาวดวงนั้นมีลักษณะเด่นคือ แสงขาวนวลที่สุกสว่างเต็มใบตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นที่หมายปอง และที่อิจฉาจากหมู่ดาวดวงอื่นๆ มากมาย

เพราะความงดงามสีขาวนวลนั้น หาดาวไหนๆเทียบได้ไม่มี

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว

ดาวดวงนั้นกลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย

“ไฉนเลย ฉันจึงไม่มีเพื่อนแม้ซักคน” ดาวดวงน้อยรำพึงกับตนเองอยู่บ่อยครั้ง

จนอยู่มาวันหนึ่ง

มีดาวตกดวงหนึ่ง ร่วงลงกระแทกสู่พื้นผิวดาวดวงน้อย

ดาวดวงน้อยได้เห็นดาวตกที่เดินทางผ่านหมู่ดาวมามากมาย จึงคิดว่า ดาวตกอาจจะมีคำตอบในสิ่งที่ตนสงสัย

จึงได้ลองเอ่ยถามกับดาวตก ถึงสาเหตุแห่งความโดดเดี่ยวของตน

“ท่านดาวตก ท่านพอจะตอบข้อสงสัยของข้าสักข้อนึงได้หรือไม่”

“ตัวข้านั้น เดินทางมาทั่วทั้งจักรวาล ไ่ม่มีสิ่งใดที่ข้าไม่ล่วงรู้ เชิญเจ้าถามมาได้เลย” ดาวตกตอบ

“ข้าอยากทราบว่า ไฉนเลย จึงไม่มีดาวดวงไหนโคจรเข้ามาใกล้ตัวข้าได้เลย”

“ดาวต่างๆที่พยายามโคจรมาใกล้ข้า กลับสิ้นแสงลงแทบทั้งสิ้น”

“ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด”

ดาวตกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่น

“สาเหตุนั้น ตัวเจ้าเองนั้นก็น่าจะรู้อยู่แล้ว”

“เหตุที่ดาวต่างๆพลันสิ้นแสงเมื่อพยายามเข้าใกล้เจ้านะหรือ”

“นั้นก็เพราะว่า ดาวเหล่านั้นถูกแสงของเจ้าบดบังจนหมดสิ้นยังไงล่ะ”

ดาวดวงน้อยเมื่อได้ทราบความจริงดังนั้น ก็พลันปรากฎความเศร้ามากมายเกาะกุมไปทั่วทั้งใบหน้า

ดาวตกเพ่งมองความเศร้าของดาวดวงน้อยอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วจึงเอ่ยออกมาว่า

“แต่ก็พอจะมีวิธีอยู่บ้าง”

“จริงหรือท่าน!”

“แต่ทว่า เจ้าก็ต้องสูญเสียบางอย่างไป เป็นการแลกเปลี่ยนเช่นกัน”

ดาวตกเว้นช่วงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยต่อ

“เจ้ายังต้องการจะฟังต่ออีกหรือไม่”

“ข้าต้องการจะฟังต่อ” คำตอบที่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงที่ดูหนักแน่นขึ้นกว่าแต่ก่อน

“วิธีการมีอยู่่ว่า ให้เจ้า ไปเป็นดาวบริวารของดาวใดซักดวงนึง”

“เมื่อนั้นแล้วเจ้าก็จำต้องโคจรตามแรงโน้มถ่วงของดาวดวงนั้น”

“และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าโคจรไปอยู่ด้านหลังดาวดวงนั้น”

“แสงอาทิตย์ก็จะไม่สามารถส่องมาถึงตัวเจ้าได้”

“เมื่อนั้น หมู่ดาราต่างๆก็สามารถเข้ามาใกล้เจ้าได้ โดยมิถูกแสงของเจ้าบดบัง”

“ทว่า สิ่งที่เจ้าต้องสูญเสียไปเป็นการแลกเปลี่ยนนั้นก็คือ พลังของตัวเจ้าเองก็จะอ่อนแรงลงเช่นกัน”

“ยิ่งพลังของเจ้าอ่อนแรงลงมากเท่าใด หมู่ดาวเหล่านั้นก็สามารถเข้าใกล้เจ้าได้มากขึ้นเท่านั้น”

“ได้ฟังเช่นนั้นแล้ว เจ้ายังยืนยันคำตอบเดิมอยู่หรือไม่”

สิ้นเสียงคำถามของดาวตก ก็ปรากฎคำตอบจากดาวดวงน้อยขึ้นแทบจะในทันที

คำตอบนั้นก็คือ

“……….”

ตุลาคม 14, 2008

นายแพทย์สนุกสนาน

Posted in ขำขัน, เรื่องเล็ก tagged , , , ที่ 6:22 pm โดย pakornkrit

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

บทสนทนาระหว่างผมกับคุณหมอ

หมอ : สวัสดีครับ มาทำอะไรครับ

ผม : มาขอใบรับรองแพทย์ครับ

หมอ : สีอะไรละ

ผม : … อะไรนะครับ

หมอ : ใบรับรองแพทย์ไง

หมอ : แล้วเคยเห็นต้นมันมั้ย

หมอ : รู้มั้ยมันมีใบก็ต้องมีต้น

ผม : …… (อึ้ง)

ตุลาคม 5, 2008

สัมผัสที่ด้านชา

Posted in เรื่องเล็ก tagged , , , , , ที่ 2:57 am โดย pakornkrit

“ดูสิ หมอกลง สงสัยจะเข้าหน้าหนาวแล้ว”

คำพูดแสนธรรมดาประโยคหนึ่ง ถูกส่งเข้าสู่ระบบประสาทสัมผัสการได้ยินของผม และถูกส่งต่อให้สมองของผมประมวลผล

ผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับคำพูดธรรมดาๆประโยคนี้ และผู้ที่พูดประโยคนี้ใส่หูผมคือ คุณลุงคนขับรถแท๊กซี่คนหนึ่ง ลุงแกพูดประโยคนี้ด้วยความรู้สึกดีใจนิดๆ ผมจับได้จากน้ำเสียงและท่าทางจากการแสดงสีหน้าของแกหลังจากพูดประโยคนี้เสร็จสิ้น และจากการสังเกตุของผมที่ลึกขึ้นไปอีก ผมพอจะเดาได้ว่าลุงแกไม่ใช่คนกรุงเทพ ส่วนแกจะมาจากที่ไหนนั้น ผมไม่ทราบได้ ตัวผมเองนั้น เป็นคนกรุงเทพ ตั้งแต่เกิด มาถึงตรงนี้เริ่มรู้สึกอะไรบ้างรึยัง ผมเองนั้นรู้สึกเจ็บใจนิดๆ ที่ทั้งๆที่เราเกิดและโตมาที่นี่แท้ๆ แต่แค่การเปลี่ยนแปลงแค่นี้เรายังไม่รู้ หรือบางทีอาจจะรู้ แต่เราปฏิเสธที่จะรับรู้มันไป ซึ่งมาลองคิดดูดีๆแล้ว ผมไม่เคยได้สนใจเรื่องพวกนี้มาหลายปีแล้ว คือเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กว่าจะรู้ตัวอีกที่ก็คือสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงจากคนรอบตัว เช่น คนเริ่มพกร่ม คนเริ่มใส่เสื้อหนาว โดยไม่เคยคิดสงสัยหรือตั้งคำถามเลยว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ หรือ นี่มันเข้าหน้าหนาวแล้วหรือ จนเมื่อได้ยินคำพูดแสนธรรมดาประโยคนี้จากปากของลุงแก ทำให้ผมต้องลองเอามาคิดดูว่า เพราะอะไร แค่เรื่องแค่นี้ เราถึงละเลยมันไป เพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรรึเปล่า หรือเพราะว่า ความรู้สึก ของเรานั้นมันด้านชาไปหมดแล้ว กับการที่เราอาศัยอยู่ในเมือง สัมผัสกับสิ่งเดิมๆอยู่ทุกวัน

เห็นแสงสีเส้นสายเดิมๆ

ได้ยินเสียงหนวกหูเดิมๆ

รับรสชาติอาหารเดิมๆ

สูดดมกลิ่นมลพิษเดิมๆ

และสัมผัสจากวัตถุแข็งกระด้างเดิมๆ

การที่เราเจออะไรเดิมๆเข้าทุกๆวัน เปลี่ยนแปลงตัวเรา ให้กลายเป็นคนด้านชาต่อความรู้สึกต่างๆที่ผ่านเข้ามารอบตัวเรา นั้นคือความรู้สึกที่ผมรู้สึกหลังจากได้ยินคำพูดของลุงแก และก็มีอีกคำถามหนึ่งตามมา นั้นก็คือ ทุกๆวันที่ผ่านมาในชีวิตของเรา เราได้พลาดอะไรไปบ้างรึเปล่า จากความรู้สึกอันด้านชานี้ ช่วงเวลาที่ดอกไม้ดอกหนึ่งเบ่งบานขึ้นมาบนโลกใบนี้ หรือ วินาทีที่สายรุ้งปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า กระทั่ง แสงอาทิตย์ที่สาดประกายแสงเป็นครั้งสุดท้ายในรอบวัน สิ่งต่างๆเหล่านี้ผ่านเข้ามาในชีวิตเราตลอดเวลา แทบทุกวัน เพียงแต่เราปฏิเสธที่จะรับรู้มัน และคิดไปเพียงแค่ ความสุขจากการพักผ่อนต้องอยู่ที่ทะเล อยู่ที่ภูเขา หรือที่ต่างๆ เราจึงเห็นรถมากมายหลั่งไหลออกจากกรุงเมื่อวันหยุดยาว หรือเทศกาลต่างๆเดินทางมาถึง ทั้งๆที่บางคนใช้ชีวิตอยู่บนถนนเยอะกว่าที่ทะเลซะอีก! เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปรกติไปซะแล้ว และทุกๆคนต่างก็ปฏิบัติตาม โดยไม่เคยคิดแม้แต่จะตั้งคำถามกับมัน กระทั่งความหมายของคำว่า ความสุข เราก็ไม่เคยมีโอกาสนิยามถึงความหมายของมันเลยด้วยซ้ำไป

บางทีความสุขมันก็ไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คิด

เพียงแต่เรามองข้ามมันไป ละเลยมันไป

———-

ก่อนเดินเข้าบ้านวันนี้ ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่ชั่วครู่หนึ่ง

และพบว่าดวงดาวบนท้องฟ้าในวันนี้ มันสวยงามกว่าเคย

ตุลาคม 2, 2008

happiness is

Posted in เรื่องสั้น, เรื่องเล็ก tagged , , , , , ที่ 12:04 am โดย pakornkrit

กลางฟากฟ้า

ดวงจันทร์ขาวนวลกำลังเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า

ตามวิถีโคจร

เฉกเช่นที่เคยเป็นมา

และยังคงเป็นไป

ณ เบื้องล่าง คือสี่แยกหนึ่ง ใจกลางเมืองใหญ่

ที่ซึ่งเศษเหล็กมากมาย มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย

90

ขณะที่ดวงตาภายในเศษเหล็กทุกคู่จับจ้องไปยังป้ายไฟเบื้องหน้า

ดวงตาอีกคู่หนึ่งกลับจับจ้องไปในทิศทางตรงกันข้าม

เด็กน้อย

ท่อพลาสติกสีฟ้า

พวงมาลัยดอกมะลิ

ที่เช็ดกระจก

80

เด็กน้อยไม่รอช้า

รีบเร่งตรงไปยังเศษเหล็กเหล่านั้นในทันที

ราวกับถูกฉุดกระชากจากเรี่ยวแรงอันมหาศาล

“ไม่” คือปฏิกริยาตอบรับที่ได้รับกลับมา

เมื่อพยายามเข้าไปใกล้เศษเหล็กเหล่านั้น

ราวกับเป็นโปรแกรมโต้ตอบที่ถูกตั้งไว้โดยอัตโนมัติ

70

ขาหุ้มกระดูกที่แบกรับน้ำหนักของร่างกายมาทั้งวัน

เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งพยายามปกปิดร่างกายอันผอมแห้งเอาไว้

ไหล่ที่แบกรับน้ำหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ผิวหนังหยาบกร้านเกรียมแดด

กระเพาะที่ไม่มีสิ่งใดบรรจุมาทั้งวัน

หยาดเหงื่อที่อาบผิวกายจนชุ่มโชก

แววตาที่เหม่อลอยดั่งคนขาดสติ

ทว่า สมองยังคงสั่งการให้ร่างกายเคลื่อนต่อ

60

ที

ละ

คัน

50

ที

ละ

คัน

40

ทีละคัน

ที่ถูกเคลื่อนผ่าน

อย่าง

ช้า

ช้า

30

และแล้ว

ในที่สุด

การรอคอยที่นานแสนนานก็สิ้นสุดลง

เมื่อกระจกบานหนึ่งเลื่อนลงอย่างช้าๆ

พร้อมๆกับแขนข้างหนึ่งที่โผล่ออกมา

กวักมือเรียกให้เด็กน้อยเข้าไปหา

20

เบื้องหน้าเด็กน้อยในตอนนี้

คือรถแท๊กซี่คันหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้โดยสาร

บริเวณที่นั่งคนขับ มีชายมีอายุร่างหนึ่งนั่งอยู่

เด็กน้อยยื่นส่งพวงมาลัยสู่มือชายคนนั้น

และรับค่าตอบแทนแห่งการแลกเปลี่ยน

15

กระจกถูกเลือนปิดอย่างรวดเร็ว

สายตาคนขับกลับไปจับจ้องยังป้ายไฟเบื้องหน้า

มือและเท้าขยับเข้าสู่ตำแหน่งเตรียมตัวออกรถ

พร้อมๆกับตัวตนของเด็กน้อยที่ถูกลบหายออกจากการมีอยู่ อีกครั้ง

10

ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

เด็กน้อยรีบนำค่าตอบแทนที่ได้รับมา

เก็บเข้ากระเป๋าในทันที

9

กระเป๋า ที่ภายในว่างเปล่า

ทว่า ด้วยความทรุดโทรมของกระเป๋า

8

แทนที่เหรียญจะตกลงสู่ภายในกระเป๋า

เหรียญนั้นกลับลอดผ่านรอยขาดด้านใต้กระเป๋า

7

และค่อยๆ

ร่วงลง

6

สู่

พื้นถนน

5

ร่างผอมซูบร่างนั้นรีบก้มลงสู่ทิศที่เหรียญร่วงลง

ราวสัตว์ป่าตะครุบเหยื่อ

4

กวาดสายตาค้นหาเหรียญท่ามกลางความมืด

3

ร่างกายที่รีบเคลื่อนสู่ตำแหน่งของเหรีัยญ

ทันทีที่พบตำแหน่งของมัน

2

มือข้างหนึ่งสัมผัสเข้ากับผิวด้านหนึ่งของเหรียญ

1

เมื่อค้นพบเหรียญของตน

รอยยิ้มแห่งความปิติปรากฎขึ้นบนใบหน้าเด็กน้อย

ราวกับความเหนื่อยล้าที่พบเจอมาทั้งวัน

พลันมลายสิ้นไปในชั่วพริบตา

10