สิงหาคม 23, 2009

ความทึมเทาของเปลือกสีหม่น

Posted in บทกวี, ปรัชญา tagged , , , , , , , , , ที่ 11:00 pm โดย pakornkrit

ใครบางคนผู้นั้น

เร้นกายในเงามืด

ซ่อนเนื้อในไว้หลังฉาก

ปกคลุมสิ่งโสมมด้วยผิวผ่องใส

ภายนอกคือรอยยิ้มแสนจอมปลอม

ภายในคือตุ่มหนองแสนเน่าเฟะ

รอวันน้ำเหลืองสาดกระเซ็น

สิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายในคือความลวงหลอก

ความลวงหลอกที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เว้น

ดั่งเนื้อร้ายที่กัดกินสู้เนื้อใน

ลุกลามแพร่กระจายดั่งไฟพิโรธ

แผดเผาวอดวาย มลายสิ้น

เหลือไว้พียง ผงธุลีในสายลม

หรือทั้งหมดคือมายาภาพ

แท้จริงแล้ว สิ่งใดจริง สิ่งใดลวง

ใครเล่าจะตอบได้

ฤ ทั้งหมดคือสิ่งลวงตา

ฤ วันวานไม่เคยมีอยู่จริง

ฤ อนาคตเป็นเพียงคำปลอบใจ

ฤ ทั้งหมด เป็นแค่ฉากที่ข้ากำหนดมันขึ้น เพื่อดับชีวิตตัวข้าเอง

ฤ กลับเป็นตัวข้านั้นเองที่แสน …ว่างเปล่า…

Advertisements

มกราคม 17, 2009

เอกลักษณ์

Posted in ปรัชญา ที่ 8:57 am โดย abdunng

คำว่าเอกลักษณ์ตามราชบัณฑิตยสถานนั้น หมายความว่าลักษณที่เหมือนกันหรือร่วมกัน ไม่ค่อยจะตรงกับความหมายในใจของผมนัก ไม่สิความหมายที่ผมรู้จักโดยประสบการณ์ดูจะไม่เหมือนกับความหมายจริงๆที่ได้กำหนดไว้ซักเท่าไหร่

เอกลักษณ์ตรงกับคำว่า Identityในภาษาอังกฤษ ซึ่งก็มีความหมายอีกว่า บุกคลิกลักษณะ

ซึ่งในความหมายนี้ตรงกับความหมายที่ผมคิดเอาไว้ในใจของผม

แล้วเอกลักษณ์นี่มันคืออะไรละ -สำหรับผมเอกลักษณ์คือสิ่งที่แสดงความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆออกมาโดย ไม่จำเป็นต้องบรรยายออกมาเป็นคำพูดก็ได้ หรือจะบรรยายออกมาก็ได้ โดยตัวมันเองแล้วเอกลักษณ์คือการแสดงออกมาโดยความไม่ตั้งใจ ความเคยชิน หรือจิตใต้สำนึก

เราสามารถที่จะสร้างเอกลักษณ์ได้หรือเปล่า?

ได้ เป็นคำตอบที่ผมบอกกับตัวเอง แต่ในความพยายามในการสร้างเอกลักษณ์แล้ว เราต้องพยายามทำยังไง

หลายๆคนที่พยายาม และสำเร็จในการสร้างเอกลักษณ์โดยที่ตัวเองรู้ตัวนั้นมักจะนำเอกลักษณ์บางส่วนของคน อื่นๆมาผสมรวมกัน จนออกมาเป็นของเราเอง ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ก็ตาม แต่จริงๆแล้วเอกลักษณ์ที่มีมาแต่เดิมเอกลักษณ์ของเราก็อาศัยการลอกเลียนแบบจากคนอื่นเหมือนกันไม่ใช่หรือ เราอาจจะไม่รู้ตัวเพราะมันคือสภาพแวดล้อมที่เราโตขึ้นมา

เอกลักษณ์ และนิสัยของเรานั้นสามารถบอกได้ว่าคนรอบตัวเรา และการแสดงออกของคนรอบตัว ต่อเรานั้นเป็นเช่นไร

แล้วคุณมีเอกลักษณ์ที่พึงพอใจรึเล่า ผมรู้ว่าผมผมนะพอใจ

พฤศจิกายน 2, 2008

เวลาที่มี

Posted in ปรัชญา, ไอเดีย tagged , , , , ที่ 12:05 am โดย pakornkrit

แรงบันดาลใจจาก time-worthness

พักจากเรื่องเครียดๆ มาดูอะไรที่ เออ … เครียดน้อยลง ซักนิดดีกว่า

เราทุกคนรู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย

วาทะแสนคลาสสิก ที่ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครพูดเอาไว้

บางคนอาจจะงงที่ประโยคนี้ไปเกี่ยวอะไรกับนาฬิกาแปลกๆข้างบน อันที่จริงก็คงงงตั้งแต่เห็นนาฬิกาแปลกๆนี้แล้ว

ครับ คุณไม่ได้ตาฝาดครับ ตัวเลขบนนาฬิกานั้น แปลกไปกว่าชาวบ้านเค้าจริงๆ และนาฬิกาข้างต้นก็มีอยู่จริงๆบนโลกนี้เช่นกัน

แน่นอนครับ มันเกี่ยวกับ วันเกิด และ วันตาย (เอ่อ และน่าจะเกี่ยวกับอย่างหลังมากกว่านิดนึง)

มันคือ นาฬิกาชีวิต (Life Clock) ครับ

นาฬิกานี้ ไม่ได้บอกเวลาที่คุณต้องตื่น เวลาที่ต้องเข้าเรียน หรือเข้างาน แม้แต่เวลาเลิกก็ไม่มีบอก

สิ่งเดียวที่นาฬิกาเรือนนี้บอกคือ ความตายที่กำลังคืบคลานใกล้เราเข้ามาทุกขณะ

เอ่อ … หรือจริงๆก็คงแค่บอกว่า คุณใช้เวลามาแล้วกี่ปีนี้ชีวิตนี้ และ เวลาที่คุณเหลืออยู่ในชีวิตนี้

84 ปี คือ จำนวนตัวเลขทั้งหมดบนนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่า ตัวเลขนี้เค้าไปได้ข้อมูลมาอย่างไร

Bertrand Planes คือชื่อผู้ออกแบบนาฬิกาเรือนนี้ครับ

ที่เขียนนี่ไม่ได้จะบอกว่า นาฬิกานี้มันเชื่อถือได้แต่อย่างใด

แต่มันคงสนุกพิลึก หากเราตื่นเช้ามาแล้วพบว่า ชีวิตของเราที่เหลืออยู่นั้นค่อยๆลดลงเรื่อยๆ และมันคงพอจะกระตุ้นให้เราทำอะไรบางอย่างได้ (ผมคิดว่างั้นนะ)

ตามสุภาษิต ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา

แล้วเข็มนาทีกับเข็มวินาทีนั้น จะมีไปทำ(ซาก)อะไร หลายคนอาจจะสงสัย

เข็มนาทีนั้นจะขยับ 1 ครั้งทุกๆ 7วัน โดยประมาณ และเข็มวินาที จะขยับ 1ครั้ง ทุกๆประมาณ 3 ชั่วโมง

แต่เดี๋ยวก่อน หากคุณสนใจนาฬิกาแสนสวยนี้

ถึงคุณโทรมาภายใน 15 นาทีนี้ หรือ ภายใน ไม่กี่ 10 ปีนี้ คุณก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของมันได้

เพราะนาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้นมาแค่ 7 ชิ้นเท่านั้น ในโลกนี้ (แค่คาดว่าคงโดนซื้อไปหมดแล้ว)

อยากรู้เหมือนกันว่า ทำไมต้อง 7 เพราะนาฬิกาก็เริ่มที่ 7 และ จบที่ 77 เช่นกัน

อาจจะเป็นแค่ Lucky Number เฉยๆ ก็ได้มั้ง

ขออนุญาติจบด้วยประโยคคมๆจาก คานธี

Live as if you were to die tomorrow.

Learn as if you were to live forever.

ที่มา (นาฬิกานะ ไม่ใช่คานธี) : OhGizmo!

พฤศจิกายน 1, 2008

มนุษย์

Posted in ปรัชญา ที่ 4:52 pm โดย abdunng

คำถามที่ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรนั้นมักจะผุดขึ้นมาในใจของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่เราว่างเหลือเชื่อจนไม่รู้จะคิดอะไรแล้ว หรือช่วงเวลาที่เราผิดหวัง อย่างเหลือเชื่อ

คำถามที่ว่านี้ค่อนข้างจะเป็นคำถามที่มีคำตอบหลากหลายไม่ว่าจะเป็นคำตอบที่ฟังดูเห็นแก่ตัว หรือไม่เห็นแก่ตัว แย่ หรือไม่แย่ก็ขึ้นอยู่กับความคิดการหล่อหลอมของคนตอบเอง ซึ่งก็สามารถที่จะสะท้อนความเป็นตัวตนของคนๆนั้นออกมาได้ถ้าเรารู้จักที่จะมอง

มีคำตอบนึงจากคำถามนี้ที่ผมรู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือ

“เราเกิดมาเพื่อทำความดี”

จากที่ผมเห็นนั้นมนุษย์ไม่มีทางเลยที่จะเกิดมาเพื่อทำความดีเนื่องจาก ถ้าปล่อยคนๆหนึ่งให้อยู่ตามลำพังโดยปราศจากการขัดเกลาจากใครใดๆแล้วก็ตาม คนๆนั้นย่อมที่จะไม่มีทางเลยที่จะตรัศรู้เห็นชอบชั่วดีได้อย่างแน่นอน การที่ผมมองอย่างนี้เป็นเพราะว่ามนุษย์เราเกิดมาเป็น”ผ้าดำ”

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เราๆเกิดมาก็มีความเห็นแก่ตัวตั้งแต่เด็กก็มีความเห็นแก่ตัวว่าถ้าต้องการสิ่งนั้น แล้วไม่ได้ก็จะแสดงกิริยาอย่างหนึ่งออกมาก็คือการร้องไห้ แต่เมื่อเรายิ่งโตขึ้นการแสดงออกที่เห็นแก่ตัวก็จะน้อยลงไป เนื่องจากการอบรม(ยกเว้นคนที่ได้รับการอบรมแย่ก็จะยังคงเป็น”ผ้าดำ”ต่อไป) เป็นกระบวนการที่ทำให้เราขาวขึ้น ซึ่งจุดนี้แหละที่จะดูกันได้ว่าใครคือผ้าขาวใครคือผ้าดำ

แต่ก็ไม่มีใครที่จะดำล้วนหรือขาวล้วนอย่างแน่นอนเลย จึงเกิด

“ผ้าเทา”ขึ้น

จะเทาเข้มเทาอ่อน หรือแทบจะขาวล้วน หรือดำล้วนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ตัวคุณ คุณเป็นผ้าเทาแบบไหนกันละ

ตุลาคม 29, 2008

สิ่งที่เรียกว่าอุดมคติ

Posted in ปรัชญา, สังคม tagged ที่ 11:44 pm โดย lljtheone

อุดมการณ์ ความคิดบางอย่างบางเรื่อง แม้ฟังดูดีเหลือเชื่อ สร้างความหวังในการปลดปล่อยความทุกข์ของมนุษยชาติให้หลุดพ้นไปมากเพียงใด (เป็นเรื่องน่าขำ ที่ประโยคนี้เมื่อได้อ่านทีไร ก็ต้องนึกถึงความเป็นอุดมคติทุกที) แต่ยิ่งเราเชื่อมั่นในมันมากเท่าไร กลับกลายเป็นว่า เราถูกคนรอบข้างมองว่าเราเพ้อฝัน ยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์บางอย่างจนหลุดโลก ไม่คิดถึงตามหลักความเป็นจริง

ตัวอย่างที่เป็นได้ชัดที่สุดในเรื่องนี้คือ ความคิดเกี่ยวกับ สังคมในอุดมคติ ที่เราทุกคนเท่าเทียมกัน หรือสังคมแบบ utopia คำว่าเท่าเทียมกันนี้ ผมไม่อยากจะให้นึกถึงเรื่องสิ่งของที่เท่ากัน อำนาจ หน้าที่ กำลัง ที่เท่ากันเท่าไหร่ เพราะสิ่งเหล่านี้มันแปรผันตามซึ่งกันและกัน เมื่อมีหนึ่งอย่างก็ต้องมีอย่างที่2 3  ต่อไปเรื่อยๆ แม้แต่เรื่องหน้าตาที่หล่อสวยเท่ากัน ก็เป็นเรื่องของอุดมคติโดยแท้ แต่อุดมคติในแง่นี้ถึงแม้คนมากมายจะฝันถึง (สำหรับคนเหล่านั้นที่ฝันถึงมักจะมีความทุกข์ที่ใหญ่หลวงอยู่ในใจจึงมีความ ต้องการเป็นพิเศษกว่าคนอื่นในบางเรื่อง) แต่คนจำนวนมากที่ผมพบปะมา เมื่อถามถึงเรื่องความเท่าเทียมกัน ความเห็นที่คนส่วนใหญ่เรานั้นตอบมัก จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ไม่กระตุ้นให้เกิดอะไรใหม่ๆดีๆในชีวิต เปรียบเหมือนอะไรดีล่ะ จะสวรรค์ก็ไม่เชิง จะนรกก็ไม่ใช่ ไม่ท้าทาย และที่สำคัญ ทำลายความฝันของมนุษย์ และแม้กระทั่งจุดมุ่งหมายในการมีชีวิต

เมื่อผมนำเรื่องนี้มาคิด ก็เกิดคำถามขึ้นว่า ทำไมเราถึงต้องต่อสู้กัน แข่งขันกัน เบียดเบียนกันจะเป็นจะตายเพียงนี้ และที่สำคัญผมสงสัยว่ามนุษย์แท้จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่

เราบอกว่าอยากเท่าเทียมกัน แต่ก็อย่าเท่าเทียมกันมากนะมันน่าเบื่อ

เราบอกอยากได้ความเป็นอิสระเสรี แต่อย่ามากไปนะ เราต้องสร้างรัฐขึ้นมาคุมอีกที

สุดท้ายก็ทำให้ยิ่งไม่เท่าเทียมกัน และถูกกรงขังครอบงำเราอีก ผืนแผ่นดินกว้างๆแห่งนี้ เราจะเดินทางท่องเที่ยว ทำไมต้องขอ visa  สัตว์มันยังท่องเที่ยวไปได้เรื่อยๆอย่างอิสระเสรี แต่มนุษย์กลับถูกกักขัง

จะบอกเหตุผลว่า มนุษย์เมื่อไม่มีพันธนาการควบคุมใดๆแล้ว จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า anarchy เกิดความอลหม่านวุ่นวาย แสดงว่าแม้แต่ตัวเรายังไม่เชื่อมั่นในคุณธรรมศีลธรรมของตัวเราเองเลย

สรุปแล้วมนุษย์คือสัตว์ที่เลวที่สุดใช่มั้ย ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทั้งที่หลงทรนงหยิ่งผยองมาตลอดว่าเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ

สัตว์อื่นๆมันไม่มีรัฐมันยังไม่ฆ่ากันเอง…

หรือเพราะว่ามนุษย์มีแต่กิเลส ตัณหา ซึ้งต้องควบคุมไว้ ความอยากไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ทำให้เราไม่สามารถไปถึงสิ่งที่ใฝ่ฝันหรืออุดมคติได้เพราะมันทำลายจุดมุ่งหมายในชีวิตเราไป

หลังจากพูดถึงเรื่อง อุดมคติ

หรือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ไม่เคยเป็น

และไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงแล้ว

ก็ต้องกลับมาสู่โลกปัจจุบันเวลานี้ ขอแค่อุดมคตินี้เป็นจริงได้แม้แต่ เล็กน้อยก็ยังดี ปัจจุบันเวลานี้ ต้องยอมรับด้วยว่าข้าพเจ้าก็เป็น และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าคนทั่วไปล้วนเป็น (อาจจะยกเว้นคนบ้าบางคน ที่เราเห็นว่าบ้า แต่เขาออาจจะรู้อะไรที่เราไม่รู้ก็ได้จากเรื่องถ้ำของเพลโต”) คือเราทุกคนล้วนมีอคติ ชอบ ตัดสินคนด้วยค่าของความสูงกว่า ต่ำกว่าเสมอ และอย่างที่เป็นสัญชาตญาณด้วย ทุกๆครั้งที่ผมเห็นเด็กนักเรียนในเครื่องแบบ หลังจากที่ผมมองหน้าแล้ว สิ่งต่อไปที่่ผมมองคือสัญลักษณ์โรงเรียนบนอกเสื้อ และหลังจากนั้นโดยอัตโนมัติ ผมจะมีความรู้สึกบางอย่าง เป็นค่าความสูงกว่าต่ำว่า เทียบกับตัวเองโดยทันที ไม่ได้ตั้งใจแต่มันเป็นเอง สิ่งนี้ทำให้ผมฉุกคิด แล้วการเหยียดผิวจะหมดไปจากโลกได้ยังไง เมื่อคนผิวเดียวกันยังเหยียดกันเอง การแต่งกายก็เหมือนกัน เมื่อผมเห็นใครแต่งตัวห่วยๆ แต่งตัวไม่เป็น ผมก็จะเผลอวิจารณ์เขา แต่ไม่ใช่ว่าคนที่แต่งตัวดีกว่าผม ผมจะชื่นชมเขานะ (แล้วแต่เพศด้วย 555) บางทีผมก็คิดบ้างว่าเป็นพวกบ้าแฟชั่น บริโภคนิยม

สรุปแล้ว อะไรที่ต่างจากผม มันแย่ไปหมด (เซ็งความคิดตัวเองเหมือนกัน) การคิดอคติเหล่านี้ ผมเชื่อว่าทุกคนเป็นโดยสามัญสำนึกทั้งนั้น โดยไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร nature หรือ nurture นั้นไม่รู้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีสติคอยควบคุมมันเสมอๆอย่าปล่อยให้เป็นความเคยชิน จนหลงคิดว่าเป็นสิ่งที่จริงแท้ (อย่างพวก นีโอ นาซี ที่จะลอบสังหารโอบาม่า) ถึงแม้เราจะทำให้อุดมคติเป็นจริงไม่ได้ (ด้วยเหตุผลหลักคือ การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัย คนที่มีอำนาจสูงสุดไล่ลงมา อำนาจในปัจจุบันคือเงินของพวกนายทุนที่อาจจะเหนือกว่ารัฐของประชาชนแล้ว ประชาชนจะมีอำนาจติดตัวอย่างเดียวก็คือกำลัง..) แต่เราก็น่าจะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นได้ ถ้าเราคิดอะไรอย่างมีสติ อย่าใช้อคติตัดสินคนอื่นง่ายๆ (บางทีการที่ผมวิจารณ์พวกบ้าแฟชั่นเสียๆหายๆ อาจเป็นเพราะความไม่มั่นใจในการแต่งตัวของตัวเอง และกลัวสายตาของพวกเขาเหล่านั้นจะดูถูกผมก็ได้ และนี้ก็คือการตัดสินจากภายนอกอีกแล้ว) สติสำคัญอย่างยิ่งที่จะคอยควบคุมเราไม่ให้ระเบิดออกมา

ทำอย่างไรที่จะยอมรับความต่างในโลกที่นับวันจะต่างกันมากขึ้นทุกที (พูดในแง่ของชนชั้น เงิน และอำนาจไม่ใช่ความต่างในแง่ตัวตนเพราะทุกวันนี้เราเหมือนกันมากขึ้นกว่า500ปีที่แล้วมาก เราอาจจะเปลี่ยนให้ต่างก็ต่อเมื่อกระแสมันมาเปลี่ยนเรา!) เพราะสิ่งพื้นฐานที่จะทำให้โลกเราปลดเปลื้องความทุกข์จากความเป็นจริง ให้เข้าใกล้อุดมคติมากขึ้นก็คือ การที่เรามีสติคิดอย่างรอบคอบรอบด้าน ควบคุมตัวเองไม่ให้คิดว่าตัวเองเหนือกว่าหรือต่ำกว่าใครได้ เพราะสำนึกถึงความเหนือกว่าต่ำกว่า จะทำให้เรามีแต่ความทุกข์ ขอให้คิดว่าโลกนี้แม้จะไม่แฟร์ จริงๆ แต่เราก็สามารถที่จะเท่าเทียมคนอื่นได้ แม้แต่ในส่วนที่เล็กที่สุด คือในความคิดเราเอง ถ้าความสามารถที่จะควบคุมตนเองของมนุษย์อุบัติขึ้น จาก1 เป็น2 3 4  จนทำให้โลกทั้งโลกสามารถคิดได้ว่าเราทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน แม้จะต่างกันก็ตามแล้ว นั้นก็จะกลายเป็นพื้นฐานที่ต่อยอดไปสู่อุดมคติในเรื่องของความเท่าเทียมกัน ของมนุษย์อย่างจริงๆจัง และไม่แน่ สักวันนึงมนุษย์อาจจะหลุดออกจากพันธนาการทั้งมวล ไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพจริงๆ หรือ anarchy ก็ได้ (ขอให้คิดถึงความหมายของคำนี้ในแง่ขอเสรีภาพไมใช่ความโกลาหล) และเมื่อนั้นมนุษย์อาจจะประเสริฐจริงๆอย่างที่คิด


ปล. เรื่องความเท่าเทียมกันนั้นเป็นแค่อุดมคติตั้งแต่คุณยกมือไหว้ผู้อาวุโสแล้ว

ปล.2 ขออภัยที่เขียนงง บางจุด เพราะเขียนไปแล้วชอบเสียสมาธิคิดเรื่องอื่น !!!!!!??????

ตุลาคม 23, 2008

โง่!!!

Posted in ปรัชญา tagged ที่ 7:23 pm โดย abdunng

“โง่”เป็นคำที่หลายต่อหลายคนได้ยินมาจนนับครั้งได้ไม่ถ้วน ความหมายก็เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าคำนี้นั้นหมายความว่ายังไง เป็นได้ทั้งคำด่า คำธรรมดาสามัญทั่วไป หลายๆคนก็เคยใช้ในการด่าว่าหรือถูกด่าว่ากลับมาบ้าง เชื่อว่าทุกคนบนโลกน่าจะโดนคำๆนี้เสียบแทงแล้วทั้งนั้น

สำหรับผมคำว่าโง่นั้นมีได้สองความหมายที่ไม่ใช่ความหมายแท้ๆตามพจนานุกรมนะครับ แต่เป็นความหมายที่ตัวผมเข้าใจด้วยตัวเอง ผมมองว่าทุกคนบนโลกนั้นย่อยมีความโง่ส่วนตัวตั้งแต่เกิดจนตายโดยจะไม่มีวันที่จะขจัดความโง่นี้ไปได้

ทุกคนล้วนแล้วแต่โง่ทั้งสิ้น จะโง่มากโง่น้อยก็แต่ละคน และในการขัดเกลาความโง่ให้น้อยลง หรือฉลาดขึ้นแต่ละคนก็มีกรรมวิธีแตกต่างกันไป

ผมแบ่งความโง่ไว้2แบบ

แบบที่หนึ่งคือความโง่เพื่อการเรียนรู้ คนที่อยู่ในส่วนนี้จะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นยังรู้ไม่พอ สิ่งที่รู้มายิ่งทำให้รู้ตัวว่าตัวเองโง่แค่ไหน และจะยอมรับในความโง่ ของตัวเอง พยายามหาทางเพิ่มพูนและเสริมความรู้มากขึ้น หรือไม่ก็เลิกเลย เมื่อรู้ตัวก็เลยเลิกความพยายามในการทำให้ตัวเองโง่น้อยลงเพราะยังไงเรียนไปเราก็ยังไม่รู้ทั้งหมด และโดนด่าได้เรื่อยๆ

ส่วนแบบที่สองก็คือโง่แบบดักดาน แบบว่าจะไม่รู้ตัวว่าโง่ และจะยืนกรานในสิ่งที่ตนเองเชื่อโดยไม่พยายามหาข้อพิสูจน์ว่ามันจริงหรือไม่จริง บางคนก็ไม่เรียนเลยจะปล่อยให้ตัวเองโง่ไปเรื่อยๆไม่พัฒนาตัวเอง

มันอาจจะฟังดูไม่ให้แรงขับดันเท่าไหร่ แต่ผมว่าค่อยข้างเป็นแรงขับดันเลยแหละ

ขับดันในทางลบ 

ผมเชื่อว่าถ้าเรายอมรับว่าเรายังด้อย อยู่ ยังไม่เก่งพอ ยังโง่อยู่ก็จะยิ่งทำให้เราพัฒนาตนเองได้เร็วขึ้นถ้ารับต่อสิ่งนี้ได้

ตุลาคม 15, 2008

นิทานจันทรา

Posted in ปรัชญา, เรื่องสั้น tagged , , , , , ที่ 11:51 pm โดย pakornkrit

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว

มีดาวอยู่ดวงหนึ่ง ที่มิได้เป็นดวงบริวารของดาวดวงใด

ดาวดวงนั้นมีลักษณะเด่นคือ แสงขาวนวลที่สุกสว่างเต็มใบตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นที่หมายปอง และที่อิจฉาจากหมู่ดาวดวงอื่นๆ มากมาย

เพราะความงดงามสีขาวนวลนั้น หาดาวไหนๆเทียบได้ไม่มี

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว

ดาวดวงนั้นกลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย

“ไฉนเลย ฉันจึงไม่มีเพื่อนแม้ซักคน” ดาวดวงน้อยรำพึงกับตนเองอยู่บ่อยครั้ง

จนอยู่มาวันหนึ่ง

มีดาวตกดวงหนึ่ง ร่วงลงกระแทกสู่พื้นผิวดาวดวงน้อย

ดาวดวงน้อยได้เห็นดาวตกที่เดินทางผ่านหมู่ดาวมามากมาย จึงคิดว่า ดาวตกอาจจะมีคำตอบในสิ่งที่ตนสงสัย

จึงได้ลองเอ่ยถามกับดาวตก ถึงสาเหตุแห่งความโดดเดี่ยวของตน

“ท่านดาวตก ท่านพอจะตอบข้อสงสัยของข้าสักข้อนึงได้หรือไม่”

“ตัวข้านั้น เดินทางมาทั่วทั้งจักรวาล ไ่ม่มีสิ่งใดที่ข้าไม่ล่วงรู้ เชิญเจ้าถามมาได้เลย” ดาวตกตอบ

“ข้าอยากทราบว่า ไฉนเลย จึงไม่มีดาวดวงไหนโคจรเข้ามาใกล้ตัวข้าได้เลย”

“ดาวต่างๆที่พยายามโคจรมาใกล้ข้า กลับสิ้นแสงลงแทบทั้งสิ้น”

“ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด”

ดาวตกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่น

“สาเหตุนั้น ตัวเจ้าเองนั้นก็น่าจะรู้อยู่แล้ว”

“เหตุที่ดาวต่างๆพลันสิ้นแสงเมื่อพยายามเข้าใกล้เจ้านะหรือ”

“นั้นก็เพราะว่า ดาวเหล่านั้นถูกแสงของเจ้าบดบังจนหมดสิ้นยังไงล่ะ”

ดาวดวงน้อยเมื่อได้ทราบความจริงดังนั้น ก็พลันปรากฎความเศร้ามากมายเกาะกุมไปทั่วทั้งใบหน้า

ดาวตกเพ่งมองความเศร้าของดาวดวงน้อยอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วจึงเอ่ยออกมาว่า

“แต่ก็พอจะมีวิธีอยู่บ้าง”

“จริงหรือท่าน!”

“แต่ทว่า เจ้าก็ต้องสูญเสียบางอย่างไป เป็นการแลกเปลี่ยนเช่นกัน”

ดาวตกเว้นช่วงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยต่อ

“เจ้ายังต้องการจะฟังต่ออีกหรือไม่”

“ข้าต้องการจะฟังต่อ” คำตอบที่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงที่ดูหนักแน่นขึ้นกว่าแต่ก่อน

“วิธีการมีอยู่่ว่า ให้เจ้า ไปเป็นดาวบริวารของดาวใดซักดวงนึง”

“เมื่อนั้นแล้วเจ้าก็จำต้องโคจรตามแรงโน้มถ่วงของดาวดวงนั้น”

“และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าโคจรไปอยู่ด้านหลังดาวดวงนั้น”

“แสงอาทิตย์ก็จะไม่สามารถส่องมาถึงตัวเจ้าได้”

“เมื่อนั้น หมู่ดาราต่างๆก็สามารถเข้ามาใกล้เจ้าได้ โดยมิถูกแสงของเจ้าบดบัง”

“ทว่า สิ่งที่เจ้าต้องสูญเสียไปเป็นการแลกเปลี่ยนนั้นก็คือ พลังของตัวเจ้าเองก็จะอ่อนแรงลงเช่นกัน”

“ยิ่งพลังของเจ้าอ่อนแรงลงมากเท่าใด หมู่ดาวเหล่านั้นก็สามารถเข้าใกล้เจ้าได้มากขึ้นเท่านั้น”

“ได้ฟังเช่นนั้นแล้ว เจ้ายังยืนยันคำตอบเดิมอยู่หรือไม่”

สิ้นเสียงคำถามของดาวตก ก็ปรากฎคำตอบจากดาวดวงน้อยขึ้นแทบจะในทันที

คำตอบนั้นก็คือ

“……….”

กันยายน 19, 2008

เรื่องราวการเคลื่อนตัวของเม็ดฝนบนกระจก

Posted in บทกวี, ปรัชญา tagged , , , , , ที่ 1:20 am โดย pakornkrit

ฟากฟ้ากว้างใหญ่

บรรจุซึ่งเมฆทึมเทา

ส่งเสียงคำรามดั่งราชสีห์แห่งพงไพร

ละอองความชื้นถูกดูดดึง

ด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลแห่งมวลอากา๋ศ

พลันกลุ่มก้อนทึมเทาที่เคยบางเบา

กลับแน่นหนักและหนาทึบขึ้น

จากสีสันแสนขาวนวล

บัดนี้ หลงเหลือเพียงความหมองหม่น

ละอองความชื้นยังคงถูกดูดดึง

โดยปราศจากซึ่งเรี่ยวแรงต่อต้านใดๆ

ราวกับยินดีกับการถูกดูดดึง

เมื่อการรวมตัวเกิดขึ้นในปริมาณที่เพียงพอ

หรือพูดให้ถูก ในปริมาณที่มากเกินไป

การระเบิดครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น ณ กลางฟากฟ้า

แทบจะทันทีที่การระเบิดกำเนิดขึ้น

ละอองน้ำมากมายก็โปรยปรายลงสู่พื้นดิน

ราวสัตว์ป่าที่ถูกกักขังมาเป็นเวลานาน

ถูกปลดปล่อยตัวสู่อิสรภาพ

ดิ่งลง

กระทบพื้นผิว

แหลกสลาย

กลายเป็นไอ

ระเหย

ลอยสูงขึ้น

กลับสู่ฟากฟ้า

ดังเดิม

รอคอยเพียง

การดูดดึง

เพื่อกลับมา

ร่วงหล่น

ครั้งแล้ว

ครั้งเล่า

กรกฎาคม 28, 2008

belief and faith

Posted in ปรัชญา tagged , ที่ 7:38 pm โดย abdunng

ความเชื่อ

เห็นหัวข้ออย่าเพิ่งคิดว่าหัวข้อนี้เกี่ยวกับเพลงของพี่ตูน bodyslamนะครับ

หัวข้อที่ผมนำมาเขียนในวันนี้คือ ‘อะไรคือความเชื่อ’

เชื่อว่าหลากหลายบุคคลที่แวะเวียนเข้ามาในบล็อกแห่งนี้ต่างก็มีความเชื่อกันแทบจะทั้งนั้น บ้างก็มีความเชื่อในหลากหลายเรื่อง บ้างก็มีความเชื่อแค่เรื่องเดียว ตัวผมเองก็มีความเชื่อไม่มากไม่น้อยไปกว่าใครๆ

ความเชื่อในที่นี้หมายถึงอะไร ?

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งไม่นานมานี้ เค้าอธิบายความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะจับต้องได้ ถ้ามันสามารถที่จะจับต้องหรือพิสูจน์ได้สิ่งนั้นก็จะไม่เรียกว่าความเชื่ออีกต่อไป แต่จะเรียกว่าข้อเท็จจริง

เช่นเดียวกับสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าว่ามันไม่เป็นจริง แต่คนก็ยังเชื่อกันอยู่ดี

ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับข้อมูลที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้

แล้วคำว่าศรัทธาละมันหมายความว่าอย่างไร ?

ตัวผมเองก็ไม่ได้เรียนมาทางด้านภาษาศาสตร์ หรือปรัชญาแต่อย่างไร แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า(เพราะผมยังไม่รู้ว่จริงไม่จริง)คำสองคำนี้ไม่ต่งกันมากมายอะไร อาจะต่างกันในส่วนปลีกย่อยแต่โดยภาพรวมแล้วมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย

แล้วผมควรจะมองตรงจุดไหนดีละ ตรงส่วนปลีกย่อย หรือภาพรวม

แล้วคุณ คนที่ผ่านไปผ่านมาคิดว่าไงบ้างครับกับความหมายของคำว่า ความเชื่อ กับ ศรัทธา ไม่จำเป็นต้องคัดลอกหรือให้ตรงกับหลักวิชาการนะครับ แต่อยากรู้ว่าโดยส่วนตัวแล้วคิดกันยังไงนะครับ

พฤษภาคม 11, 2008

the end

Posted in ปรัชญา tagged , ที่ 12:25 am โดย abdunng

ผมเคยคุยกะเพื่อนคนหนึ่งไว้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเพื่อนผมเป็นคนเริ่มต้นบทสนทนาที่คนทั่วไปคงได้ผ่านการสนทนาแนวนี้มานักต่อนักแล้วนั่นคือ จุดจบของคนคือเมื่อไหร่

หลายคนนึกถึงเมื่อเราสิ้นใจ แต่สำหรับผม ผมเชื่อว่าจุดจบของเรานั้นคือ “เมื่อเรานั้นหมดความฝันโดยสิ้นเชิง” ซึ่ง การที่คนเราจะหมดไปได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย หลายคนอาจจะบอกว่า ฉันก็ไม่ได้มีความฝันอะไรแล้วชีวิตฉันก็ไม่เห็นจะจบลงเลย ผมไม่เชื่อครับว่าคุณหมดความฝัน อย่างน้อยก็ยังในเรื่องของการอยากได้เงินเดือนสูงๆ อยากมีใครมารักบ้าง อยากจะเดินทางไปที่ไหนต่อไหน และอีกมากมายล้วนแต่ก็คือความต้องการ ซึ่งผมขอเรียกว่าความฝัน ถึงแม้บางคนจะไม่สามารถทำความฝันหลักให้เป็นจริงไปได้ แต่ความฝันรองๆลงมาก็ยังคงมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งแต่ละบุคคลก็สร้างมันออกมาเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว

ดูตัวคุณเป็นต้น

ซึ่งการหมดความฝันมีอยู่หลายอย่าง บางคนหมดไปโดยทำได้หมดแล้วซึ่งนั่นอาจจะยังไม่ทำให้เค้าจบชีวิตลง แต่บางคนหมดไปเพราะโดนทำลายบ้าง เลิกล้มเองบ้าง หรือไม่กล้าทำเองก็มี และคนเหล่านั้นผมเชื่อว่ามีชีวิตที่ไม่มีความสุขจนไม่น่าจะเรียกว่าชีวิตเท่าไหร่ และก็ยังมีอีกอย่างก็คือความฝันหลักโดนทำลาย และทำให้บุคคล คนนั้นไม่สมารถที่จะมองเห็นความฝันอย่างอื่นจนกระทั่งตัดสินใจทำเรื่องที่ไม่น่าทำอย่างการ ฆ่าตัวตาย

ชีวิตของคนเรายังไม่จบหรอกถึงแม้ความฝันหลายๆอย่างของคุณโดนทำลาย ปู้ยี่ปู้ยำ หรือแม้กระทั่งโยนทิ้งไปเอง แต่ถ้าคุณไม่ยอมแพ้กับชีวิตการที่คุณจะสร้างความฝันใหม่ๆออกมาเพื่อไล่ตามก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย แม้คนอื่นจะหาว่าคุณจับจด อ่อนแอ หรืออะไรก็ตาม ถ้ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วคุณควรจะปกป้องและทำมัน และดีไม่ดีมันอาจจะพาคุณกลับมายังความฝันอันเก่าที่ยังไม่ขึ้นสนิมก็เป็นได้

life is what you made it out from your dream

หน้าต่อไป