ตุลาคม 29, 2008

สิ่งที่เรียกว่าอุดมคติ

Posted in ปรัชญา, สังคม tagged ที่ 11:44 pm โดย lljtheone

อุดมการณ์ ความคิดบางอย่างบางเรื่อง แม้ฟังดูดีเหลือเชื่อ สร้างความหวังในการปลดปล่อยความทุกข์ของมนุษยชาติให้หลุดพ้นไปมากเพียงใด (เป็นเรื่องน่าขำ ที่ประโยคนี้เมื่อได้อ่านทีไร ก็ต้องนึกถึงความเป็นอุดมคติทุกที) แต่ยิ่งเราเชื่อมั่นในมันมากเท่าไร กลับกลายเป็นว่า เราถูกคนรอบข้างมองว่าเราเพ้อฝัน ยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์บางอย่างจนหลุดโลก ไม่คิดถึงตามหลักความเป็นจริง

ตัวอย่างที่เป็นได้ชัดที่สุดในเรื่องนี้คือ ความคิดเกี่ยวกับ สังคมในอุดมคติ ที่เราทุกคนเท่าเทียมกัน หรือสังคมแบบ utopia คำว่าเท่าเทียมกันนี้ ผมไม่อยากจะให้นึกถึงเรื่องสิ่งของที่เท่ากัน อำนาจ หน้าที่ กำลัง ที่เท่ากันเท่าไหร่ เพราะสิ่งเหล่านี้มันแปรผันตามซึ่งกันและกัน เมื่อมีหนึ่งอย่างก็ต้องมีอย่างที่2 3  ต่อไปเรื่อยๆ แม้แต่เรื่องหน้าตาที่หล่อสวยเท่ากัน ก็เป็นเรื่องของอุดมคติโดยแท้ แต่อุดมคติในแง่นี้ถึงแม้คนมากมายจะฝันถึง (สำหรับคนเหล่านั้นที่ฝันถึงมักจะมีความทุกข์ที่ใหญ่หลวงอยู่ในใจจึงมีความ ต้องการเป็นพิเศษกว่าคนอื่นในบางเรื่อง) แต่คนจำนวนมากที่ผมพบปะมา เมื่อถามถึงเรื่องความเท่าเทียมกัน ความเห็นที่คนส่วนใหญ่เรานั้นตอบมัก จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ไม่กระตุ้นให้เกิดอะไรใหม่ๆดีๆในชีวิต เปรียบเหมือนอะไรดีล่ะ จะสวรรค์ก็ไม่เชิง จะนรกก็ไม่ใช่ ไม่ท้าทาย และที่สำคัญ ทำลายความฝันของมนุษย์ และแม้กระทั่งจุดมุ่งหมายในการมีชีวิต

เมื่อผมนำเรื่องนี้มาคิด ก็เกิดคำถามขึ้นว่า ทำไมเราถึงต้องต่อสู้กัน แข่งขันกัน เบียดเบียนกันจะเป็นจะตายเพียงนี้ และที่สำคัญผมสงสัยว่ามนุษย์แท้จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่

เราบอกว่าอยากเท่าเทียมกัน แต่ก็อย่าเท่าเทียมกันมากนะมันน่าเบื่อ

เราบอกอยากได้ความเป็นอิสระเสรี แต่อย่ามากไปนะ เราต้องสร้างรัฐขึ้นมาคุมอีกที

สุดท้ายก็ทำให้ยิ่งไม่เท่าเทียมกัน และถูกกรงขังครอบงำเราอีก ผืนแผ่นดินกว้างๆแห่งนี้ เราจะเดินทางท่องเที่ยว ทำไมต้องขอ visa  สัตว์มันยังท่องเที่ยวไปได้เรื่อยๆอย่างอิสระเสรี แต่มนุษย์กลับถูกกักขัง

จะบอกเหตุผลว่า มนุษย์เมื่อไม่มีพันธนาการควบคุมใดๆแล้ว จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า anarchy เกิดความอลหม่านวุ่นวาย แสดงว่าแม้แต่ตัวเรายังไม่เชื่อมั่นในคุณธรรมศีลธรรมของตัวเราเองเลย

สรุปแล้วมนุษย์คือสัตว์ที่เลวที่สุดใช่มั้ย ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทั้งที่หลงทรนงหยิ่งผยองมาตลอดว่าเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ

สัตว์อื่นๆมันไม่มีรัฐมันยังไม่ฆ่ากันเอง…

หรือเพราะว่ามนุษย์มีแต่กิเลส ตัณหา ซึ้งต้องควบคุมไว้ ความอยากไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ทำให้เราไม่สามารถไปถึงสิ่งที่ใฝ่ฝันหรืออุดมคติได้เพราะมันทำลายจุดมุ่งหมายในชีวิตเราไป

หลังจากพูดถึงเรื่อง อุดมคติ

หรือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ไม่เคยเป็น

และไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงแล้ว

ก็ต้องกลับมาสู่โลกปัจจุบันเวลานี้ ขอแค่อุดมคตินี้เป็นจริงได้แม้แต่ เล็กน้อยก็ยังดี ปัจจุบันเวลานี้ ต้องยอมรับด้วยว่าข้าพเจ้าก็เป็น และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าคนทั่วไปล้วนเป็น (อาจจะยกเว้นคนบ้าบางคน ที่เราเห็นว่าบ้า แต่เขาออาจจะรู้อะไรที่เราไม่รู้ก็ได้จากเรื่องถ้ำของเพลโต”) คือเราทุกคนล้วนมีอคติ ชอบ ตัดสินคนด้วยค่าของความสูงกว่า ต่ำกว่าเสมอ และอย่างที่เป็นสัญชาตญาณด้วย ทุกๆครั้งที่ผมเห็นเด็กนักเรียนในเครื่องแบบ หลังจากที่ผมมองหน้าแล้ว สิ่งต่อไปที่่ผมมองคือสัญลักษณ์โรงเรียนบนอกเสื้อ และหลังจากนั้นโดยอัตโนมัติ ผมจะมีความรู้สึกบางอย่าง เป็นค่าความสูงกว่าต่ำว่า เทียบกับตัวเองโดยทันที ไม่ได้ตั้งใจแต่มันเป็นเอง สิ่งนี้ทำให้ผมฉุกคิด แล้วการเหยียดผิวจะหมดไปจากโลกได้ยังไง เมื่อคนผิวเดียวกันยังเหยียดกันเอง การแต่งกายก็เหมือนกัน เมื่อผมเห็นใครแต่งตัวห่วยๆ แต่งตัวไม่เป็น ผมก็จะเผลอวิจารณ์เขา แต่ไม่ใช่ว่าคนที่แต่งตัวดีกว่าผม ผมจะชื่นชมเขานะ (แล้วแต่เพศด้วย 555) บางทีผมก็คิดบ้างว่าเป็นพวกบ้าแฟชั่น บริโภคนิยม

สรุปแล้ว อะไรที่ต่างจากผม มันแย่ไปหมด (เซ็งความคิดตัวเองเหมือนกัน) การคิดอคติเหล่านี้ ผมเชื่อว่าทุกคนเป็นโดยสามัญสำนึกทั้งนั้น โดยไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร nature หรือ nurture นั้นไม่รู้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีสติคอยควบคุมมันเสมอๆอย่าปล่อยให้เป็นความเคยชิน จนหลงคิดว่าเป็นสิ่งที่จริงแท้ (อย่างพวก นีโอ นาซี ที่จะลอบสังหารโอบาม่า) ถึงแม้เราจะทำให้อุดมคติเป็นจริงไม่ได้ (ด้วยเหตุผลหลักคือ การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัย คนที่มีอำนาจสูงสุดไล่ลงมา อำนาจในปัจจุบันคือเงินของพวกนายทุนที่อาจจะเหนือกว่ารัฐของประชาชนแล้ว ประชาชนจะมีอำนาจติดตัวอย่างเดียวก็คือกำลัง..) แต่เราก็น่าจะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นได้ ถ้าเราคิดอะไรอย่างมีสติ อย่าใช้อคติตัดสินคนอื่นง่ายๆ (บางทีการที่ผมวิจารณ์พวกบ้าแฟชั่นเสียๆหายๆ อาจเป็นเพราะความไม่มั่นใจในการแต่งตัวของตัวเอง และกลัวสายตาของพวกเขาเหล่านั้นจะดูถูกผมก็ได้ และนี้ก็คือการตัดสินจากภายนอกอีกแล้ว) สติสำคัญอย่างยิ่งที่จะคอยควบคุมเราไม่ให้ระเบิดออกมา

ทำอย่างไรที่จะยอมรับความต่างในโลกที่นับวันจะต่างกันมากขึ้นทุกที (พูดในแง่ของชนชั้น เงิน และอำนาจไม่ใช่ความต่างในแง่ตัวตนเพราะทุกวันนี้เราเหมือนกันมากขึ้นกว่า500ปีที่แล้วมาก เราอาจจะเปลี่ยนให้ต่างก็ต่อเมื่อกระแสมันมาเปลี่ยนเรา!) เพราะสิ่งพื้นฐานที่จะทำให้โลกเราปลดเปลื้องความทุกข์จากความเป็นจริง ให้เข้าใกล้อุดมคติมากขึ้นก็คือ การที่เรามีสติคิดอย่างรอบคอบรอบด้าน ควบคุมตัวเองไม่ให้คิดว่าตัวเองเหนือกว่าหรือต่ำกว่าใครได้ เพราะสำนึกถึงความเหนือกว่าต่ำกว่า จะทำให้เรามีแต่ความทุกข์ ขอให้คิดว่าโลกนี้แม้จะไม่แฟร์ จริงๆ แต่เราก็สามารถที่จะเท่าเทียมคนอื่นได้ แม้แต่ในส่วนที่เล็กที่สุด คือในความคิดเราเอง ถ้าความสามารถที่จะควบคุมตนเองของมนุษย์อุบัติขึ้น จาก1 เป็น2 3 4  จนทำให้โลกทั้งโลกสามารถคิดได้ว่าเราทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน แม้จะต่างกันก็ตามแล้ว นั้นก็จะกลายเป็นพื้นฐานที่ต่อยอดไปสู่อุดมคติในเรื่องของความเท่าเทียมกัน ของมนุษย์อย่างจริงๆจัง และไม่แน่ สักวันนึงมนุษย์อาจจะหลุดออกจากพันธนาการทั้งมวล ไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพจริงๆ หรือ anarchy ก็ได้ (ขอให้คิดถึงความหมายของคำนี้ในแง่ขอเสรีภาพไมใช่ความโกลาหล) และเมื่อนั้นมนุษย์อาจจะประเสริฐจริงๆอย่างที่คิด


ปล. เรื่องความเท่าเทียมกันนั้นเป็นแค่อุดมคติตั้งแต่คุณยกมือไหว้ผู้อาวุโสแล้ว

ปล.2 ขออภัยที่เขียนงง บางจุด เพราะเขียนไปแล้วชอบเสียสมาธิคิดเรื่องอื่น !!!!!!??????

2 ความเห็น »

  1. abdunng said,

    เราคงไม่มีทางที่จะขจัดความคิดที่อคติไปได้จากตัวเรา มีได้แต่ทำให้น้อยลง แต่จะทำได้ดีก็ต้องผ่านการศึกษา ปลูกฝังที่ไม่พยายามทำให้เราอคติอย่างที่การศึกษาสมัยนี้ทำ

  2. SSM said,

    มีเส้นบางๆอยู่ระหว่างความต่างที่เกิดจากความต่างจริงๆ กับความต่างที่เกิดจากการเลียนแบบเพื่อให้ต่างอยู่เสมอ
    และเช่นกันกับ ความต่างที่เกิดขึ้นจากภายในตนเอง และความต่างที่เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง

    ในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น ผมกลับมองว่าสาเหตุแห่งความสมเพชของมนุษย์เกิดขึ้นมาจากการศึกษาที่ “มากเกินไป” ลองสังเกตุเด็กเล็กๆดูสิ ทำไมเด็กๆสามารถเล่นด้วยกันได้ไม่ว่าจะเชื้อชาติไหน สีผิวอะไร เพศไหน แต่พอเราโตขึ้น การศึกษาก็ยัดเยียดข้อจำกัดมากมายใส่หัวกะบาลเราและบอกว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถเอาตัวรอดได้ในสังคม แน่นอน สิ่งเหล่านั้นอาจจะช่วยให้เราเอาตัวรอดได้จริง แต่เป็นการเอาตัวรอดที่เกิดขึ้นจากการกดคนอื่นให้จมดินลงไป เท่านั้นเอง ไม่ต่างไปจากหมูในคอก ที่เวลาให้อาหารทีนึง แต่ละตัวก็ทำทุกวิธีเพื่อให้ตัวเองได้มาซึ่งอาหาร ตัวไหนแข็งแรง ตัวไหนเร็ว ก็ได้อาหารมาก ตัวไหนอ่อนแอ เชื่องช้า ก็ได้อาหารน้อย หรือไม่ได้เลย สุดท้ายก็ต้องตายไป แต่หมูยังดีที่ยังแย่งกันเพื่ออาหาร หรือก็คือ เพื่อให้มีชีวิตรอด แล้วมนุษย์เราละ แย่งอะไรกัน ?


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: