ตุลาคม 30, 2008

somewhere between the moon and the sea

Posted in บทกวี, เรื่องรัก tagged , , , , , , , , , ที่ 2:00 am โดย pakornkrit

มวลอากาศที่บางเบา

ไอระเหยแห่งผืนน้ำเวิ้งว้าง

ละอองจันทร์ที่ฟุ้งกระจาย

ความเงียบที่สามารถสดับได้

สายลมบางเบาแสนเสียดแทง

บุปผานางหนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางรอยแตกแห้งแห่งดินทราย

จากเพียงรากแก้ว เติบโต ผลิใบ และเบ่งบานในที่สุด

สิ่งแรกที่นางเห็นเมื่อลืมตาตื่นขึ้นบนโลกใบนี้

คือร่างมโหฬารของไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

และเป็นสิ่งสุดท้ายในพื้นที่อันแห้งแล้งนั้นด้วยเช่นกัน

แรกเริ่ม นางไม่กล้าชวนไม้ใหญ่คุย

ด้วยรูปร่างทั้ง 2 ที่แตกต่างกัน

จึงกลัวไม้ใหญ่จะไม่พูดคุยกับตน

มากมายวันวารที่ผันผ่าน

คำพูดที่ยังคงถูกเก็บไว้

แววตาที่เพียงจ้องมองออกไป

เพียงเท่านั้น

ความรู้สึกที่แปรเปลี่ยน

จากวินาทีแห่งความสงสัย

กลายเป็นวินาทีแห่งความห่วงหา

จากความเบ่งบานของกลีบใบ

บัดนี้ หลงเหลือเพียงความทรงจำ

จากกลีบใบที่เคยจับจ้องเต็มพื้นที่ก้านกิ่ง

กลับร่วงหล่นไปจับจองอยู่ ณ พื้นเบื้องล่างหมดสิ้น

กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนแปร

ดั่งฝูงนกอพยพเปลี่ยนถิ่นฐาน

จากไปไม่หวนคืน

บุปผารู้ดีถึงชะตาตนเอง

ไม่ต่างจากที่รู้ถึงความรู้สึกลึกๆในใจของตน

ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายเปรียบกับถ้อยคำหรือแม้แต่ท่วงทำนองใดๆได้

แต่กระนั้น กำแพงน้ำแข็งเบื้องหน้ากลับทำให้ทั้ง 2 เหมือนอยู่กันคนละจักรวาล

และในช่วงชีวิตสุดท้ายของนาง

กับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่มีอยู่

กับสิ่งแรก สิ่งสุดท้าย และสิ่งสำคัญที่สุด ที่นางได้เคยสัมผัส

เสียงๆหนึ่งหลุดลอยออกมา

ให้มวลอากาศและละอองจันทร์เป็นดั่งพาหนะ

นำพาเอาความรู้สึกทั้งหมดที่มี

ปิดผนึกใส่ซองอย่างดี

เดินทางมุ่งสู่จุดหมาย

ณ ดินแดนแห่งความหวัง

สิงหาคม 11, 2008

สลัว

Posted in เรื่องรัก, เรื่องสั้น tagged , , , , , , , , ที่ 11:53 pm โดย pakornkrit

ความมืด

สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้

สิ่งแรก ……

แปลก

ทำไมผมจำอะไรก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย

ลองใช้ความพยายามอีกรอบ

ไม่ได้ผล

ความทรงจำของผมยังคงกลวงเปล่า

คล้ายกล้องที่ไม่ได้รับการบรรจุฟีลม์

หรือว่านี้คือความฝัน …

ผมเริ่มรวบรวมสติ แล้วเพ่งมองไปยังพื้นที่สีดำรอบตัว

เผื่อมีอะไรบางอย่าง …

อะไรบางอย่าง นอกเหนือจากตัวผมในพื้นที่กลวงเปล่าแห่งนี้

และผมก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง ไม่ใกล้ ไม่ไกล จากจุดที่ผมอยู่

สายตาผมเริ่มทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับความชัดของภาพในความมืด

แล้วผมก็เห็น เธอ ยืนอยู่ท่ามกลางความมืด

ภาพหญิงสาิวยืนหันหลังอยู่ปรากฏภายหน้าผม

แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

คุ้นเคย …

เหมือนหัวสมองของผมจะคิดอะไรบางอย่างออก

แต่ก็คิดไม่ออก

หรือผมจะเคยรู้จักเธอมาก่อน

อาการปวดหัวเริ่มกัดกินความคิดของผม

ทำให้ผมต้องพยายามเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่น

…..

5 เมตร …

จากการคำนวณอย่างหยาบๆของผม

พบว่าระยะห่างระหว่าง ผม และ เธอ คือ 5 เมตร

ยังไม่ทันได้ัคิด ได้ตัดสินใจอะไร

ขาของผมก็ก้าวไปข้างหน้า หวังเพียงเพื่อทำลายระยะห่างระหว่าง ผม และ เธอ

ก้าวแล้วก้าวเล่าที่เหยีบย่ำลงไปบนความมืด

แต่ระยะห่างระหว่าง ผม และ เธอ กลับยังคงเท่าเดิม

หรือผมอาจจะออกแรงน้อยเกินไป

ผมออกแรงก้าวเดินอีกครั้งโดยออกแรงให้มากกว่าเดิม

หยดน้ำเล็กๆมากมายเริ่มปรากฏตามผิวหนังของผม

แต่ผลที่ได้ก็เหมือนเดิม

ผมหยุดเดินและหันมาลองสังเกตุสิ่งอื่นๆดู เผื่อจะเจออะไรอย่างอื่น

อะไรอย่างอื่น ในความมืดมิดแห่งนี้ ที่สามารถโยงไปถึงเธอได้

แต่ก็ไม่พบสิ่งใดๆ หรือแม้แต่ใครอยู่เลย

ภายในห้วงความมืดแห่งนี้ มีเพียง ผม และ เธอ

หรือผมควรตะโกนเรียกเธอ

ชื่อ …

ความเจ็บปวดกัดกินความคิดผมอีกครั้งที่ผมพยายามนึกถึงชื่อของเธอ

และมันเจ็บปวดกว่าครั้งแรก

ผมพยายามไม่นึกถึงชื่อของเธอ และลองตะโกนเรียกเธอ

ตามที่ผมคาดไว้ ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา

ผมเริ่มหมดหวัง และทรุดตัวลงนั่ง

เธอ ยังคงยืนนิ่ง อยู่ที่เดิม

หรือทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝันจริงๆ

ถ้างั้นแล้วผมควรจะต้องทำอะไรต่อไป

หรือผมมีหน้าที่แค่ จ้องมองเธอที่ผมคุ้นเคย จากระยะ 5 เมตร

แล้วปล่อยให้เวลาฉุดผมให้ตื่นขึ้น

ใช่! เวลา

เร็วเท่าความคิด สายตาผมก็จับจ้องไปที่นาฬิากาบนข้อมือของตัวเอง

เข็มสั้นชี้ที่เลข 9 ส่วนเข็มยาวชี้ที่เลข 11

แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ

ผมลุกขึ้นยืนและเริ่มสำรวจตัวเองดูว่ามีอะไรติดตัวมาบ้าง

นอกจากนาฬิกาข้อมือที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ผมก็พบเพียงเศษกระดาษ ที่บรรจุข้อความจากลายมือที่ผมไม่คุ้นเคย

ผมพยายามอ่านข้อความจากลายมือนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ

หรือมันไม่ใช่ข้อความ

ผมลองมองมันอีกครั้ง พบว่ามันเป็นภาพร่างจากลายเส้นหยาบๆ

สมองของผมเริ่มปรับลายเส้นต่างๆให้เข้าที่ แล้วผมก็พบว่า มันเป็นภาพร่างใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่ง

ทันใดนั้น ผมก็เงยหน้าขึ้น พร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปที่เธอ

เธอที่เคยยืนหันหลังให้ผม บัดนี้ยืนหันหน้ามาทางที่ผมยืนอยู่

ด้วยความมืดที่ขวางกั้นทำให้ผมสังเกตุใบหน้าเธอไม่ชัดเจน

แต่ผมก็รู้สึกได้ ถึงสายตาของเธอที่จ้องมองมาที่ผม

พร้อมกันนั้นเอง รอยยิ้มเล็กๆก็ได้ปรากฏขึ้นบนมุมปากของเธอ

ทันใดนั้น ความทรงจำมากมายก็ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่สมองของผม

เหมือนก๊อกน้ำที่ถูกเปิดอย่างรวดเร็ว หรือพูดให้ถูกกว่านั้น ถูกทำลายทิ้ง

อาการปวดเริ่มจู่โจมผมอีกครั้ง

ผมพยายามค้นหาความคิดในส่วนที่ผมต้องการ

ใช่! ความคิดเกี่ยวกับเธอ

แต่สิ่งที่ผมเจอ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการทั้งสิ้น

ความทรงจำยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

พร้อมๆกับอาการปวดหัวที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ผมก็ยังไม่พบสิ่งที่ผมต้องการ

หรือ ผม จะไม่เคยรู้จัก เธอ มาก่อน

หรือ เธอ จะเป็นเพียงแค่สิ่งที่จิตใต้สำนึกผมสร้างขึ้นมา

อาการปวดหัวเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับจะระเบิดหัวของผมออกเป็นเสี่ยงๆ

ผมจ้องมองใบหน้าของเธอที่พร่ามัวผ่านความมืดอีกครั้ง

หูผมอาจจะฝาดไป แต่ผมได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของเธอลอยมา

ทันใดนั้น ก็เกิดแสงสีขาวส่องมาจากทุกหนทุกแห่ง

แล้วสายตาของผมก็หลงเหลือเพียงแค่

ความว่างเปล่า …

มิถุนายน 6, 2008

สัญชาติญาณ ศรัทธา ความฝัน

Posted in คำคม tagged , , , , , ที่ 1:32 am โดย pakornkrit

สืบเนื่องจากไม่กี่ entry ที่ผ่านมา เพื่อนผมได้ up blog ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “ความฝัน” ไว้ ทำให้ผมนึกอะไรบางอย่างออก มันคือสมุดจดเล่มเล็กๆที่ผมชอบใช้จดคำพูดที่ผมชื่นชอบ เมื่อไปเจอมาจากที่ต่างๆ รวบรวมเก็บไว้ ซึ่งพอเอามาเปิดดูก็พบว่า มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับความฝันอยู่ เยอะพอควรเลย วันนี้เลยลองหยิบมาบางส่วน เผื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตเหี่ยวๆของใครบางคนได้บ้าง

ก่อนอื่นขอเป็นข้อความที่นำมาจาก blogๆ ซึ่งผมได้อ่านในเวลาไล่เลี่ยกัน เรื่องแปลกอยู่ที่ว่า เนื้อหามันดันมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน

-blog แรกคือ blog ของ (*แก้ไข) คุณ ธุลีดิน ชื่อว่า โอวาทของ Steve Jobs ผู้สร้าง Macintosh : Stay Hungry , Stay Foolish อ่านจากชื่อก็คงพอจะรู้แล้วว่า เกี่ยวกับอะไร ผมจะไม่ขอพูดถึงรายละเอียดทั้งหมดแล้วกัน เพราะคุณสามารถกดเข้าไปอ่านได้ ดังนั้นจึงขอพูดเฉพาะประโยคที่มันสะกิดใจผมแล้วกัน

อย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น

จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น

และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ

-ก่อนจะไปถึง blog อันต่อไปที่ผมเกริ่นไว้ ผมขอคั่นด้วยอะไรซักนิดนึง เนื่องจาก Jobs ได้พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “เสียง” เลยทำให้ผมนึกไปถึงเพลงๆนึง ของวง P.O.P. หลายๆคนน่าจะเคยฟัง ชื่อเพลง เสียงข้างในจิตใจ

ทางไหน เมื่อไร หนทางเดินอีกไกล ไม่ต้องไปคิดว่าใครต่อใครจะห้าม
สิ่งไหน และเพื่อใคร เก็บคำถามไว้ในจิตใจ ไม่ต้องไปสนทำมันต่อไปจนกว่า
สักวันเธอจะรู้ว่าเธอจะเจออะไร ในวันนั้นเธอคงจะเข้าใจ

วันนี้ เธอรู้ดี ว่าตอนนี้เธอทำอะไร และสิ่งนั้นไม่ทำให้ใครต้องลำบาก
ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องคิดมาก ขอแค่เธอแน่ใจ ทำสิ่งนั้นทำมันต่อไปจนกว่า

สักวันเธอจะรู้ว่าเธอต้องการอะไร ในวันนั้นเธอคงจะเข้าใจ
หากเธอมีคำถามที่ทำให้เธอหวั่นไหว ขอเธอจงมั่นใจ ไม่มีใครรู้ไปกว่า

เสียงข้างในจิตใจ เชื่อและทำต่อไป ไม่ต้องกลัวอะไร ทำดั่งใจเธอต้องการ
แม้จะนานแค่ไหน สุดท้ายไม่ได้อะไร อย่างน้อยได้ทำดั่งใจทุกอย่างที่ใจเธอต้องการ

หยุดสงสัยและทำมันต่อไป แม้จะเป็นอย่างไรให้เชื่อในใจของเธอ

-ทีนี้ก็มาถึงอีก blog ที่ผมเกริ่นไว้ตอนแรกซักที blog นี้ อยู่ในเวป onopen ชื่อว่า เขียนทำไม? เขียนอย่างไร? ผู้เขียนชื่อ สุวินัย ภรณาวลัย ตามหัวข้อเลยครับ blog นี้เกี่ยวกับนักเขียน มาถึงตอนนี้อาจจะมีคนงงว่า แล้วมันไปเกี่ยวข้องกับ Jobs ได้อย่างไร? ใช่ครับ งานนักเขียนกับ งานผู้บริหารบริษัทด้านอิเ็๊ล็กทรอนิกส ์อาจจะดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่สิ่งที่เชื่อมทั้ง 2 สิ่งก็คือ ความคิด ใช่ครับ งานทั้งคู่นั้น ล้วนคือการเอาความคิดมารับใช้ความต้องการของตัวเองทั้งสิ้น และใน blog นี้นั้น มีบางประโยคที่พูดเกี่ยวกับ สัญชาติญาณ หรือแรงจูงใจบางอย่าง ที่มาจากในตัวเรา เหมือนของ Jobs โดยใน blog นี้นั้น พูดไว้ว่า

เคล็ดลับในการอ่าน การคิด การเขียน ของผมคือ ต้องเป็น Pure motive, Pure action นั่นคือ ต้องเป็นการกระทำด้วยใจบริสุทธิ์ การอ่านของคุณต้องอ่านด้วยใจบริสุทธิ์ ถ้าอ่านเพราะใกล้สอบ คุณไม่มีทางเป็นนักอ่านที่ดีได้ ถ้าเขียนเพื่อจุนเจือเลี้ยงชีพ ไม่ได้เขียนเพราะอุดมคติ คุณไม่มีทางเป็นนักเขียนที่ดีได้

และ

ถ้าหากว่าไม่มี pure action แล้ว ถ้ามีผลสะเทือนก็แค่ชั่วคราวหรือผิวเผิน

หมดไปแล้วสำหรับประโยคจาก blog ทีนี้ก็มาถึงประโยคจากในสมุดบันทึกของผมบ้าง

-ประโยคแรกนั้น นำมาจากหนังสือเล่มโปรดของผม

ชีวิตมันมีไว้ให้เราใช้ ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา

นำมาจากหนังสือชื่อ the bear wish project ของพี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ (นามปากกา เดปป์ นนทเขตคาม) เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่ทำให้ผมเริ่มคิดเองเป็น ใช่ครับ เริ่มใช้สมองคิดไตร่ตรองถึงสิ่งต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต และสิ่งที่ยังมาไม่ถึง รวมถึง การเริ่มต้นกำหนดชีวิตของตัวเอง ด้วยตัวเอง

-ประโยคต่อมา ผมได้มาจากในหนังสืออีกเช่นกัน แต่ผมดันจำชื่อหนังสือไม่ได้

When you reach for the stars you may not quite get one,

but you won’t come up with a handful of mud either.

เป็นคำพูดๆหนึ่งของ Leo Burnett ผู้ก่อตั้ง Agency โฆษณาในชื่อเดียวกัน (ผมไม่แน่ใจว่าเป็น slogan ของบริษัทด้วยรึเปล่า) ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็น agency อันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ (มีสาขาอยู่ที่เมืองไทยด้วย)

-ประโยคต่อมานำมาจากหนังสือ (อีกแล้ว)

ผมคิดว่า บางทีคนเราก็ไม่มีความชัดเจนในเรื่องที่ไฝ่ฝัน

บางคนคิดว่าตัวเองฝันอยากเป็นนักแต่งเพลง

โดยที่ความจริงแล้วเขาฝันอยากมีชื่อเสียงจากการเป็นนักแต่งเพลงต่างหาก

บางคนคิดว่าตัวเองฝันอยากเป็นนักเขียน

โดยที่ความจริงแล้วเขาฝันอยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากการเป็นนักเขียนต่างหาก

นำมาจาก หนังสือชุด คุยกับประภาส ซักเล่มหนึ่ง แต่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นข้อความที่พี่จิก(ประภาส ชลศลานนท์)เขียนไว้เองรึเปล่า หนังสือชุดนี้ เช่นกัน เป็นหนังสือชุดที่ได้ทลายกำแพงความคิดผมไปอีกหลายชั้นเลยทีเดียว

-ประโยคต่อมายังคงนำมาจากหนังสืออีกเช่นกัน

The boat is safest when it is in the port,

but that is not what boat were built for.

อ่านแล้วต้องตีความซักนิดนึง นำมาจากหนังสือซักเล่มของ Paulo Coelho (ผมนำมาจากหนังสือชื่อ Life ที่รวมเอาคำพูดจาหนังสือเล่มอื่นมาอีกที) นักเขียนที่ผมสามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นนักเขียนคนโปรดของผม และเพราะหนังสือ the alchemist ของเค้า ที่ทำให้ผมเริ่มหันมาสนใจชีวิตตัวเองมากขึ่น จากที่เคยปล่อยไหลไปวันๆ

-ประโยคสุดท้ายแล้ว ประโยคนี้ไม่ได้มาจากหนังสือแล้ว (ฮา)

If you can dream it, you can do it.

ประโยคนี้ผมไปเจอมาจากในเวปซักเวปนึงซึ่งจำไม่ได้แล้ว เป็นคำพูดของผู้ชายที่ได้พิสูจน์ความจริงที่ว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข เพียงเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่า แทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเค้าคนนี้ Walt Disney ผู้ซึ่งได้เติมเต็มจินตนาการให้เด็กเกือบทั้งโลก และได้สร้าง”ดินแดนแห่งความฝัน” ขึ่นมาจริงๆนั้นก็คือ Disney Land นั้นเอง

ก็คิดว่าคงมากมายในระดับนึงแล้ว จริงๆมีประโยคอีกหลายประโยคที่ผมอยากจะเอาลง แต่คิดว่าเอาไว้คราวหน้าดีกว่า

พฤษภาคม 11, 2008

the end

Posted in ปรัชญา tagged , ที่ 12:25 am โดย abdunng

ผมเคยคุยกะเพื่อนคนหนึ่งไว้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเพื่อนผมเป็นคนเริ่มต้นบทสนทนาที่คนทั่วไปคงได้ผ่านการสนทนาแนวนี้มานักต่อนักแล้วนั่นคือ จุดจบของคนคือเมื่อไหร่

หลายคนนึกถึงเมื่อเราสิ้นใจ แต่สำหรับผม ผมเชื่อว่าจุดจบของเรานั้นคือ “เมื่อเรานั้นหมดความฝันโดยสิ้นเชิง” ซึ่ง การที่คนเราจะหมดไปได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย หลายคนอาจจะบอกว่า ฉันก็ไม่ได้มีความฝันอะไรแล้วชีวิตฉันก็ไม่เห็นจะจบลงเลย ผมไม่เชื่อครับว่าคุณหมดความฝัน อย่างน้อยก็ยังในเรื่องของการอยากได้เงินเดือนสูงๆ อยากมีใครมารักบ้าง อยากจะเดินทางไปที่ไหนต่อไหน และอีกมากมายล้วนแต่ก็คือความต้องการ ซึ่งผมขอเรียกว่าความฝัน ถึงแม้บางคนจะไม่สามารถทำความฝันหลักให้เป็นจริงไปได้ แต่ความฝันรองๆลงมาก็ยังคงมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งแต่ละบุคคลก็สร้างมันออกมาเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว

ดูตัวคุณเป็นต้น

ซึ่งการหมดความฝันมีอยู่หลายอย่าง บางคนหมดไปโดยทำได้หมดแล้วซึ่งนั่นอาจจะยังไม่ทำให้เค้าจบชีวิตลง แต่บางคนหมดไปเพราะโดนทำลายบ้าง เลิกล้มเองบ้าง หรือไม่กล้าทำเองก็มี และคนเหล่านั้นผมเชื่อว่ามีชีวิตที่ไม่มีความสุขจนไม่น่าจะเรียกว่าชีวิตเท่าไหร่ และก็ยังมีอีกอย่างก็คือความฝันหลักโดนทำลาย และทำให้บุคคล คนนั้นไม่สมารถที่จะมองเห็นความฝันอย่างอื่นจนกระทั่งตัดสินใจทำเรื่องที่ไม่น่าทำอย่างการ ฆ่าตัวตาย

ชีวิตของคนเรายังไม่จบหรอกถึงแม้ความฝันหลายๆอย่างของคุณโดนทำลาย ปู้ยี่ปู้ยำ หรือแม้กระทั่งโยนทิ้งไปเอง แต่ถ้าคุณไม่ยอมแพ้กับชีวิตการที่คุณจะสร้างความฝันใหม่ๆออกมาเพื่อไล่ตามก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย แม้คนอื่นจะหาว่าคุณจับจด อ่อนแอ หรืออะไรก็ตาม ถ้ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วคุณควรจะปกป้องและทำมัน และดีไม่ดีมันอาจจะพาคุณกลับมายังความฝันอันเก่าที่ยังไม่ขึ้นสนิมก็เป็นได้

life is what you made it out from your dream