พฤศจิกายน 25, 2008

ไม่เกี่ยวกับเรา

Posted in เรื่องเล็ก tagged , ที่ 11:19 pm โดย lljtheone

Onitsukaหรือลาคอสดีวะ สี่พันเท่ากันแลือดกำลังนองลย

เห้ยไปกินเค้กระสุนออกจากปืนกนีลกันมั้ยวะ

อะไรวะหงส์แดงแพ้อีกบ้านเมืองระส่ำแล้วหรอ อ่อนสาดด

ทำไงดีวะคะแนนวิชานี้โการเมืองแตกแยกคดแย่เลย อดเอช้วนแน่เลยกุ

เห้ยมึงเห็นเด็กบัญชีมั้ยวะ โไฟกะลังลุกไหม้กลางท้องถนนคดน่ารักเลย

เลือดคนไทยเป็นสองสี และกำลังนองอยู่บนพื้นถนน

แต่ไระเบิด มือที่สาม อาพีจี ชนบท ขวาใหม่ พลังมวลชน อารยะขัดขืน ประชาธิปไตย การเมืองใหม่ ชีวิตคน ความตายบนถนนม่เกี่ยวกับเรา…..

โฆษณา

พฤศจิกายน 6, 2008

บันทึกความฝัน

Posted in นอกเรื่อง, เรื่องเล็ก ที่ 9:18 pm โดย abdunng

ขอหลบมุมเปลี่ยนเรื่องที่คุยจากเรื่องการตีความหมายของคำ และกลุ่มคำแบบบ้านๆของผมเป็นอะไรที่มันเกี่ยวกับผมมากขึ้น

นั่นคือความฝัน

หลายๆคนก็ต้องฝันกันอยู่แล้ว โดยจากที่ฝังมาสาเหตุของการเกิดฝันนั้น108ประการมากมายนักแล อย่าง การนอนผิดท่าบ้าง ทานอาหารก่อนนอนบ้าง เครียดบ้าง หรือแม้แต่เมา ต่างๆนานา

ไม่ว่ามันจะเกิดมาจากอะไรนั้นความฝันก็ยังคงเป็นอะไรที่ใจเรา สำหรับผมมันกลั่นออกมาจากจิตใต้สำนึกจริงๆเพราะเราไม่ได้มีสติมานั่งทบทวนว่าจัฝันอะไรดี จะไปที่ไหนดี ถ้าได้แบบนั้นคงต้องพาโดเรม่อนมาแล้วละ

โดยสิ่งที่ผมจะเล่า มันก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ที่จะต้องอารัมภบทมากมายอะไรนัก เอาละเริ่มกันเลย

ความฝันที่ผมจะเล่าเรื่องแรกเป็นอะไรที่ปะติดปะต่อแบบไม่ค่อยมั่วที่สุดตั้งแต่ผมฝันมาทั้งหมดเลยก็ว่าได้ซึ่งมันออกจะ จิตๆอยู่นิดหน่อย

ผมฝันว่า เหตุการณ์เกิดเมื่อผมและโรงเรียน(ฝันตั้งแต่มัธยมปลาย)เดินทางไปทัศนะศึกษาที่ต่างจังหวัดซึ่งมีชาวเขา พอเราเข้าไปก็มีพวกผู้ก่อการร้ายออกมาจับตัวพวกเราไว้ สั่งให้พวกเรานั่งยองๆเงียบ แต่ผมคุยกับเพื่อนมันเลยยิงใส่ผม

ไอ้ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้ความฝันอันนี้มันน่ากลัว

ผมโดนยิงที่กลางหน้าผากพอดี

ผมตาย…แต่

วิญญาณมันไม่ออกจากร่าง มันยังคงอยู่ต่อในร่างนั้นเพียงแต่ผมไม่สามารถที่จะบังคับหรือควบคุมร่างกายผมได้เลย  พวกผู้ก่อการร้ายก็ลากผมไปโยนลงหลุมแล้วกลบดินใผม

กระนั้น ผมก็ยังคงไม่สามารถที่จะขยับตัวไปไหนได้เลย ไม่สามารถที่จะกระทำการควบคุมร่างกายได้เลย ผมค้างอยู่แบบนั้นโดยที่ผมยังสามารถคิดอ่านอะไรได้เหมือยนปกติ เมื่อตอนยังเป็นอยู่ทุกอย่าง

พอผมตื่นขึ้นผมจำลายละเอียดโดยหลักได้หมดทุกอย่าง ผมจึงคิดว่า

ถ้าโลกหลังความตายคือสิ่งที่ผมได้ฝันเห็นละมันจะเป็นยังไง

ความตายมันจะสวยหรูเหมือนที่ดูในหนังอย่าง what dream may comes จริงหือเปล่า?

ตุลาคม 14, 2008

นายแพทย์สนุกสนาน

Posted in ขำขัน, เรื่องเล็ก tagged , , , ที่ 6:22 pm โดย pakornkrit

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

บทสนทนาระหว่างผมกับคุณหมอ

หมอ : สวัสดีครับ มาทำอะไรครับ

ผม : มาขอใบรับรองแพทย์ครับ

หมอ : สีอะไรละ

ผม : … อะไรนะครับ

หมอ : ใบรับรองแพทย์ไง

หมอ : แล้วเคยเห็นต้นมันมั้ย

หมอ : รู้มั้ยมันมีใบก็ต้องมีต้น

ผม : …… (อึ้ง)

ตุลาคม 5, 2008

สัมผัสที่ด้านชา

Posted in เรื่องเล็ก tagged , , , , , ที่ 2:57 am โดย pakornkrit

“ดูสิ หมอกลง สงสัยจะเข้าหน้าหนาวแล้ว”

คำพูดแสนธรรมดาประโยคหนึ่ง ถูกส่งเข้าสู่ระบบประสาทสัมผัสการได้ยินของผม และถูกส่งต่อให้สมองของผมประมวลผล

ผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับคำพูดธรรมดาๆประโยคนี้ และผู้ที่พูดประโยคนี้ใส่หูผมคือ คุณลุงคนขับรถแท๊กซี่คนหนึ่ง ลุงแกพูดประโยคนี้ด้วยความรู้สึกดีใจนิดๆ ผมจับได้จากน้ำเสียงและท่าทางจากการแสดงสีหน้าของแกหลังจากพูดประโยคนี้เสร็จสิ้น และจากการสังเกตุของผมที่ลึกขึ้นไปอีก ผมพอจะเดาได้ว่าลุงแกไม่ใช่คนกรุงเทพ ส่วนแกจะมาจากที่ไหนนั้น ผมไม่ทราบได้ ตัวผมเองนั้น เป็นคนกรุงเทพ ตั้งแต่เกิด มาถึงตรงนี้เริ่มรู้สึกอะไรบ้างรึยัง ผมเองนั้นรู้สึกเจ็บใจนิดๆ ที่ทั้งๆที่เราเกิดและโตมาที่นี่แท้ๆ แต่แค่การเปลี่ยนแปลงแค่นี้เรายังไม่รู้ หรือบางทีอาจจะรู้ แต่เราปฏิเสธที่จะรับรู้มันไป ซึ่งมาลองคิดดูดีๆแล้ว ผมไม่เคยได้สนใจเรื่องพวกนี้มาหลายปีแล้ว คือเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กว่าจะรู้ตัวอีกที่ก็คือสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงจากคนรอบตัว เช่น คนเริ่มพกร่ม คนเริ่มใส่เสื้อหนาว โดยไม่เคยคิดสงสัยหรือตั้งคำถามเลยว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ หรือ นี่มันเข้าหน้าหนาวแล้วหรือ จนเมื่อได้ยินคำพูดแสนธรรมดาประโยคนี้จากปากของลุงแก ทำให้ผมต้องลองเอามาคิดดูว่า เพราะอะไร แค่เรื่องแค่นี้ เราถึงละเลยมันไป เพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรรึเปล่า หรือเพราะว่า ความรู้สึก ของเรานั้นมันด้านชาไปหมดแล้ว กับการที่เราอาศัยอยู่ในเมือง สัมผัสกับสิ่งเดิมๆอยู่ทุกวัน

เห็นแสงสีเส้นสายเดิมๆ

ได้ยินเสียงหนวกหูเดิมๆ

รับรสชาติอาหารเดิมๆ

สูดดมกลิ่นมลพิษเดิมๆ

และสัมผัสจากวัตถุแข็งกระด้างเดิมๆ

การที่เราเจออะไรเดิมๆเข้าทุกๆวัน เปลี่ยนแปลงตัวเรา ให้กลายเป็นคนด้านชาต่อความรู้สึกต่างๆที่ผ่านเข้ามารอบตัวเรา นั้นคือความรู้สึกที่ผมรู้สึกหลังจากได้ยินคำพูดของลุงแก และก็มีอีกคำถามหนึ่งตามมา นั้นก็คือ ทุกๆวันที่ผ่านมาในชีวิตของเรา เราได้พลาดอะไรไปบ้างรึเปล่า จากความรู้สึกอันด้านชานี้ ช่วงเวลาที่ดอกไม้ดอกหนึ่งเบ่งบานขึ้นมาบนโลกใบนี้ หรือ วินาทีที่สายรุ้งปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า กระทั่ง แสงอาทิตย์ที่สาดประกายแสงเป็นครั้งสุดท้ายในรอบวัน สิ่งต่างๆเหล่านี้ผ่านเข้ามาในชีวิตเราตลอดเวลา แทบทุกวัน เพียงแต่เราปฏิเสธที่จะรับรู้มัน และคิดไปเพียงแค่ ความสุขจากการพักผ่อนต้องอยู่ที่ทะเล อยู่ที่ภูเขา หรือที่ต่างๆ เราจึงเห็นรถมากมายหลั่งไหลออกจากกรุงเมื่อวันหยุดยาว หรือเทศกาลต่างๆเดินทางมาถึง ทั้งๆที่บางคนใช้ชีวิตอยู่บนถนนเยอะกว่าที่ทะเลซะอีก! เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปรกติไปซะแล้ว และทุกๆคนต่างก็ปฏิบัติตาม โดยไม่เคยคิดแม้แต่จะตั้งคำถามกับมัน กระทั่งความหมายของคำว่า ความสุข เราก็ไม่เคยมีโอกาสนิยามถึงความหมายของมันเลยด้วยซ้ำไป

บางทีความสุขมันก็ไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คิด

เพียงแต่เรามองข้ามมันไป ละเลยมันไป

———-

ก่อนเดินเข้าบ้านวันนี้ ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่ชั่วครู่หนึ่ง

และพบว่าดวงดาวบนท้องฟ้าในวันนี้ มันสวยงามกว่าเคย

ตุลาคม 2, 2008

happiness is

Posted in เรื่องสั้น, เรื่องเล็ก tagged , , , , , ที่ 12:04 am โดย pakornkrit

กลางฟากฟ้า

ดวงจันทร์ขาวนวลกำลังเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า

ตามวิถีโคจร

เฉกเช่นที่เคยเป็นมา

และยังคงเป็นไป

ณ เบื้องล่าง คือสี่แยกหนึ่ง ใจกลางเมืองใหญ่

ที่ซึ่งเศษเหล็กมากมาย มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย

90

ขณะที่ดวงตาภายในเศษเหล็กทุกคู่จับจ้องไปยังป้ายไฟเบื้องหน้า

ดวงตาอีกคู่หนึ่งกลับจับจ้องไปในทิศทางตรงกันข้าม

เด็กน้อย

ท่อพลาสติกสีฟ้า

พวงมาลัยดอกมะลิ

ที่เช็ดกระจก

80

เด็กน้อยไม่รอช้า

รีบเร่งตรงไปยังเศษเหล็กเหล่านั้นในทันที

ราวกับถูกฉุดกระชากจากเรี่ยวแรงอันมหาศาล

“ไม่” คือปฏิกริยาตอบรับที่ได้รับกลับมา

เมื่อพยายามเข้าไปใกล้เศษเหล็กเหล่านั้น

ราวกับเป็นโปรแกรมโต้ตอบที่ถูกตั้งไว้โดยอัตโนมัติ

70

ขาหุ้มกระดูกที่แบกรับน้ำหนักของร่างกายมาทั้งวัน

เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งพยายามปกปิดร่างกายอันผอมแห้งเอาไว้

ไหล่ที่แบกรับน้ำหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ผิวหนังหยาบกร้านเกรียมแดด

กระเพาะที่ไม่มีสิ่งใดบรรจุมาทั้งวัน

หยาดเหงื่อที่อาบผิวกายจนชุ่มโชก

แววตาที่เหม่อลอยดั่งคนขาดสติ

ทว่า สมองยังคงสั่งการให้ร่างกายเคลื่อนต่อ

60

ที

ละ

คัน

50

ที

ละ

คัน

40

ทีละคัน

ที่ถูกเคลื่อนผ่าน

อย่าง

ช้า

ช้า

30

และแล้ว

ในที่สุด

การรอคอยที่นานแสนนานก็สิ้นสุดลง

เมื่อกระจกบานหนึ่งเลื่อนลงอย่างช้าๆ

พร้อมๆกับแขนข้างหนึ่งที่โผล่ออกมา

กวักมือเรียกให้เด็กน้อยเข้าไปหา

20

เบื้องหน้าเด็กน้อยในตอนนี้

คือรถแท๊กซี่คันหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้โดยสาร

บริเวณที่นั่งคนขับ มีชายมีอายุร่างหนึ่งนั่งอยู่

เด็กน้อยยื่นส่งพวงมาลัยสู่มือชายคนนั้น

และรับค่าตอบแทนแห่งการแลกเปลี่ยน

15

กระจกถูกเลือนปิดอย่างรวดเร็ว

สายตาคนขับกลับไปจับจ้องยังป้ายไฟเบื้องหน้า

มือและเท้าขยับเข้าสู่ตำแหน่งเตรียมตัวออกรถ

พร้อมๆกับตัวตนของเด็กน้อยที่ถูกลบหายออกจากการมีอยู่ อีกครั้ง

10

ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

เด็กน้อยรีบนำค่าตอบแทนที่ได้รับมา

เก็บเข้ากระเป๋าในทันที

9

กระเป๋า ที่ภายในว่างเปล่า

ทว่า ด้วยความทรุดโทรมของกระเป๋า

8

แทนที่เหรียญจะตกลงสู่ภายในกระเป๋า

เหรียญนั้นกลับลอดผ่านรอยขาดด้านใต้กระเป๋า

7

และค่อยๆ

ร่วงลง

6

สู่

พื้นถนน

5

ร่างผอมซูบร่างนั้นรีบก้มลงสู่ทิศที่เหรียญร่วงลง

ราวสัตว์ป่าตะครุบเหยื่อ

4

กวาดสายตาค้นหาเหรียญท่ามกลางความมืด

3

ร่างกายที่รีบเคลื่อนสู่ตำแหน่งของเหรีัยญ

ทันทีที่พบตำแหน่งของมัน

2

มือข้างหนึ่งสัมผัสเข้ากับผิวด้านหนึ่งของเหรียญ

1

เมื่อค้นพบเหรียญของตน

รอยยิ้มแห่งความปิติปรากฎขึ้นบนใบหน้าเด็กน้อย

ราวกับความเหนื่อยล้าที่พบเจอมาทั้งวัน

พลันมลายสิ้นไปในชั่วพริบตา

10

กันยายน 3, 2008

ของเล่นชิ้นสุดท้าย

Posted in เรื่องสั้น, เรื่องเล็ก tagged , , , , , , , ที่ 2:14 am โดย pakornkrit

ท่ามกลางความอบอ้าวของแดดยามบ่าย

ยามบ่ายที่ผู้คนต่างรีบเร่ง

บ้าง รีบเร่งเพราะมีบางสิ่งบางอย่างคอยอยู่

บ้าง รีบเร่งเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการไปหา

บ้าง รีบเร่งเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องหยุดอยู่กับที่

แต่ท่ามกลางความรีบเร่งนั้น ยังมีสถานที่อยู่สถานที่หนึ่งที่เวลายังคงเหมือนถูกหยุดไว้

โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใจกลางเมืองใหญ่

ที่สนามเด็กเล่นหน้าโรงเรียน

เด็กมากมายกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่ายกับเครื่องเล่นชิ้นเดิมๆ

ในขณะที่นอกรั้วนั้น

ผู้คนมากมายต่างเร่งรีบราวกับจะเหลือเวลาบนโลกนี้อีกเพียงวินาทีเดียว

เด็กน้อยคนหนึ่งจ้องมองผู้คนเหล่านั้น แล้วเกิดข้อสงสัยขึ้น

และตั้งคำถามถึงสิ่งที่เห็น กับครูของตน

“เค้ารีบไปทำงาน เพื่อจะได้มีเงินเยอะๆ” ครูตอบ

เด็กน้อยได้ฟังดังนั้น ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมแค่กระดาษแผ่นเดียวถึงเป็นเหตุให้ผู้คนต้องทำเช่นนั้น

แต่ก็เก็บคำถามเหล่านั้นไว้ในใจ และกลับไปเล่นกับเพื่อนต่อ

ขณะกำลังเล่นเครื่องเล่นกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน ครูก็มาเรียกให้เข้าห้อง

ด้วยความติดเครื่องเล่น ทำให้ในตอนนี้ในสนามเหลือเพียงเด็กน้อยคนเดียว

และขณะที่กำลังจะกลับเข้าห้องนั้น เด็กน้อยก็สังเกตุเห็นบางสิ่งบางอย่างตกอยู่ที่ข้างรั้ว

เมื่อเข้าไปใกล้ ก็ำพบว่ามันคือกระดาษแผ่นหนึ่งสีม่วงเข้ม

เด็กน้อยรู้ในทันทีว่ากระดาษแผ่นนั้นคือแบงค์ 500 ที่คนที่เดินผ่านไปมาคงจะเผลอทำตกไว้

เด็กน้อยค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อจ้องมองสิ่งนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขณะนี้ ระยะระหว่างเด็กน้อยและกระดาษแผ่นนั้นห่างกันเพียงไม่กี่คืบ

เด็กน้อยกำลังลังเลอยู่ว่าตนเองควรทำเช่นไรดี

“คุณครูเคยสอนว่า ถ้าเจอของตก ให้เอาไปให้ตำรวจ” เด็กน้อยคิด

มือของเด็กน้อยค่อยๆเอื้อมไปหากระดาษแผ่นนั้นช้าๆ

แต่กลับเหมือนกระดาษแผ่นนั้นเป็นฝ่ายเคลื่อนที่เข้ามาหามือของเด็กน้อยเอง

เหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ที่มือเล็กๆข้างนั้นจะเอื้อมไปถึง แต่เด็กน้อยกลับหยุดมือไว้

ชั่วขณะนั้น คำตอบของครูแวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง

“ถ้ามีเงินเยอะๆ ก็ไม่ต้องรีบเร่งแบบคนพวกนั้น” เด็กน้อยคิด

เด็กน้อยหันมองรอบๆตัว ให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น

แล้วจึงเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้น

โดยหารู้ไม่ว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป

ชีวิตของตนเองจะเปลี่ยนแปลงไป

ตลอดกาล …..

สิงหาคม 13, 2008

มะลิ

Posted in เรื่องรัก, เรื่องสั้น, เรื่องเล็ก tagged , , , , , , ที่ 11:18 pm โดย pakornkrit

เม็ดฝนโปรยลงมาในตอนเช้า

ถือเป็นวันที่เริ่มต้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

โดยเฉพาะกับเธอ

เธอ ทำงานเป็นเจ้าของร้านขายดอกไม้เล็กๆแห่งหนึ่ง

แม้ว่าขนาดของร้านจะไม่ใหญ่โตอะไร แต่เธอก็ภูมิใจกับมัน

อาจเป็นเพราะเธอมีความสุขกับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ก็เป็นได้

หน้าที่หลักของเธอคือ การเลือกดอกไม้ที่ลูกค้าต้องการ รวมทั้งการจัดวางอย่างสวยงาม

รอคนนำมันไปเติมความสุขให้แก่ใครซักคน

แต่โดยปรกติแล้ว ร้านของเธอไม่ค่อยมีลูกค้าซักเท่าไหร่

“คนสมัยนี้เค้าเลิกสนใจดอกไม้กันแล้วหรือ”

“น่าสงสารดอกไม้จัง” หญิงสาวเคยคิด

แต่วันนี้นั้นพิเศษกว่าทุกวัน

พื้นที่ภายในร้านที่แสนจะคับแคบอยู่แล้วกลับยิ่งแคบขึ้นไปอีก

เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันพิเศษ

แน่นอน ในวันนี้ดอกไม้ดูจะมีคุณค่าขึ้นมาทันที

โดยเฉพาะดอกมะลิที่ร้อยเป็นพวงมาลัย

“อยากให้ทุกวันเป็นแบบนี้จัง” หญิงสาวคิดขณะกำลังยุ่งอยู่กับรายการมากมายที่ลูกค้าสั่งไว้

ภายนอกฝนยังคงตกอยู่ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ

ลูกค้ามากมายยังคงเดินเข้าออกร้านของเธอ

เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเท้าเปียกชื้นที่เหยีบทับกันจนไม่หลงเหลือรูปร่างเดิม

อาจเป็นเพราะจำนวนลูกค้าที่เยอะกว่าทุกวัน

หรือเพราะคนที่รอการกลับมาของเธออยู่ที่บ้าน ทำใหวันนี้้หญิงสาวดูกระฉับกระเฉงกว่าทุกวัน

ดูเหมือนวันนี้หญิงสาวจะอยากปิดร้านให้เร็วที่สุด แต่จำนวนลูกค้ามากมายก็ดูเหมือนจะไม่ให้เธอได้ทำเช่นนั้น

“บ่าย 2 แล้ว” หญิงสาวคิดขณะเหลือบดูนาฬิกาที่แขวนไว้บนผนัง พร้อมกับก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

แต่ในใจของหญิงสาวนั้น ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

“มีพวงมาลัยดอกมะลิรึเปล่าคะ” เสียงลูกค้าคนหนึ่งปลุกเธอจากภวัง

หญิงสาวใช้เวลารวบรวมสติครู่นึง ก่อนจะก้มลงไปดูที่ตะกร้า

ในใจหญิงสาวเกิดความลังเลขึ้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบลูกค้าไปว่า

“ยังเหลืออยู่ค่ะ พวงสุดท้ายพอดีเลย”

หญิงสาวจัดแจงหยิบพวงมาลัยดอกมะลิพวงสุดท้ายนั้นใส่ถุงให้ลูกค้า พร้อมกล่าวคำขอบคุณ “สุขสันต์วันแม่นะคะ”

จากนั้น เธอก็ได้ก้มลงมองดูในตะกร้่าที่เคยบรรจุพวงมาลัยดอกมะลิไว้อีกครั้งหนึ่ง

“พวงมาลัยดอกมะลิหมดแล้ว”

“สงสัยจะได้เวลาปิดร้านซักที” หญิงสาวพูดพึมพัมกับตัวเองพร้อมกับเหลือบมองนาฬิกาบนผนังอีกครั้ง “5โมงแล้วหรอเนี้ย”

หญิงสาวรีบจัดการเก็บดอกไม้ที่เหลืออยู่ให้เข้าที่ อย่างเร่งรีบ

ก่อนออกจากร้านหญิงสาวเหลือบมองดูดอกไม้ดอกอื่นๆอยู่ครู่นึง ก่อนจะปิดประตูร้าน

ตลอดระยะทางจากร้านถึงบ้านของเธอ ในใจหญิงสาวคิดถึงอยู่แต่เพียงคนๆเดียว ที่ขณะนี้กำลังรอการกลับมาของเธออยู่ที่บ้าน

ก่อนจะเข้าบ้าน หญิงสาวแวะที่ร้านๆหนึ่งที่หน้าปากซอยบ้านของเธอ

“พวงมาลัยดอกมะลิพวงนึงค่ะ”

สิงหาคม 6, 2008

more or less

Posted in ถาม & ตอบ, เรื่องเล็ก tagged , , , ที่ 11:36 pm โดย pakornkrit

ความคุ้มคืออะไร ?

คำถามที่ว่าเป็นหนึ่งในคำถามที่ฝังอยู่ในหัวผมมาเป็นเวลานานแล้ว พูดถึงความคุ้ม หลายๆคนน่าจะนึกไปถึง การซื้อ-ขาย ของ ซึ่งผมก็ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นภาพชัดดีเหมือนกัน ส่วนเหตุผลที่ผมไม่สามารถหาคำตอบได้นั้น ไม่ใช่เพราะไม่รู้ความหมายของมัน เพียงแต่ผมคิดว่า ผมรู้ “มากเกินไป” อาจฟังดูแปลกๆ แตผมสามารถพูดได้ว่า่คนรู้จักของผมหลายๆคน ให้ความหมายของคำว่าความคุ้ม ทั้งจากการแสดงออกทาง คำพูดและการกระทำ แทบจะไม่เหมือนกันเลย ซึ่งผมพอจะสรุปออกมาคร่าวๆ ได้ 3 แบบ

แบบแีรก คุ้มเงิน

คนพวกนี้ จะพิจารณ์จากเงินเป็นอันดับแรก โดยไม่สนใจปัจจัยอื่นๆเลย เช่น ที่หน้าปากซอยบ้านมีร้านขายข้าวอยู่ร้านนึง สมมุติว่า ราคาจานละ 30 บาท แต่ที่ซอยถัดไปอีกซอยซึ่งห่างจากร้านข้างต้นไปประมาณครึ่งกิโล ขายจานละ 25 บาท คนประเภทนี้ก็มักจะพุ่งเป้าหมายไปที่ร้านที่ 2 อย่างไม่ลังเลเนื่องจากสามารถประหยัดเงินลงได้ตั้ง 5 บาท เหตุผลก็เพราะว่า “เงิน นั้นเป็นสิ่งมีค่าที่สามารถจับต้องได้ (แม้ว่ามันจะเป็นแค่เศษกระดาษก็เถอะ) ที่สำคัญ มันมีความเป็นสากลเอามากๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ” แน่นอน ไม่มีใครเถียงมันได้ในเรื่องนี้ เพราะถ้าเถียงปุ๊บ มันก็จะสวนขึ่นมาทันทีว่า “งั้นคุณก็เอาเงินมาให้ผมสิ”

แบบที่สอง คุ้มเวลา

คนประเภทนี้ คิดเอาจากเวลาเป็นหลัก เวลาสำหรับคนกลุ่มนี้เวลามีค่ามากกว่าสิ่งใดในจักรวาล หรือพูดให้ถูกก็คือ มักจะเป็นพวกที่อยู่ตรงกันข้ามกับคนพวกแรก ถ้ายกเหตุการณ์เดียวกันนั้นมาใช้ คนประเภทนี้มักจะเลือกกินข้าวที่ร้านแรกอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสามารถประหยัดเวลาได้ “จะเดินไปทำไมตั้งไกลแลกกับเงิน 5 บาท ก้มๆหาตามพื้นเดี๋ยวก็เจอ” เหตุผลของคนพวกนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้พวกแรกเลยทีเดียว คนพวกนี้มักจะพูดว่า “เงิน หาใหม่เมื่อไหร่ก็่ได้ แต่เวลา ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่สามารถย้อนกลับได้” ก็จริงของมันเหมือนกันแฮะ เข้าท่าๆ

แบบสุดท้าย คุ้มสุข

คนประเภทสุดท้ายนี้ ผมไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอมีบ้าง พวกนี้มักจะเป็นพวกบ้าๆหน่อย คือบูชาความสุขเหนือสิ่งใดๆในทางช้างเผือก ซึ่งถ้ายกเหตุการณ์เดียวกับ 2 อันแรกมานั้น ก็คงต้องเพิ่มร้านเข้าไปอีกร้านนึง ร้านนี้นั้น อยู่ห่างออกไปจากทั้ง 2 ร้านมาก เรียกได้ว่าไม่สามารถเดินเท้าไปได้ ต้องใช้รถโดยสารไป ราคาอาหารนั้น ก็ไม่ได้ถูกกว่า2 ร้านแรกเลย แต่กลับแพงกว่าด้วยซ้ำไป แต่คนประเภทนี้ก็มักจะเลือกกินร้านนี้ เหตุผลที่คนพวกนี้ไปกินก็เพราะว่า พนักงานร้านนี้น่ารัก หรือเรียกรวมๆว่า การบริการดี ก็ได้ คนประเภทนี้ มักจะพูดว่า “เกิดมาแค่ชีวิตเดียว ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม หาความสุขใส่ตัวเยอะๆ”

เขียนไปเขียนมาออกแนวปรัชญานิดๆเหมือนกันแฮะ เอาเป็นว่าใครสามารถคลายข้อสงสัยให้ผมได้มั่งว่า ความคุ้ม จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ เพราะ สำหรับผม ทั้ง 3 อันนั้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันเลย ส่วนใครที่มี หรือมีคนรู้จักมี การแสดงออกถึงความคุ้ม ที่ต่างไปจาก 3 แบบที่ผมบอกไปและคิดว่าน่าสนใจก็สามารถมาแชร์ประสบการณ์กันได้ครับ บางทีเราอาจจะได้เจอความคุ้มแปลกๆใหม่ๆ ที่เป็นคำตอบที่ผมต้องการก็ได้

มีนาคม 31, 2008

ตัวกูของกู

Posted in ถาม & ตอบ, เรื่องเล็ก tagged , , , , , ที่ 10:01 pm โดย pakornkrit

ขออนุญาติคุยเรื่องเครียดๆซักหน่อยนะครับ เผอิญว่าความคิดนี้มันเกิดขึ่นมาในหัวผมมาซักพักแล้ว ซึ่งผมก็คิดว่าซักพักมันก็คงจะหายไปเอง แต่กระทั่งเวลาผ่านไปเป็นเดือน มันก็ยังอยู่ และมันก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยอยากรู้ของผมให้สูงขึ่นไปอีก แน่นอนครับ สิ่งที่ผมอยากรู้ มันก็ต้องเป็นคำถาม และคำถามนั้นผมก็ดันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ซักที คำถามที่ว่าก็คือ

จำเป็นรึเปล่าที่คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงจะต้องเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ?

   

อย่างที่ขึ่นไว้บรรทัดแรกเลยครับ ว่าขอคุยเรื่องเครียดๆ ผมไม่ได้ไปเจอใครทำอะไรมาหรอกครับ เพียงแค่อยากรู้เฉยๆ มันเป็นความคิดที่อยู่ดีๆก็ลอยเข้ามาในหัว โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ และอย่างที่บอกคือ มันติดค้าง ลืมไม่ได้ ก็เลยต้องขออนุญาตินำมาลงในนี้เผื่อมีผู้สามารถชี้แนะ ข้อเท็จจริง ให้แก่ไอ้ความคิดของผม มันจะได้เลิกติดค้าง และออกไปจากหัวสมองผมซะที

   

สำหรับผมเองนั้น ผมไม่สามารถหาคำตอบของมันได้ (จึงนำมาลง) 2 อย่างนี้คือ ความเป็นตัวของตัวเอง กับ ความเห็นแก่ตัว มองดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน อย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่ดี อีกอย่างเป็นสิ่งที่ไม่ดี คนรังเกียจ แต่ถ้ามองดูดีๆแล้ว มันมีจุดเชื่อมบางๆเชื่อมต่อถึงกันอยู่ เพราะการที่เราจะเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงได้นั้น เราจำเป็นต้องมั่นใจในความคิดของตัวเองมากๆ และการมั่นใจความคิดตัวเองมากๆนั้นเอง ยอมหมายถึงการปฏิเสธความคิดของคนอื่นไปโดยอัตโนมัติ

จะว่าไปแล้ว ผมเอง ก็เป็นคนที่คิดว่าตัวเองมีความเป็นตัวของตัวเองสูงคนหนึ่ง อะไรก็ตามที่ผมคิดว่ามันไม่ได้เหตุผลที่เข้าท่า(สำหรับผม) ผมก็จะไม่ทำ โดยที่ไม่สนใจว่าคนอื่นเค้าจะยังไง ซึ่งจะบอกว่า ผมเป็นคนที่เห็นแก่ตัวด้วยมั้ย อันนี้ไม่แน่ใจซักเท่าไหร่ คือจะยอมรับก็ไม่เชิง เพราะผมก็ยังมีความรู้สึกอยากแบ่งปันอะไรหลายๆอย่างให้คนอื่นอยู่ ในบางเรื่อง แต่ก็อีกนั้นแหละ จะปฏิเสธก็พูดไม่ได้เต็มปากซะทีเดียว อย่างผมนั้น ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใครเค้า ไม่ชอบให้ใครมายุ่ง และเป็นคนขี้รำคาญ ซึ่งก็เข้าข่ายเหมือนกัน ผมก็เลยไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่า เออ แล้วตกลงมันอะไรกันแน่(วะ)

ธันวาคม 12, 2007

ความสุขเล็กๆน้อยๆบนรถ2แถว

Posted in เรื่องเล็ก ที่ 3:44 pm โดย epizilos

 คุณเคยเจอกับเหตุการณ์ประหลาดบ้างรึเปล่า ?

           

เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นกับผมวันนี้

ปกติแล้วผมจะนั่งรถ2แถวเข้า-ออกซอยบ้านผมตลอด

แต่วันนี้ตอนขากลับผมเจอลุงคนหนึ่ง นั่งกับผมอยู่บนรถ คน 2คน บนรถ 2 แถว มันก็เหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป แต่วันที่เหมือนจะธรรมดาทั่วไปกลับมีเรื่องที่ไม่ธรรมดาเกิดขึ่นกับผม เพราะขณะที่ผมกำลังนั่งเงียบๆอยู่คนเดียว อยู่ๆลุงเขาก็เข้ามาทักผมบอกขอจับมือหน่อยผมก็หันไปมองแบบลุงเขาคุยกับเราป่าวว่ะ ผมก็เลยชี้ตัวเองลุงเขาก็พยักหน้า ผมก็เลยอ่ะจับก็จับลุงเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ยินดีที่ได้รู้จักน่ะเราบ้านใกล้เรือนเคียงกันอยู่จังหวัดเดียวกันรู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหลาย” เขาก็ถามว่าผมชื่ออะไร เรียนที่ไหน  บ้านอยู่แถวไหน ฯลฯ ผมก็เลยถามลุงเขากลับไปบ้างไปๆมาๆก็คุยกันสนุกเลยคนที่ขึ้นมาใหม่ก็คงนึกว่าเป็นลุงเป็นหลานกันแท้ๆ (แต่จริงๆเพิ่งรู้จักเมื่อ5นาทีที่แล้วเอง) พอถึงที่หมายลุงเขาก็ลงแล้วบอกเอาไว้เจอกันใหม่น่ะลุงก็บ้านอยู่แถวๆนี้แหละไว้เราอาจจะได้เจอกันอีกก็ได้น่ะ

           

คือเรื่องที่ผมเล่าเนี่ยหลายคนอาจจะคิดว่าลุงเขาสติดีหรือป่าว แต่ผมว่าจะ ดีหรือ ไม่ดี ผมกลับรู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ (แปลกๆในทางที่ดี) เหมือนไม่ค่อยเจอคนแบบลุงคนนี้อ่ะแบบยิ้มแย้มแจ่มใสอัธยาศัยก็ดีน่ะผมว่าก็รู้สึกแบบเหมือนได้เพื่อนคนใหม่อ่ะเหมือนคนทั้งโลกรู้จักเราอย่างน้อยก็คนหนึ่งแหละ

              

หน้าถัดไป