พฤศจิกายน 25, 2008

ไม่เกี่ยวกับเรา

Posted in เรื่องเล็ก tagged , ที่ 11:19 pm โดย lljtheone

Onitsukaหรือลาคอสดีวะ สี่พันเท่ากันแลือดกำลังนองลย

เห้ยไปกินเค้กระสุนออกจากปืนกนีลกันมั้ยวะ

อะไรวะหงส์แดงแพ้อีกบ้านเมืองระส่ำแล้วหรอ อ่อนสาดด

ทำไงดีวะคะแนนวิชานี้โการเมืองแตกแยกคดแย่เลย อดเอช้วนแน่เลยกุ

เห้ยมึงเห็นเด็กบัญชีมั้ยวะ โไฟกะลังลุกไหม้กลางท้องถนนคดน่ารักเลย

เลือดคนไทยเป็นสองสี และกำลังนองอยู่บนพื้นถนน

แต่ไระเบิด มือที่สาม อาพีจี ชนบท ขวาใหม่ พลังมวลชน อารยะขัดขืน ประชาธิปไตย การเมืองใหม่ ชีวิตคน ความตายบนถนนม่เกี่ยวกับเรา…..

โฆษณา

พฤศจิกายน 19, 2008

คนอื่น

Posted in นอกเรื่อง ที่ 9:54 pm โดย abdunng

คนอื่น หรือใครๆเค้า

เราทุกคนมักจะนำคำว่าคนอื่นเข้ามาแทรกในบทสนทนาอยู่ประจำ

แล้วคนอื่นที่ว่านี่ คือใครกัน

สำหรับบางคนคนอื่นที่ว่านี่ก็คงจะเป็นคนอื่นทีไม่ได้อยู่ในวงสนทนาจริงๆซึ่งก็อาจจะเป็น เพื่อน พี่น้องฯลฯ

ซึ่งก็เอามาอ้างอิงโดยไม่เอ่ยนามโดยใช้ว่าคนอื่นแทน

แต่ก็มีอีกกลุ่มที่เอาคำว่าคนอื่นมาใช้เพื่อให้ฟังดูน่าเชื่อถือขึ้นมา แต่มันก็แฝงไว้ด้วยความไม่มั่นใจในตัวเองอยู่

การที่เราอ้างถึงคนอื่นมักจะแสดงออกถึงการต้องการหาหลักประกันว่าเรื่องที่เราพูดนั้นมีแหล่งอ้างอิงหรือพยายามทำให้เรื่องที่เราพูดนั้นฟังดูน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่พอลองถามดูว่าคนอื่นนี่คือใครบางคนอาจจะตอบไม่ได้หรือบ้างก็แถมั่วไปไกล บ้างก็บอกตามตรง หรืออีกส่วนหนึ่งก็บอกวว่าฟังๆมาจากหลายๆคนเค้าพูดกัน

บางทีการพูดถึงคนอื่นก็อาจจะเหมือนกับการที่เราไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับคำพูด หรือความคิดเห็นของเราร้อนเปอร์เซ็นเพราะเมื่อเราอ้างคนอื่นออกไปมันก็เหมือนกับโยนประโยคคำพูดที่เราบอกกล่าวออกไปนั้นไปให้คนอื่นที่จะมีหรือไม่มีตัวตนนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง

และที่สำคัญในการโยนไปให้ใครก็ตามนั้นมันทำให้เรารู้สึกโล่งอก ถ้าเรื่องที่บอกไปนั้นเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบต่อผู้อื่นในทางลบ เราก็จะสามารถโทษคนอื่นได้

แต่กลับกัน เมื่อการบอกกล่าวไปนั้นเกิดผลดีตามมา คนอื่นในประโยคของใครหลายๆคนก็จะอัตรธานหายไปเลย

แปลกๆนะ ยังไงไม่รูหลอก ก็คนอื่นเค้าบอกมา…

พฤศจิกายน 14, 2008

Seasons ฤดูกาล

Posted in บทกวี, เรื่องรัก ที่ 8:58 pm โดย PP@UL

ฉันรู้สึกถึงกลุ่มเมฆนับล้าน

ที่เคลื่อนผ่านมาช้าๆ ผ่านในฤดูหนาวของฉัน

ซึ่งแยกฉันออกมา…

จากทุ่งหญ้าที่กำลังงอกงาม

ที่ผิดไปจากธรรมดา ที่ได้ครอบคลุมท้องฟ้าเอาไว้

กลิ่นหอมของเทอ ไม่อาจทำให้สมองของฉันหลีกเลี่ยงได้

จิตวิญญาณของฉันเหมือนถูกแขวนไว้กับที่

..กาลเวลาที่ถูกลบออกไป

แต่เทอก็ยังหลงเหลืออยู่

แต่เมื่อ…ปราศจากเทอ

ชีวิตก็ไม่กลับกลายเป็นสีเขียวอีกครั้ง

แต่กลุ่มเมฆที่คลอบคลุมท้องฟ้าก็ยังคงเป็นสีดำ

ในขณะที่จิตวิญญาณของฉันกำลังถูกแขวนอยู่

ฤดูกาลก็กลับกลายเป็นช่วงเวลาของเทออีกครั้ง

กลุ่มเมฆก็จะพัดผ่านช่วงเวลาของเทอ

วิญญาณของฉันที่ถูกแขวนบนความตาย ช่างทรมานนักหนา

ฉันเบื่อกับความโดดเดี่ยว

ฉันจะดึงความโดดเดี่ยวกลับมาไว้ข้างหลังอีกครั้ง

ในขณะที่เวลาเปลี่ยนฤดูของมัน

ฉันก็เป็นได้แค่เพียงเมล็ดพืชของเทอ

พฤศจิกายน 7, 2008

ขวานเปื้อนเลือด

Posted in บทกวี, สังคม tagged , , , , , ที่ 10:53 pm โดย pakornkrit

ธงชาติพริ้วไหว

โบกสะบัด

บนยอดตึกสูง

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

ร่างกายมากมาย

เบียดเสียด

อัดกระแทก

เสียงไม่โครโฟนยังคงดัง

—–

ห่ากระสุน และคมมีด

โต้ตอบไปมา

ดั่งคำทักทาย

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

เลือดในกาย

สาดกระจาย

ไหลอาบพื้น

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

อวัยวะมากมาย

ฉีดขาด

หลุดลอย

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

เสียงโอดครวญ

ก้องกังวาน

สอดประสาน

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

น้ำตาโศกา

ไหลริน

เจิ่งนอง

เสียงไม่โครโฟนยังคงดัง

—–

ซากศพมากมาย

ทับถม

ศพแล้ว ศพเล่า

เสียงไม่โครโฟนยังคงดัง…

พฤศจิกายน 6, 2008

บันทึกความฝัน

Posted in นอกเรื่อง, เรื่องเล็ก ที่ 9:18 pm โดย abdunng

ขอหลบมุมเปลี่ยนเรื่องที่คุยจากเรื่องการตีความหมายของคำ และกลุ่มคำแบบบ้านๆของผมเป็นอะไรที่มันเกี่ยวกับผมมากขึ้น

นั่นคือความฝัน

หลายๆคนก็ต้องฝันกันอยู่แล้ว โดยจากที่ฝังมาสาเหตุของการเกิดฝันนั้น108ประการมากมายนักแล อย่าง การนอนผิดท่าบ้าง ทานอาหารก่อนนอนบ้าง เครียดบ้าง หรือแม้แต่เมา ต่างๆนานา

ไม่ว่ามันจะเกิดมาจากอะไรนั้นความฝันก็ยังคงเป็นอะไรที่ใจเรา สำหรับผมมันกลั่นออกมาจากจิตใต้สำนึกจริงๆเพราะเราไม่ได้มีสติมานั่งทบทวนว่าจัฝันอะไรดี จะไปที่ไหนดี ถ้าได้แบบนั้นคงต้องพาโดเรม่อนมาแล้วละ

โดยสิ่งที่ผมจะเล่า มันก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ที่จะต้องอารัมภบทมากมายอะไรนัก เอาละเริ่มกันเลย

ความฝันที่ผมจะเล่าเรื่องแรกเป็นอะไรที่ปะติดปะต่อแบบไม่ค่อยมั่วที่สุดตั้งแต่ผมฝันมาทั้งหมดเลยก็ว่าได้ซึ่งมันออกจะ จิตๆอยู่นิดหน่อย

ผมฝันว่า เหตุการณ์เกิดเมื่อผมและโรงเรียน(ฝันตั้งแต่มัธยมปลาย)เดินทางไปทัศนะศึกษาที่ต่างจังหวัดซึ่งมีชาวเขา พอเราเข้าไปก็มีพวกผู้ก่อการร้ายออกมาจับตัวพวกเราไว้ สั่งให้พวกเรานั่งยองๆเงียบ แต่ผมคุยกับเพื่อนมันเลยยิงใส่ผม

ไอ้ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้ความฝันอันนี้มันน่ากลัว

ผมโดนยิงที่กลางหน้าผากพอดี

ผมตาย…แต่

วิญญาณมันไม่ออกจากร่าง มันยังคงอยู่ต่อในร่างนั้นเพียงแต่ผมไม่สามารถที่จะบังคับหรือควบคุมร่างกายผมได้เลย  พวกผู้ก่อการร้ายก็ลากผมไปโยนลงหลุมแล้วกลบดินใผม

กระนั้น ผมก็ยังคงไม่สามารถที่จะขยับตัวไปไหนได้เลย ไม่สามารถที่จะกระทำการควบคุมร่างกายได้เลย ผมค้างอยู่แบบนั้นโดยที่ผมยังสามารถคิดอ่านอะไรได้เหมือยนปกติ เมื่อตอนยังเป็นอยู่ทุกอย่าง

พอผมตื่นขึ้นผมจำลายละเอียดโดยหลักได้หมดทุกอย่าง ผมจึงคิดว่า

ถ้าโลกหลังความตายคือสิ่งที่ผมได้ฝันเห็นละมันจะเป็นยังไง

ความตายมันจะสวยหรูเหมือนที่ดูในหนังอย่าง what dream may comes จริงหือเปล่า?

พฤศจิกายน 2, 2008

เวลาที่มี

Posted in ปรัชญา, ไอเดีย tagged , , , , ที่ 12:05 am โดย pakornkrit

แรงบันดาลใจจาก time-worthness

พักจากเรื่องเครียดๆ มาดูอะไรที่ เออ … เครียดน้อยลง ซักนิดดีกว่า

เราทุกคนรู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย

วาทะแสนคลาสสิก ที่ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครพูดเอาไว้

บางคนอาจจะงงที่ประโยคนี้ไปเกี่ยวอะไรกับนาฬิกาแปลกๆข้างบน อันที่จริงก็คงงงตั้งแต่เห็นนาฬิกาแปลกๆนี้แล้ว

ครับ คุณไม่ได้ตาฝาดครับ ตัวเลขบนนาฬิกานั้น แปลกไปกว่าชาวบ้านเค้าจริงๆ และนาฬิกาข้างต้นก็มีอยู่จริงๆบนโลกนี้เช่นกัน

แน่นอนครับ มันเกี่ยวกับ วันเกิด และ วันตาย (เอ่อ และน่าจะเกี่ยวกับอย่างหลังมากกว่านิดนึง)

มันคือ นาฬิกาชีวิต (Life Clock) ครับ

นาฬิกานี้ ไม่ได้บอกเวลาที่คุณต้องตื่น เวลาที่ต้องเข้าเรียน หรือเข้างาน แม้แต่เวลาเลิกก็ไม่มีบอก

สิ่งเดียวที่นาฬิกาเรือนนี้บอกคือ ความตายที่กำลังคืบคลานใกล้เราเข้ามาทุกขณะ

เอ่อ … หรือจริงๆก็คงแค่บอกว่า คุณใช้เวลามาแล้วกี่ปีนี้ชีวิตนี้ และ เวลาที่คุณเหลืออยู่ในชีวิตนี้

84 ปี คือ จำนวนตัวเลขทั้งหมดบนนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่า ตัวเลขนี้เค้าไปได้ข้อมูลมาอย่างไร

Bertrand Planes คือชื่อผู้ออกแบบนาฬิกาเรือนนี้ครับ

ที่เขียนนี่ไม่ได้จะบอกว่า นาฬิกานี้มันเชื่อถือได้แต่อย่างใด

แต่มันคงสนุกพิลึก หากเราตื่นเช้ามาแล้วพบว่า ชีวิตของเราที่เหลืออยู่นั้นค่อยๆลดลงเรื่อยๆ และมันคงพอจะกระตุ้นให้เราทำอะไรบางอย่างได้ (ผมคิดว่างั้นนะ)

ตามสุภาษิต ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา

แล้วเข็มนาทีกับเข็มวินาทีนั้น จะมีไปทำ(ซาก)อะไร หลายคนอาจจะสงสัย

เข็มนาทีนั้นจะขยับ 1 ครั้งทุกๆ 7วัน โดยประมาณ และเข็มวินาที จะขยับ 1ครั้ง ทุกๆประมาณ 3 ชั่วโมง

แต่เดี๋ยวก่อน หากคุณสนใจนาฬิกาแสนสวยนี้

ถึงคุณโทรมาภายใน 15 นาทีนี้ หรือ ภายใน ไม่กี่ 10 ปีนี้ คุณก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของมันได้

เพราะนาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้นมาแค่ 7 ชิ้นเท่านั้น ในโลกนี้ (แค่คาดว่าคงโดนซื้อไปหมดแล้ว)

อยากรู้เหมือนกันว่า ทำไมต้อง 7 เพราะนาฬิกาก็เริ่มที่ 7 และ จบที่ 77 เช่นกัน

อาจจะเป็นแค่ Lucky Number เฉยๆ ก็ได้มั้ง

ขออนุญาติจบด้วยประโยคคมๆจาก คานธี

Live as if you were to die tomorrow.

Learn as if you were to live forever.

ที่มา (นาฬิกานะ ไม่ใช่คานธี) : OhGizmo!

พฤศจิกายน 1, 2008

มนุษย์

Posted in ปรัชญา ที่ 4:52 pm โดย abdunng

คำถามที่ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรนั้นมักจะผุดขึ้นมาในใจของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่เราว่างเหลือเชื่อจนไม่รู้จะคิดอะไรแล้ว หรือช่วงเวลาที่เราผิดหวัง อย่างเหลือเชื่อ

คำถามที่ว่านี้ค่อนข้างจะเป็นคำถามที่มีคำตอบหลากหลายไม่ว่าจะเป็นคำตอบที่ฟังดูเห็นแก่ตัว หรือไม่เห็นแก่ตัว แย่ หรือไม่แย่ก็ขึ้นอยู่กับความคิดการหล่อหลอมของคนตอบเอง ซึ่งก็สามารถที่จะสะท้อนความเป็นตัวตนของคนๆนั้นออกมาได้ถ้าเรารู้จักที่จะมอง

มีคำตอบนึงจากคำถามนี้ที่ผมรู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือ

“เราเกิดมาเพื่อทำความดี”

จากที่ผมเห็นนั้นมนุษย์ไม่มีทางเลยที่จะเกิดมาเพื่อทำความดีเนื่องจาก ถ้าปล่อยคนๆหนึ่งให้อยู่ตามลำพังโดยปราศจากการขัดเกลาจากใครใดๆแล้วก็ตาม คนๆนั้นย่อมที่จะไม่มีทางเลยที่จะตรัศรู้เห็นชอบชั่วดีได้อย่างแน่นอน การที่ผมมองอย่างนี้เป็นเพราะว่ามนุษย์เราเกิดมาเป็น”ผ้าดำ”

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เราๆเกิดมาก็มีความเห็นแก่ตัวตั้งแต่เด็กก็มีความเห็นแก่ตัวว่าถ้าต้องการสิ่งนั้น แล้วไม่ได้ก็จะแสดงกิริยาอย่างหนึ่งออกมาก็คือการร้องไห้ แต่เมื่อเรายิ่งโตขึ้นการแสดงออกที่เห็นแก่ตัวก็จะน้อยลงไป เนื่องจากการอบรม(ยกเว้นคนที่ได้รับการอบรมแย่ก็จะยังคงเป็น”ผ้าดำ”ต่อไป) เป็นกระบวนการที่ทำให้เราขาวขึ้น ซึ่งจุดนี้แหละที่จะดูกันได้ว่าใครคือผ้าขาวใครคือผ้าดำ

แต่ก็ไม่มีใครที่จะดำล้วนหรือขาวล้วนอย่างแน่นอนเลย จึงเกิด

“ผ้าเทา”ขึ้น

จะเทาเข้มเทาอ่อน หรือแทบจะขาวล้วน หรือดำล้วนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ตัวคุณ คุณเป็นผ้าเทาแบบไหนกันละ

เมื่อฟ้าสีเดียวกัน

Posted in สังคม tagged ที่ 2:46 pm โดย lljtheone

อย่าแปลกใจ หากก่อนออกจากบ้านคุณต้องคอยเช็คสีเสื้อของคุณให้แน่ใจก่อนว่า ไม่ได้ใส่สีแดง แม้แตเสื้อสีเหลือง ซึ่งแต่เดิมแต่แรกเริ่มนั้น คนใส่เพื่อแสดงความรักความจงรักภักดีต่อในหลวง แต่ตอนนี้ผมต้องแปลกใจเมื่อพบว่าคนใส่เสื้อสีเหลืองตามท้องถนนทั่วไปนั้น น้อยลงมาก เพราะความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันไปไกลถึงขั้นสถาปนาเป็นสถาบัน แบบ 2 ขั้วที่แย่งชิงอำนาจกันอยู่ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นฝ่าย ขวาใหม่แบบไทยๆ และ ฝ่ายซ้ายใหม่แบบไทยๆได้ ซึ่งถ้าเราเปลี่ยนสีสถาบันเหล่านี้ให้เป็นพรรคการเมือง และจัดการสร้างระบบที่เป็นธรรมและยอมรับได้สำหรับทั้ง2ฝ่ายขึ้นมา เพื่อให้ความขัดแย้งและการแข่งขันแย่งชิงอำนาจเป็นไปตาม “เกมที่อยู่ในกติกา” ที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าแพ้เมื่อแพ้ แต่ฝ่ายที่ชนะก็ต้องไม่หยามในศักดิ์ศรีของผู้แพ้ (จริงๆการเมืองอเมริกาก็มีอารมณ์คล้ายๆไทยในด้านความแตกต่างระหว่างเสียงชนบทของrepublicanกับเสียงคนเมืองของdemocratเหมือนกัน แต่พวกเขาไม่ออกมายึดทำเนียบ! หรือจัดตั้งกองกำลังมาขู่ทำร้ายอีกฝ่าย!) การรู้จักแพ้-ชนะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ผู้แพ้ในระบอบนี้ก็สมควรมีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องบางเรื่องด้วย เพราะการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่ใช่การมอบอำนาจสูงสุดให้ผู้ชนะ แต่เป็นเพียงการบอกว่าความคิดแบบของผู้ชนะตอนนี้เป็นส่วนใหญ่ของสังคม ไม่ใช่ทั้งหมดของสังคม

ดังนั้นการตัดสินใจใดๆก็ตาม ก็ต้องฟังความคิดของผู้แพ้ที่มีความคิดที่ต่างไปในการพัฒนาประเทศ ถ้าเราสามารถรักษาอุดมการณ์ของแต่ละฝ่ายไว้ได้โดยไม่ก้าวก่ายเหยียดอุดมการณ์ของอีกฝ่ายว่า เป็นของพวกชั้นต่ำ หรือเป็นพวกฝ่ายขวาต้องการล้มล้างประชาธิปไตยโดยรัฐประหาร

….

ที่ผมพูดถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ เพราะผมรู้สึกปวดใจเหลือเกิน เมื่อได้ยินใครก็ตามที่เรียกฝ่ายเสื้อสีแดงว่าเป็นพวกชั้นต่ำที่หัวรุนแรง และเป็นพวกโดน “ซื้อ” มาซะทุกคน และบอกว่าฝ่ายพันธมิตรมีแต่พวกเดิน emporium!….. (แม้ต้องยอมรับความจริงว่าฝ่ายเสื้อสีแดงชอบสร้างข่าวก่อความรุนแรง ดูไม่ค่อยปัญญาชนมากนักก็ตาม) การเหมารวมอีกฝ่ายเปนตัวการสำคัญที่สร้างความแตกแยกเป็น2ฝ่าย อย่างชัดเจนในประเทศไทยขึ้นทุกที ไม่รวมถึงผลกระทบหลัง7ตุลา ที่เกิดการไร้จรรยาบรรณในวิชาชีพขึ้นไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม

ในอีกด้านนึง การใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มที่จะรุนแรงขึ้นทุกทีๆ … (พวกที่ทำเนียบมันได้ค่าจ้าง เกณฑ์มากจากต่างจังหวัดทั้งนั้น!พวกที่ราชมัง ก็โดนคนจากต่างประเทศเขาซื้อหมดแล้ว!) ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะมีบางส่วน แต่การขยายให้มันดูเกินจริงได้สร้างความเข้าใจแบบผิดๆให้กับสังคม ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากเขามีอุดมการณ์แบบบริสุทธิ์ในแบบของเขา ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆ เหมือนในระดับของผู้นำ

แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับเป็นเหยื่อของความรุนแรงแทน!

และเป็นเหยื่อในการถูกหยามเหยียด

เป็นเหยื่อของความขัดแย้งระหว่างกัน แม้แต่ในครอบครัว เพื่อนฝูง คนจำนวนมากในไทยเวลานี้ครับ มีสีติดตัวคนละสี และไม่ต้องการสีอื่นใด การจะผสมให้เปลี่ยนสี หรือการเจรจาให้ยุติ นั้นเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกินแล้ว ถ้าตราบใดผู้นำของแต่ละฝ่ายยังคงเล่นการเมืองกันโดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่ถูกต้องต่อไป (ไม่ว่าจะการให้ข่าวปลุกระดม หรือแผนซ้อนแผนของแต่ละฝ่าย) ทุกคนบอกว่ารักชาติ เหมือนกัน ผมเชื่อครับ แต่ในระดับผู้นำที่ก่อปัญหาขึ้นมานั้น ยังต้องตั้งข้อสงสัยอยู่ว่าจริงหรือเปล่า

สีแต่ละสีอาจจะรักชาติในแบบที่ไม่เหมือนกัน แต่เราก็รักชาติเหมือนกัน อย่าปล่อยให้ข้อหาไม่รักชาติ ไม่รักสถาบันมาทำลายกันอีกเลยครับ เรามาหาทางสร้างระบบใหม่ที่เป็นธรรมกันทั้ง 2 ฝ่ายดีกว่า แน่นอนแม้ทั้ง2ฝ่ายต่างตั้งเป้าจะทำลายระบบของอีกฝ่ายให้สิ้นซากกันทั้ง2ฝ่าย เปรียบเสมือนการรีเซตระบบให้เป็นในแบบที่ตนคิด แต่เราทำลายคนในระบบอีกฝ่ายไม่ได้หรอกครับ เราต้องอยู่ร่วมกัน การถอยความคิดความเชื่อเราให้เข้ามาอยู่ตรงกลางมากขึ้น (ในแง่ของความซ้ายขวาที่จัดจ้านเสียเหลือเกิน)

อย่าคิดอะไรที่มันเว่อเกินไป เป็นความเป็นจริงมากขึ้น แล้วเราหันมามองในแง่ของผลประโยชน์ของประชาชนในชาติดีกว่า (ไม่อยากใช้คำว่าของประเทศ เพราะมันนามธรรมและเอามาอ้างได้กันทั้ง2ฝ่าย) ระบบที่ดีคือระบบที่ทุกคนยอมรับ และการที่ทุกคนจะยอมรับ เราจะให้คนที่ได้อำนาจสูงสุดมาเปลี่ยน(รัฐบาล) ก็คงจะไม่มีความยั่งยืน พอวันเวลาผ่านไปก็เกิดรัฐประหารอีก แต่ถ้าเราหันมาตกลงกันจริงจัง เลิกเล่นการเมือง มองความเป็นจริง ไม่สุดโต่ง แล้วตกลงกันได้จริงๆ ความมั่นคงมาแน่ครับ และผมเชื่อว่าเราจะไม่เจอรัฐประหาร หรือความขัดแย้งที่ระบบจัดการไม่ได้อีกนาน เพราะทุกคนพูดได้ว่าเป็นระบบที่ทุกฝ่ายยอมรับแล้ว

เมื่อนั้นท้องฟ้าในประเทศของเรา ประชาชนทุกคนก็จะเห็นเป็นสีๆเดียวกัน อาจจะต่างกันแค่ความคิดที่ระบบจัดการได้เท่านั้นเอง…

ปล. แม้จริงๆแล้วผมจะมีอุดมการณ์ของผมอยู๋ แต่ผมไม่เลือกสี เพราะสีไม่ใช่อุดมการณืของผมแต่เป็นของคนๆอื่นไม่กี่คน! ไม่มีใครเลือกสีให้ผมได้หรอกครับ

ปล. การที่บอกว่าประชาชนในชนบทไม่รักชาติ สถาบัน ถูกซื้อเสียงได้นั้น เพราะเขาไม่มีการศึกษาจึงไม่รู้ แล้วทำไมเราจึงไม่ให้การศึกษาเขาละครับ ไปเหยียดหยามเขาแล้วเขาจะเข้าใจอะไรมากขึ้นหรือไง แต่อีกแง่นึง คนพวกที่ได้รับการศึกษาอาจจะไม่ใช่พวกที่ฉลาดเสมอไปก็ได้ เพราะระบบการสร้างความคิดเชื่อในการศึกษาไทยกับสื่อไทย ก็ครอบงำคนมีการศึกษาจนหลงมัวมายได้เหมือนกันคนชนบทอาจจะถูกซื้อเสียง (ซึ่งผมเชื่อว่าการซื้อเสียงตรงๆนั้นแทบไม่มีแล้ว แต่น่าจะเป็นการให้ความอุปถัมป์ดูแลมากกว่า จากที่เคยได้คุยกับเพื่อนต่างจังหวัดมา เขาบอกว่าเขาเลือกคนในพรรคนั้น เพราะได้รับประโยชน์เวลามีปัญหาโดย คนของพรรคนั้น ก็ต้องแก้ที่ระบบที่คุ้มครองประชาชนครับ มันโหล่โท่ย เช่น ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ของเรา ไปด่าคนชนบทเขา ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก) แต่เขาก็ได้ผลประโยชน์ที่ถึงตัวพวกเขา แล้วคนเมืองละครับทำเพื่ออะไร หรือใคร อย่าลืมนะครับ การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคม ไม่ใช่ให้ใครคนนึง (ผมแสดงอุดมการณ์ของผมไปซะแล้ว)