ธันวาคม 13, 2008

การอ่านใจ

Posted in นอกเรื่อง, สังคม, เรื่องสั้น ที่ 10:30 pm โดย PP@UL

สำหรับผมนะ การอ่านใจผมคิดว่าเป็นสิ่งหรือความสามารถพิเศษที่ใครนั้นก็อยากมี เพราะการที่เรา
อ่านใจคนอื่นได้  มันก็อาจจะช่วยทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น เราจะสามารถได้ยินความคิดของคนอื่นที่อยู่รอบๆตัวเราอะไรที่เป็นจริงออกมาในขณะที่เค้าคุยกับเราหรือไม่ก็ตาม ซึ่งต่างจากคำพูดที่คนเค้าพูดกับเราอีกอย่างนึง ปากกับใจไม่ตรงกัน แต่บางครั้งการอ่านใจนั้นบางครั้งมันก็อาจจะเป็นเรื่องที่เราเองนั้นไม่อยากจะรับรู้ บางครั้งมันก็เป็นเสียงที่ก้องอยู่ในหัวว่าคนนั้นคิดอะไรคนคนนู้นคิดอย่างไร แต่ผมคิดว่าการอ่านใจคนอื่นได้นั้น มันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์ซักเท่าไหร่ เพราะถ้าเกิดมนุษย์ทุกนะสามารถอ่านใจคนอื่นได้คงไม่มีใครอยากจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรอก นั้นก็เพราะมนุษย์อยู่ด้วยกันได้ด้วยการโกหก การที่เรานั้นไม่รู้ความคิดของคนอื่นมันจะเป็นการดีซะกว่า เพราะคนที่จริงใจจริงๆ พูดได้ตรงอย่างที่ใจคิดนั้นหายากนะครับ ในโลกนี้

โฆษณา

พฤศจิกายน 7, 2008

ขวานเปื้อนเลือด

Posted in บทกวี, สังคม tagged , , , , , ที่ 10:53 pm โดย pakornkrit

ธงชาติพริ้วไหว

โบกสะบัด

บนยอดตึกสูง

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

ร่างกายมากมาย

เบียดเสียด

อัดกระแทก

เสียงไม่โครโฟนยังคงดัง

—–

ห่ากระสุน และคมมีด

โต้ตอบไปมา

ดั่งคำทักทาย

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

เลือดในกาย

สาดกระจาย

ไหลอาบพื้น

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

อวัยวะมากมาย

ฉีดขาด

หลุดลอย

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

เสียงโอดครวญ

ก้องกังวาน

สอดประสาน

เสียงไมโครโฟนยังคงดัง

—–

น้ำตาโศกา

ไหลริน

เจิ่งนอง

เสียงไม่โครโฟนยังคงดัง

—–

ซากศพมากมาย

ทับถม

ศพแล้ว ศพเล่า

เสียงไม่โครโฟนยังคงดัง…

พฤศจิกายน 1, 2008

เมื่อฟ้าสีเดียวกัน

Posted in สังคม tagged ที่ 2:46 pm โดย lljtheone

อย่าแปลกใจ หากก่อนออกจากบ้านคุณต้องคอยเช็คสีเสื้อของคุณให้แน่ใจก่อนว่า ไม่ได้ใส่สีแดง แม้แตเสื้อสีเหลือง ซึ่งแต่เดิมแต่แรกเริ่มนั้น คนใส่เพื่อแสดงความรักความจงรักภักดีต่อในหลวง แต่ตอนนี้ผมต้องแปลกใจเมื่อพบว่าคนใส่เสื้อสีเหลืองตามท้องถนนทั่วไปนั้น น้อยลงมาก เพราะความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันไปไกลถึงขั้นสถาปนาเป็นสถาบัน แบบ 2 ขั้วที่แย่งชิงอำนาจกันอยู่ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นฝ่าย ขวาใหม่แบบไทยๆ และ ฝ่ายซ้ายใหม่แบบไทยๆได้ ซึ่งถ้าเราเปลี่ยนสีสถาบันเหล่านี้ให้เป็นพรรคการเมือง และจัดการสร้างระบบที่เป็นธรรมและยอมรับได้สำหรับทั้ง2ฝ่ายขึ้นมา เพื่อให้ความขัดแย้งและการแข่งขันแย่งชิงอำนาจเป็นไปตาม “เกมที่อยู่ในกติกา” ที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าแพ้เมื่อแพ้ แต่ฝ่ายที่ชนะก็ต้องไม่หยามในศักดิ์ศรีของผู้แพ้ (จริงๆการเมืองอเมริกาก็มีอารมณ์คล้ายๆไทยในด้านความแตกต่างระหว่างเสียงชนบทของrepublicanกับเสียงคนเมืองของdemocratเหมือนกัน แต่พวกเขาไม่ออกมายึดทำเนียบ! หรือจัดตั้งกองกำลังมาขู่ทำร้ายอีกฝ่าย!) การรู้จักแพ้-ชนะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ผู้แพ้ในระบอบนี้ก็สมควรมีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องบางเรื่องด้วย เพราะการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่ใช่การมอบอำนาจสูงสุดให้ผู้ชนะ แต่เป็นเพียงการบอกว่าความคิดแบบของผู้ชนะตอนนี้เป็นส่วนใหญ่ของสังคม ไม่ใช่ทั้งหมดของสังคม

ดังนั้นการตัดสินใจใดๆก็ตาม ก็ต้องฟังความคิดของผู้แพ้ที่มีความคิดที่ต่างไปในการพัฒนาประเทศ ถ้าเราสามารถรักษาอุดมการณ์ของแต่ละฝ่ายไว้ได้โดยไม่ก้าวก่ายเหยียดอุดมการณ์ของอีกฝ่ายว่า เป็นของพวกชั้นต่ำ หรือเป็นพวกฝ่ายขวาต้องการล้มล้างประชาธิปไตยโดยรัฐประหาร

….

ที่ผมพูดถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ เพราะผมรู้สึกปวดใจเหลือเกิน เมื่อได้ยินใครก็ตามที่เรียกฝ่ายเสื้อสีแดงว่าเป็นพวกชั้นต่ำที่หัวรุนแรง และเป็นพวกโดน “ซื้อ” มาซะทุกคน และบอกว่าฝ่ายพันธมิตรมีแต่พวกเดิน emporium!….. (แม้ต้องยอมรับความจริงว่าฝ่ายเสื้อสีแดงชอบสร้างข่าวก่อความรุนแรง ดูไม่ค่อยปัญญาชนมากนักก็ตาม) การเหมารวมอีกฝ่ายเปนตัวการสำคัญที่สร้างความแตกแยกเป็น2ฝ่าย อย่างชัดเจนในประเทศไทยขึ้นทุกที ไม่รวมถึงผลกระทบหลัง7ตุลา ที่เกิดการไร้จรรยาบรรณในวิชาชีพขึ้นไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม

ในอีกด้านนึง การใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มที่จะรุนแรงขึ้นทุกทีๆ … (พวกที่ทำเนียบมันได้ค่าจ้าง เกณฑ์มากจากต่างจังหวัดทั้งนั้น!พวกที่ราชมัง ก็โดนคนจากต่างประเทศเขาซื้อหมดแล้ว!) ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะมีบางส่วน แต่การขยายให้มันดูเกินจริงได้สร้างความเข้าใจแบบผิดๆให้กับสังคม ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากเขามีอุดมการณ์แบบบริสุทธิ์ในแบบของเขา ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆ เหมือนในระดับของผู้นำ

แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับเป็นเหยื่อของความรุนแรงแทน!

และเป็นเหยื่อในการถูกหยามเหยียด

เป็นเหยื่อของความขัดแย้งระหว่างกัน แม้แต่ในครอบครัว เพื่อนฝูง คนจำนวนมากในไทยเวลานี้ครับ มีสีติดตัวคนละสี และไม่ต้องการสีอื่นใด การจะผสมให้เปลี่ยนสี หรือการเจรจาให้ยุติ นั้นเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกินแล้ว ถ้าตราบใดผู้นำของแต่ละฝ่ายยังคงเล่นการเมืองกันโดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่ถูกต้องต่อไป (ไม่ว่าจะการให้ข่าวปลุกระดม หรือแผนซ้อนแผนของแต่ละฝ่าย) ทุกคนบอกว่ารักชาติ เหมือนกัน ผมเชื่อครับ แต่ในระดับผู้นำที่ก่อปัญหาขึ้นมานั้น ยังต้องตั้งข้อสงสัยอยู่ว่าจริงหรือเปล่า

สีแต่ละสีอาจจะรักชาติในแบบที่ไม่เหมือนกัน แต่เราก็รักชาติเหมือนกัน อย่าปล่อยให้ข้อหาไม่รักชาติ ไม่รักสถาบันมาทำลายกันอีกเลยครับ เรามาหาทางสร้างระบบใหม่ที่เป็นธรรมกันทั้ง 2 ฝ่ายดีกว่า แน่นอนแม้ทั้ง2ฝ่ายต่างตั้งเป้าจะทำลายระบบของอีกฝ่ายให้สิ้นซากกันทั้ง2ฝ่าย เปรียบเสมือนการรีเซตระบบให้เป็นในแบบที่ตนคิด แต่เราทำลายคนในระบบอีกฝ่ายไม่ได้หรอกครับ เราต้องอยู่ร่วมกัน การถอยความคิดความเชื่อเราให้เข้ามาอยู่ตรงกลางมากขึ้น (ในแง่ของความซ้ายขวาที่จัดจ้านเสียเหลือเกิน)

อย่าคิดอะไรที่มันเว่อเกินไป เป็นความเป็นจริงมากขึ้น แล้วเราหันมามองในแง่ของผลประโยชน์ของประชาชนในชาติดีกว่า (ไม่อยากใช้คำว่าของประเทศ เพราะมันนามธรรมและเอามาอ้างได้กันทั้ง2ฝ่าย) ระบบที่ดีคือระบบที่ทุกคนยอมรับ และการที่ทุกคนจะยอมรับ เราจะให้คนที่ได้อำนาจสูงสุดมาเปลี่ยน(รัฐบาล) ก็คงจะไม่มีความยั่งยืน พอวันเวลาผ่านไปก็เกิดรัฐประหารอีก แต่ถ้าเราหันมาตกลงกันจริงจัง เลิกเล่นการเมือง มองความเป็นจริง ไม่สุดโต่ง แล้วตกลงกันได้จริงๆ ความมั่นคงมาแน่ครับ และผมเชื่อว่าเราจะไม่เจอรัฐประหาร หรือความขัดแย้งที่ระบบจัดการไม่ได้อีกนาน เพราะทุกคนพูดได้ว่าเป็นระบบที่ทุกฝ่ายยอมรับแล้ว

เมื่อนั้นท้องฟ้าในประเทศของเรา ประชาชนทุกคนก็จะเห็นเป็นสีๆเดียวกัน อาจจะต่างกันแค่ความคิดที่ระบบจัดการได้เท่านั้นเอง…

ปล. แม้จริงๆแล้วผมจะมีอุดมการณ์ของผมอยู๋ แต่ผมไม่เลือกสี เพราะสีไม่ใช่อุดมการณืของผมแต่เป็นของคนๆอื่นไม่กี่คน! ไม่มีใครเลือกสีให้ผมได้หรอกครับ

ปล. การที่บอกว่าประชาชนในชนบทไม่รักชาติ สถาบัน ถูกซื้อเสียงได้นั้น เพราะเขาไม่มีการศึกษาจึงไม่รู้ แล้วทำไมเราจึงไม่ให้การศึกษาเขาละครับ ไปเหยียดหยามเขาแล้วเขาจะเข้าใจอะไรมากขึ้นหรือไง แต่อีกแง่นึง คนพวกที่ได้รับการศึกษาอาจจะไม่ใช่พวกที่ฉลาดเสมอไปก็ได้ เพราะระบบการสร้างความคิดเชื่อในการศึกษาไทยกับสื่อไทย ก็ครอบงำคนมีการศึกษาจนหลงมัวมายได้เหมือนกันคนชนบทอาจจะถูกซื้อเสียง (ซึ่งผมเชื่อว่าการซื้อเสียงตรงๆนั้นแทบไม่มีแล้ว แต่น่าจะเป็นการให้ความอุปถัมป์ดูแลมากกว่า จากที่เคยได้คุยกับเพื่อนต่างจังหวัดมา เขาบอกว่าเขาเลือกคนในพรรคนั้น เพราะได้รับประโยชน์เวลามีปัญหาโดย คนของพรรคนั้น ก็ต้องแก้ที่ระบบที่คุ้มครองประชาชนครับ มันโหล่โท่ย เช่น ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ของเรา ไปด่าคนชนบทเขา ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก) แต่เขาก็ได้ผลประโยชน์ที่ถึงตัวพวกเขา แล้วคนเมืองละครับทำเพื่ออะไร หรือใคร อย่าลืมนะครับ การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคม ไม่ใช่ให้ใครคนนึง (ผมแสดงอุดมการณ์ของผมไปซะแล้ว)

ตุลาคม 29, 2008

สิ่งที่เรียกว่าอุดมคติ

Posted in ปรัชญา, สังคม tagged ที่ 11:44 pm โดย lljtheone

อุดมการณ์ ความคิดบางอย่างบางเรื่อง แม้ฟังดูดีเหลือเชื่อ สร้างความหวังในการปลดปล่อยความทุกข์ของมนุษยชาติให้หลุดพ้นไปมากเพียงใด (เป็นเรื่องน่าขำ ที่ประโยคนี้เมื่อได้อ่านทีไร ก็ต้องนึกถึงความเป็นอุดมคติทุกที) แต่ยิ่งเราเชื่อมั่นในมันมากเท่าไร กลับกลายเป็นว่า เราถูกคนรอบข้างมองว่าเราเพ้อฝัน ยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์บางอย่างจนหลุดโลก ไม่คิดถึงตามหลักความเป็นจริง

ตัวอย่างที่เป็นได้ชัดที่สุดในเรื่องนี้คือ ความคิดเกี่ยวกับ สังคมในอุดมคติ ที่เราทุกคนเท่าเทียมกัน หรือสังคมแบบ utopia คำว่าเท่าเทียมกันนี้ ผมไม่อยากจะให้นึกถึงเรื่องสิ่งของที่เท่ากัน อำนาจ หน้าที่ กำลัง ที่เท่ากันเท่าไหร่ เพราะสิ่งเหล่านี้มันแปรผันตามซึ่งกันและกัน เมื่อมีหนึ่งอย่างก็ต้องมีอย่างที่2 3  ต่อไปเรื่อยๆ แม้แต่เรื่องหน้าตาที่หล่อสวยเท่ากัน ก็เป็นเรื่องของอุดมคติโดยแท้ แต่อุดมคติในแง่นี้ถึงแม้คนมากมายจะฝันถึง (สำหรับคนเหล่านั้นที่ฝันถึงมักจะมีความทุกข์ที่ใหญ่หลวงอยู่ในใจจึงมีความ ต้องการเป็นพิเศษกว่าคนอื่นในบางเรื่อง) แต่คนจำนวนมากที่ผมพบปะมา เมื่อถามถึงเรื่องความเท่าเทียมกัน ความเห็นที่คนส่วนใหญ่เรานั้นตอบมัก จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ไม่กระตุ้นให้เกิดอะไรใหม่ๆดีๆในชีวิต เปรียบเหมือนอะไรดีล่ะ จะสวรรค์ก็ไม่เชิง จะนรกก็ไม่ใช่ ไม่ท้าทาย และที่สำคัญ ทำลายความฝันของมนุษย์ และแม้กระทั่งจุดมุ่งหมายในการมีชีวิต

เมื่อผมนำเรื่องนี้มาคิด ก็เกิดคำถามขึ้นว่า ทำไมเราถึงต้องต่อสู้กัน แข่งขันกัน เบียดเบียนกันจะเป็นจะตายเพียงนี้ และที่สำคัญผมสงสัยว่ามนุษย์แท้จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่

เราบอกว่าอยากเท่าเทียมกัน แต่ก็อย่าเท่าเทียมกันมากนะมันน่าเบื่อ

เราบอกอยากได้ความเป็นอิสระเสรี แต่อย่ามากไปนะ เราต้องสร้างรัฐขึ้นมาคุมอีกที

สุดท้ายก็ทำให้ยิ่งไม่เท่าเทียมกัน และถูกกรงขังครอบงำเราอีก ผืนแผ่นดินกว้างๆแห่งนี้ เราจะเดินทางท่องเที่ยว ทำไมต้องขอ visa  สัตว์มันยังท่องเที่ยวไปได้เรื่อยๆอย่างอิสระเสรี แต่มนุษย์กลับถูกกักขัง

จะบอกเหตุผลว่า มนุษย์เมื่อไม่มีพันธนาการควบคุมใดๆแล้ว จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า anarchy เกิดความอลหม่านวุ่นวาย แสดงว่าแม้แต่ตัวเรายังไม่เชื่อมั่นในคุณธรรมศีลธรรมของตัวเราเองเลย

สรุปแล้วมนุษย์คือสัตว์ที่เลวที่สุดใช่มั้ย ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทั้งที่หลงทรนงหยิ่งผยองมาตลอดว่าเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ

สัตว์อื่นๆมันไม่มีรัฐมันยังไม่ฆ่ากันเอง…

หรือเพราะว่ามนุษย์มีแต่กิเลส ตัณหา ซึ้งต้องควบคุมไว้ ความอยากไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ทำให้เราไม่สามารถไปถึงสิ่งที่ใฝ่ฝันหรืออุดมคติได้เพราะมันทำลายจุดมุ่งหมายในชีวิตเราไป

หลังจากพูดถึงเรื่อง อุดมคติ

หรือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ไม่เคยเป็น

และไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงแล้ว

ก็ต้องกลับมาสู่โลกปัจจุบันเวลานี้ ขอแค่อุดมคตินี้เป็นจริงได้แม้แต่ เล็กน้อยก็ยังดี ปัจจุบันเวลานี้ ต้องยอมรับด้วยว่าข้าพเจ้าก็เป็น และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าคนทั่วไปล้วนเป็น (อาจจะยกเว้นคนบ้าบางคน ที่เราเห็นว่าบ้า แต่เขาออาจจะรู้อะไรที่เราไม่รู้ก็ได้จากเรื่องถ้ำของเพลโต”) คือเราทุกคนล้วนมีอคติ ชอบ ตัดสินคนด้วยค่าของความสูงกว่า ต่ำกว่าเสมอ และอย่างที่เป็นสัญชาตญาณด้วย ทุกๆครั้งที่ผมเห็นเด็กนักเรียนในเครื่องแบบ หลังจากที่ผมมองหน้าแล้ว สิ่งต่อไปที่่ผมมองคือสัญลักษณ์โรงเรียนบนอกเสื้อ และหลังจากนั้นโดยอัตโนมัติ ผมจะมีความรู้สึกบางอย่าง เป็นค่าความสูงกว่าต่ำว่า เทียบกับตัวเองโดยทันที ไม่ได้ตั้งใจแต่มันเป็นเอง สิ่งนี้ทำให้ผมฉุกคิด แล้วการเหยียดผิวจะหมดไปจากโลกได้ยังไง เมื่อคนผิวเดียวกันยังเหยียดกันเอง การแต่งกายก็เหมือนกัน เมื่อผมเห็นใครแต่งตัวห่วยๆ แต่งตัวไม่เป็น ผมก็จะเผลอวิจารณ์เขา แต่ไม่ใช่ว่าคนที่แต่งตัวดีกว่าผม ผมจะชื่นชมเขานะ (แล้วแต่เพศด้วย 555) บางทีผมก็คิดบ้างว่าเป็นพวกบ้าแฟชั่น บริโภคนิยม

สรุปแล้ว อะไรที่ต่างจากผม มันแย่ไปหมด (เซ็งความคิดตัวเองเหมือนกัน) การคิดอคติเหล่านี้ ผมเชื่อว่าทุกคนเป็นโดยสามัญสำนึกทั้งนั้น โดยไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร nature หรือ nurture นั้นไม่รู้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีสติคอยควบคุมมันเสมอๆอย่าปล่อยให้เป็นความเคยชิน จนหลงคิดว่าเป็นสิ่งที่จริงแท้ (อย่างพวก นีโอ นาซี ที่จะลอบสังหารโอบาม่า) ถึงแม้เราจะทำให้อุดมคติเป็นจริงไม่ได้ (ด้วยเหตุผลหลักคือ การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัย คนที่มีอำนาจสูงสุดไล่ลงมา อำนาจในปัจจุบันคือเงินของพวกนายทุนที่อาจจะเหนือกว่ารัฐของประชาชนแล้ว ประชาชนจะมีอำนาจติดตัวอย่างเดียวก็คือกำลัง..) แต่เราก็น่าจะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นได้ ถ้าเราคิดอะไรอย่างมีสติ อย่าใช้อคติตัดสินคนอื่นง่ายๆ (บางทีการที่ผมวิจารณ์พวกบ้าแฟชั่นเสียๆหายๆ อาจเป็นเพราะความไม่มั่นใจในการแต่งตัวของตัวเอง และกลัวสายตาของพวกเขาเหล่านั้นจะดูถูกผมก็ได้ และนี้ก็คือการตัดสินจากภายนอกอีกแล้ว) สติสำคัญอย่างยิ่งที่จะคอยควบคุมเราไม่ให้ระเบิดออกมา

ทำอย่างไรที่จะยอมรับความต่างในโลกที่นับวันจะต่างกันมากขึ้นทุกที (พูดในแง่ของชนชั้น เงิน และอำนาจไม่ใช่ความต่างในแง่ตัวตนเพราะทุกวันนี้เราเหมือนกันมากขึ้นกว่า500ปีที่แล้วมาก เราอาจจะเปลี่ยนให้ต่างก็ต่อเมื่อกระแสมันมาเปลี่ยนเรา!) เพราะสิ่งพื้นฐานที่จะทำให้โลกเราปลดเปลื้องความทุกข์จากความเป็นจริง ให้เข้าใกล้อุดมคติมากขึ้นก็คือ การที่เรามีสติคิดอย่างรอบคอบรอบด้าน ควบคุมตัวเองไม่ให้คิดว่าตัวเองเหนือกว่าหรือต่ำกว่าใครได้ เพราะสำนึกถึงความเหนือกว่าต่ำกว่า จะทำให้เรามีแต่ความทุกข์ ขอให้คิดว่าโลกนี้แม้จะไม่แฟร์ จริงๆ แต่เราก็สามารถที่จะเท่าเทียมคนอื่นได้ แม้แต่ในส่วนที่เล็กที่สุด คือในความคิดเราเอง ถ้าความสามารถที่จะควบคุมตนเองของมนุษย์อุบัติขึ้น จาก1 เป็น2 3 4  จนทำให้โลกทั้งโลกสามารถคิดได้ว่าเราทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน แม้จะต่างกันก็ตามแล้ว นั้นก็จะกลายเป็นพื้นฐานที่ต่อยอดไปสู่อุดมคติในเรื่องของความเท่าเทียมกัน ของมนุษย์อย่างจริงๆจัง และไม่แน่ สักวันนึงมนุษย์อาจจะหลุดออกจากพันธนาการทั้งมวล ไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพจริงๆ หรือ anarchy ก็ได้ (ขอให้คิดถึงความหมายของคำนี้ในแง่ขอเสรีภาพไมใช่ความโกลาหล) และเมื่อนั้นมนุษย์อาจจะประเสริฐจริงๆอย่างที่คิด


ปล. เรื่องความเท่าเทียมกันนั้นเป็นแค่อุดมคติตั้งแต่คุณยกมือไหว้ผู้อาวุโสแล้ว

ปล.2 ขออภัยที่เขียนงง บางจุด เพราะเขียนไปแล้วชอบเสียสมาธิคิดเรื่องอื่น !!!!!!??????

ตุลาคม 27, 2008

พูดกันมากขึ้น ฟังกันน้อยลง เข้าใจกันน้อยลง

Posted in สังคม, โฆษณา tagged , , , , , , , , ที่ 9:48 pm โดย pakornkrit

ตุลาคม 18, 2008

point of no return

Posted in บทกวี, สังคม tagged , , , , , ที่ 9:44 pm โดย pakornkrit

ในโลกของเสรีชน

โลกซึ่ง

อัตตา

คมกว่า คมดาบใดๆ

โลกซึ่ง

วาจา

ถูกบรรจุ แทนกระสุนปืน

โลกซึ่ง

ความถูกต้อง

เป็นเพียงข้ออ้าง ของคนฉลาด

โลกซึ่ง

ผู้คน

หิวกระหาย ในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ

โลกซึ่ง

ความสุข

เกิดจาก การเพิ่มความทุกข์ให้ผู้อื่น

โลกซึ่ง

ความจริง

คือความลวง ที่ถูกทำให้จริง

โลกซึ่ง

ชีวิต

ถูกกำหนด จากสิ่งไม่มีชีวิต

มิถุนายน 14, 2008

อุบัติเหตุ

Posted in สังคม, เรื่องสั้น tagged , , , , , , ที่ 11:54 pm โดย pakornkrit

ชั่วโมงเร่งด่วน ณ ถนนแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง รถติดเป็นแถวยาวเหยียด เสียงบีบแตรส่งเสียงประสานกันไปมา ดั่งกำลังบรรเลงอยู่ในวงซิมโฟนีออร์เครสตรา ด้านหน้าของแถวรถที่ติดยาวเหยียดนั้น พบซากรถ 2 คัน ชนกันขวางถนนอยู่ ความรุนแรงของการชนทำให้ชิ้นส่วนรถทั้ง 2 กระจายไปทั่วทั้งถนน จนแทบจะแยกไม่ออกว่าชิ้นไหนเป็นของคันไหน และจากสภาพรถที่เหลือเป็นรูปเป็นร่างอยู่ ระบุได้เพียง รถคันหนึ่งเป็นรถกระบะ สภาพซอมซ่อเต็มที ส่วนอีกคันนั้น เป็นรถหรูป้ายแดงใหม่เอี่ยม และไมใกล้ ไม่่ไกล จากจุดที่รถทั้ง 2 คัน ปะทะกันนั้น เจ้าหน้าที่กำลังนำชาย 2 คน ซึ่งอยู่ในสภาพย่ำแย่ไม่ต่างกันนัก ขึ่นรถเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

—————————————————————-

1000 เมตร

ชายในรถกระบะ กำลังจะเลี้ยวรถออกจากซอยเพื่อจะนำของไปส่ง สังเกตุเห็นรถอีกคันพุ่งมาไกลๆ ด้วยความเร็ว

“จะรีบไปตายห่าที่ไหนของแม่งวะ”

สบถเสร็จก็เหยีบคันเร่ง พร้อมหมุนพวงมาลัย โดยไม่สนใจรถที่กำลังวิ่งมา

“ยังไงกูก็จะไป”

500 เมตร

รถวิ่งเข้ามาใกล้จนสังเกตุเห็นรายละเอียดได้

“โอ้โห ป้ายแดงซะด้วย”

“จะยอมเอารถป้ายแดง มาแลกกับกระบะห่วยๆของกูหรอ”

“นี่กะว่าถ้าแม่งพังอีกคราวนี้นะ รับรอง ได้ขายเป็นเศษเหล็ก”

200 เมตร

ชายในรถกระบะยังคงเหยียบคันเร่ง พร้อมหมุนพวงมาลัยเตรียมเลี้ยวต่อ

รถป้ายแดงยังคงวิ่งมา และไม่มีทีท่าว่าจะลดความเร็วลงแม้แต่น้อย

“มึงไม่กล้าหรอก เดี๋ยวมึงก็ต้องเบรก”

“ใครมันจะโง่เอารถป้ายแดงมาแลกกับเศษกระป๋องวะ”

—————————————————————-

1000 เมตร

ชายในรถป้ายแดงกำลังมุ่งหน้าไปทำงานด้วยความเร่งรีบ สังเกตุเห็นหน้ารถโผล่ออกมาจากปากซอยไกลๆ

“จะรีบไปตายห่าที่ไหนของแม่งวะ”

สบถเสร็จก็เหยีบคันเร่ง โดยไม่สนใจหน้ารถที่ค่อยๆโผล่ออกมา

“ยังไงกูก็จะไป”

500 เมตร

รถวิ่งเข้ามาใกล้จนสังเกตุเห็นรายละเอียดได้

“โอ้โห ยังเสือกวิ่งได้อีกนะ สภาพอย่างนั้น”

“จะยอมเอากระบะห่วยๆ มาแลกกับรถป้ายแดงของกูหรอ”

“นี่พึ่งถอยมาได้ไม่ถึงเดือน ประกันชั้น1 ชนทีมึงหมดตูดแน่”

200 เมตร

ชายในรถป้ายแดงยังคงไม่มีทีท่าจะเหยียบเบรก แต่กลับเหยียบคันเร่งให้จมยิ่งขึ่น

รถกระบะยังคงโผล่หน้ารถออกมา และไม่มีทีท่าจะเบรกแม้แต่น้อย

“มึงไม่กล้าหรอก เดี๋ยวมึงก็ต้องเบรก”

“ใครมันจะโง่เอาเศษกระป๋องมาแลกกับรถป้ายแดงวะ”

0 เมตร

“…..”

มีนาคม 21, 2008

ไร้รส นิยม-tasteless

Posted in ถาม & ตอบ, สังคม tagged , , , ที่ 3:33 pm โดย abdunng

อะไรคือความไร้รสนิยม ใครคือผู้ที่สามารถที่จะตัดสินผู้อื่นได้ว่าคนๆนั้นไร้รสนิยม

ผมไม่รู้หลอกว่าคำว่า”ไร้รสนิยม”จริงๆแล้วนะมันมีบรรทัดฐานในการนำไปใช้กับใคร โอกาศใด และใช้อะไรในการตัดสินบุคคลนั้นๆว่าบุคคลนั้นๆเป็นผู้ไร้รสนิยม

ผมก็เคยใช้ หลายๆครั้งยังเผลอหลุดไปเลย 

จากการที่ผมได้มีโอกาศในการได้คลุกคลีกับบุคคลหลายคนที่ใช้คำนี้ และใช้เองแล้ว ผมจึงบอกได้ว่ากลุ่มคำกลุ่มนี้จะมีคำที่ตามมาด้วยซึ่งก็คือ”เสี่ยว” และ”ลาว” “เสี่ยว”นะผมคิดว่าน่าจะมีความหมายคล้ายๆกับ”ไร้รสนิยม”ซึ่งทั้งสองคำนี้ก็น่าจะมีเป้าหมายในการใช้ตรงกันซึ่งก็คือการดูถูก ดูหมิ่น หรือเหยียดหยามบุคคลที่โดนด่า แล้วคำว่า”ลาว”ละมันมาได้ไงกัน อาจจะเป็นการใช้คำที่มีผลพลอยได้มาจากการเหยียดหยามชาติเพื่อนบ้านเราที่เค้าอาจจะไม่เจริญทางด้านวัตถุเท่าบ้านเรา จึงนำเอาชื่อประเทศเค้ามาใช้เป็นคำปรามาถบุคคลอื่นๆที่ไม่ทำตัวหรือปฎิบัติตนตาม ความคิดของคนที่ใช้คำนี้

ผมก็เคยโดน

แต่คุณคิดว่าเป็นสิ่งที่ฉลาดแล้วเหรอที่จะนำคำเหล่านี้มาว่าคนอื่นที่เค้าแปลก แตกต่าง มันไม่ได้ช่วยให้คุณ หรือผมสูงขึ้นเลยมีแต่ต่ำลง กลายเป็นคนที่มองอะไรแค่เปลือกนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่งโง่มากอะ การดูถูกคนอื่นมันมีแต่จะแสดงให้เห็นว่าสภาพจิตของคุณหรือผมตกต่ำลง

ไอ้คำนี้นะมันก็แค่ใช้ตัวเองเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางไม่ใช่เรอะเหมือนตัวเองแม่งสุดยอดสุดแล้ว ถึงไปด่าคนๆนั้นได้ แต่ผมว่านะถ้าเวลา และสถานที่เปลี่ยนไป คุณนั่นแหละที่เป็นคนที่ “ไร่รสนิยม”…

นี่เป็นความเห็นของกระผมนะพี่น้อง แล้วคุณคิดว่าไอ้คำนี้นะมันคืออะไร มันหมายความยังไง

กุมภาพันธ์ 26, 2008

we do what we see

Posted in สังคม, เรื่องใหญ่ tagged , , , , , , , , ที่ 1:52 am โดย pakornkrit

    

     Everything

is a copy

of everything

of everything

of everything

    

ถ้าคุณอ่านข้อความข้างต้นแล้วรู้สึกคุ้นเคย ก็แสดงว่าที่คุณรู้สึกนั้น ถูกต้องแล้วครับ ข้อความข้างต้น ผมไม่ได้คิดขึ่นมาเอง แต่ ผมได้มาจากการ เห็น (จากหนังสือเรื่อง อิฐ ของนิ้วกลม) และ ทำ (เอามาลงใน blog นี้) ซึ่งทั้ง2กระบวนการนั้น ผมขอเรียกสั้นๆว่า การลอกเลียนแบบ เอ่อ …. ยาวไป น่าจะสั้นกว่านี้ได้อีก การลอก อืม ค่อยดีขึ่นหน่อย

การลอกเป็นกระบวนการหนึ่งที่ เรียกได้ว่า ควบคู่มากับการเจริญเติบโตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ มนุษย์ทุกคนคือ นักลอกเลียนแบบ ผมเชื่อแบบนั้น และวันนี้ ที่นี่ ที่ blog นี้ ผมก็จะนำการลอกนั้นมาใช้ครับ เพราะแค่ขึ่นบรรทัดแรก … อันที่จริงก็ตั้งแต่หัวข้อ ผมก็ลอกเค้ามาซะแล้ว และ เค้าที่ผมลอกมานั้น ก็ไปลอกเค้ามาอีกที และเค้า ก็คงไม่ลอกเค้ามาอีกที เช่นกัน ซึ่งแน่นอน เป็นการลอกที่เกิดจากการ เห็น และ ทำ ครับ

มนุษย์ทุกคนคือนักลอกเลียนแบบ อย่างที่ผมเขียนไว้เมื่อ ไม่กี่บรรทัดก่อน ใช่ครับ และถ้าพูดให้ถูกก็คือ เราทุกคนเป็นนักลอก ตั้งแต่เกิดแล้ว การพูด การคลาน การเดิน การเขียนหนังสือ การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ การวาดรูป การบวกเลข เหล่านี้เกิดจากการลอกทั้งสิ้น ซึ่งก็คือ การเห็น และ ลงมือทำ ทั้งสิ้น ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า กระบวนการแบบนี้แล้ว เค้ามีวีธีอธิบายที่มันเป็น หลักการ มากกว่านี้รึเปล่า แต่ผมจะขออธิบายในแบบของผมดูแล้วกัน

หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่จริง การลอก ไม่ได้เกิดจากการ เห็น เพียงอย่างเดียว บางทีเราลอกจากการฟัง เช่น การแต่งเพลง เป็นต้น หรือกระทั่งการทำอาหาร ก็ไม่ได้เกิดจากการ เห็น แล้ว ทำ แต่เกิดจากการชิม การได้กลิ่น ด้วย ซึ่งตรงนี้ผมก็ไม่เถียง เพราะผมก็เคยเห็นมาบ้าง คนอะไรก็ไม่รู้ ตาก็บอด แต่เล่นเปียโนได้ โคตรเก่ง เพียงแต่ว่า ผมคิดว่า การดู แล้วทำ มันเป็นกระบวนการที่ง่ายที่สุด ก็เท่านั้นเอง

กลับมาที่การลอกต่อ คนบางคนอาจจะพูดว่า การลอกเป็นกระบวนการที่เกิดขึ่นกับเด็กเพียงเท่านั้น เพราะเด็กยังคิดเองไม่เป็น สมองยังไม่ได้รับการพัฒนามากเท่ากับผู้ใหญ่ เลยไม่สามารถคิดเองได้ พอเราโตขึ่น เราก็จะคิดเองเป็น แล้วเราก็จะไม่ลอกอีกต่อไปแล้ว ซึ่งผมว่ามันไม่จริงเท่าไหร่นัก ผมว่าการลอกยังคงมีอยู่ แต่มันเป็นการลอกที่แนบเนียนมากขึ่น เปรียบได้กับการลอกข้อสอบแล้วอาจารย์ไม่สามารถจับได้นั้นเอง (เอ๊ะ ยังไงอยู่) แต่ไม่เพียงแต่อาจารย์เท่านั้นที่จับไม่ได้ กับการลอกที่เกิดขึ่นบางครั้ง แม้แต่ตัวเอง ยังไม่รู้เลยว่า ไอ้ที่ทำไปนั้น มันเกิดจากการลอก ยกตัวอย่าง เอาผมเองแล้วกัน การที่ผมเขียนพวกนี้ออกมา ผมก็คิดว่าสิ่งที่ผมเขียนนั้น เป็นสิ่งที่ผมคิดขึ่นมาเอง ไม่ได้ลอกมาจากใคร แต่คุณบางคนที่เข้ามาอ่าน อาจจะพบว่า ลักษณะการเขียนของผมนั้น มันไปคล้ายๆกับการเขียนของใครหลายๆคนเอามากๆเลย ซึ่งก็จริง แม้ผมจะไม่ตั้งใจจะลอกก็ตาม บางที การลอกมันก็เกิดขึ่นโดยอัตโนมัติ หลายๆครั้ง สิ่งที่เราทำลงไป มันเกิดขึ่นจากสิ่งที่เรา พบเจอ จากในชีวิตประจำวัน จากหนังที่เราดู จากหนังสือที่เราอ่าน จากเพลงที่เราฟัง จากคนที่เราเจอ และอื่นๆอีกมากมายที่ผ่านหู ผ่านตา ผ่านจมูก ผ่านการสัมผัส ของเราที่เกิดขึ่นในวันหนึ่ง

     

ขึ่นชื่อว่าการลอกนั้น ฟังดูเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดี เพราะการลอกเป็นเหมือนกับการขโมยของๆคนอื่น แต่การลอกนั้น ก็แบ่งออกเป็น2แบบ แบบแรกคือ การลอก แบบไม่ได้เติมแต่งอะไรเลย เหมือนกับการลอกข้อสอบ ผิด/ถูก A B C D, เหมือนกับการทำอาหารแล้วเปิดหนังสือทำตามขั้นตอนทุกอย่างเป๊ะๆ(ซึ่งยากเหมือนกัน), เหมือนกับการฝึกคัดไทยตามเส้นประเป๊ะๆ(อันนี้ก็ยาก) หรืออะไรก็ตามที่เราไม่ได้เพิ่มเติมแต่งอะไรของเราเองเข้าไปเลย แบบที่ 2 คือ การลอกแล้วนำมา เอ่อ ผมขอเรียกว่า ประยุกต์แล้วกัน คือเป็นการลอกเพื่อเป็น reference เท่านั้น หรือก็คือ ลอกเพื่อเป็นแนวทาง ซึ่งการลอกแบบนี้ ผมคิดว่ามันเป็นการ “สร้างสรรค์” มากกว่าการลอก แต่เอาเข้าจริงๆแล้วการลอกทั้ง 2 แบบไม่ได้ถือเป็นความผิด กระทั่งการลอกแบบแรกก็ตาม เรื่องผิดอยู่ที่ว่า การลอกแล้วไม่ยอมรับว่าลอกต่างหาก คงเคยเจอมาบ้างนะครับ คนพวกนี้ นักดนตรีที่พูดว่าแนวดนตรีที่ทำนั้นใหม่มาก ไม่ได้ลอกใครมาเลย (ซึ่งเมื่อลองฟังดูแล้วก็พบว่า มันมีส่วนที่เหมือนเพลงนู้น เพลงนี้ เต็มไปหมด) หรือ การแต่งตัวของคนบางคน ที่พยายามทำให้มันไม่เหมือนใคร (ซึ่งก็อีกนั้นแหละ มันก็คือการหยิบเอาหลายๆอย่างมาผสมกันนั้นเอง)

ซึ่งผมไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ คนเหล่านั้น เพียงแต่ผมไม่เข้าใจแค่นั้นเองว่ามันจะมีปัญหาอะไรกับการลอก กับการเหมือนคนอื่น ถ้าการลอกนั้น ถ้าคุณได้นำมันมา เติม แต่ง ตัด ดัด บิด หรืออะไรก็ตามที่ทำให้มันผิดไปจากเดิมแม้เพียงนิดเดียว นั้นก็คือการสร้างสรรค์แล้ว การเป็นตัวของตัวเองกับการปิดหู ปิดตาตัวเอง มันเป็นคนละเรื่องกัน และทั้งๆที่เราๆก็รู้อยู่ว่า การสร้างสรรค์ในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเภท คือ การลอกแล้วนำมาต่อยอด กับ การลอกแล้วนำมาพลิกด้าน เพราะถ้าไม่ลอกแล้ว เราก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาสร้างสรรค์ เหมือนกับว่าเราจะวาดรูปต้นไม้ซักต้น แต่เกิดมาไม่เคยเห็นต้นไม้มาก่อน ไม่รู้ว่ามันรูปร่างเป็นยังไง คุณจะวาดมันได้ยังไง

เพราะฉะนั้นแล้ว การยิ่งเห็นอะไรต่างๆมากๆเข้าถือเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งเห็นมาก ยิ่งทำอะไรได้มาก พูดแบบนี้อาจจะไม่ค่อยเห็นภาพ เปรียบเทียบดีกว่า สมมุติว่า ในสมองคุณคือ ลิ้นชักใส่ของ ใหญ่ๆซักอัน การที่คุณจะหยิบอะไรออกมาจากลิ้นชักนั้นได้นั้น หมายความว่า ตอนแรกคุณต้องใส่อะไรลงไปในลิ้นชักนั้นซะก่อน นั้นก็คือ เมื่อไม่มีอะไรในลิ้นชัก ก็ไม่มีอะไรให้เอาออกมาใช้ ซึ่งการเก็บของเข้าลิ้นชักนั้นแหละคือกระบวนการหนึ่งของการลอก (เห็น+ทำ)

ผมจะขอลอกคำพูดๆนึง ซึ่งผมไปเจอมาจากเวปๆนึง ซึ่งเวปนั้นก็ไปลอกมาจากคำพูดของคนๆนึงมา คนนั้นเค้าชื่อ เปลโต ซึ่งเปลโตจะไปลอกมาจากใครนั้น ผมไม่ทราบได้ เห็นว่าน่าสนใจดี เปลโตบอกไว้ว่า

We do not lern; and what we call lerning is only a process of recollection”

    

เขียนมาตั้งยาว ผมยังไม่ได้พูดถึง วิดีโอ ที่ผมนำมาลงไว้ตอนแรกเลย ไม่ได้ลืมหรอกครับ วิดีโอที่ผมนำมาลงนั้น เป็นโฆษณาทางทีวี ของประเทศ Australia ขององค์กรๆหนึ่ง คล้ายๆกับ องค์กรคุ้มครองเด็กและเยาวชน เนื้อหาของโฆษณาก็อย่างที่คุณเห็นนั้นแหละครับ Children see, Children do บางคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะงง อ่าว แล้วทำไมตอนแรกผมบอกว่า ยิ่งเห็นอะไรเยอะๆยิ่งดี แต่ไหง TVC ตัวนี้กลับบอกว่า เห็นอะไรมากไปก็ไม่ดี เพราะ มันนำไปสู่การลอกเลียนแบบในสิ่งที่ผิดๆ ใช่ครับ สิ่งที่ผิดๆ คำๆนี้เหมือนจะเข้าใจง่าย แต่เอาเข้าจริงๆมันเป็นสิ่งที่เข้าใจยากมาก หลายๆครั้งเรื่องที่ผิดก็ถูกได้ เช่น ตำรวจยิงผู้ร้ายตาย ถามว่าตำรวจผิดมั้ย ผิดอยู่แล้ว ฆ่าคน แต่ถามว่าถูกมั้ย ถูกแฮะ หรือในบางครั้ง เรื่องที่ถูกก็กลายเป็นเรื่องที่ผิดได้ เช่น คุณขับรถอยู่ อยู่ดีๆมีคนวิ่งตัดหน้ารถคุณแล้วคุณเกิดเบรกไม่ทัน ซึ่งใครๆก็รู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ปรากฏว่าคุณผิดฐานฆ่าคนโดยไม่เจตนา นั้นสินะ เรื่องแบบนี้สงสัยต้องไปถามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพราะผมก็ไม่สันทัดซะด้วย กลับมาที่ TVC ต่อ เมื่อลองมาดูดีๆแล้ว ใน TVC ตัวนี้มีประเด็นที่ต่างออกไป เพราะ TVC ตัวนี้นำเสนอว่า สิ่งที่คุณทำ ถ้าไปเบียดเบียนผู้อื่น หรือ ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ว่ากฏหมายจะห้ามหรือไม่ก็ตาม

ตรงนี้น่าสนใจทีเดียว มันทำให้นึกไปถึงคำว่า “จริยธรรม” คำๆนี้พูดง่าย แต่ทำยาก แต่ผมคิดว่ามันมีประสิทธิภาพมากกว่ากฎหมายซะอีก เพราะถ้าเราควบคุมตัวเองได้ ก็ไม่ต้องให้ใครมาควบคุม เปรียบเทียบแล้วเหมือนกับการเร่งปรับหลักสูตรการศึกษา กับการมานั่งเซนเซอร์TV เซนเซอร์หนัง หรือการพยายามปิดตู้ขายบุหรี่ตามร้านขายของชำต่างๆ แล้วก็มีป้ายเขียนว่า ที่นี้มีบุหรี่จำหน่าย ….. ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันต่างกันตรงไหน มันเหมือนกับ คุณกำลังจูงลูกไปเดินอยู่ริมถนน แล้วคุณเห็นรถชนคนตาย มีคนนอนอยู่ คุณจะเลือกทำอะไร ระหว่าง เอามือปิดตาลูก (ซึ่งก็ดันปิดไม่สนิทเสียอีก) กับการ จูงลูกเดินออกมาจากที่ตรงนั้น

มีคำพูดๆนึง ซึ่งผมไปลอกเค้ามาอีกแล้ว อ่านแล้วเห็นภาพดี คำพูดนี้น่าจะเคยได้เห็นกันมาบ้าง

“ให้ปลาเขา 1 ตัว เขามีกิน 1 วัน สอนเขาจับปลา เขามีกินตลอดไป”

สุดท้ายนี้แม้คำว่า จริยธรรม จะดูเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป แต่ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไหนหรอกที่อยากให้ ลูก หลานของเรา เป็นอย่างใน TVC ตัวนี้ วิธีป้องกันนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วครับ

    

Make your influence Positive