สิงหาคม 23, 2009

ความทึมเทาของเปลือกสีหม่น

Posted in บทกวี, ปรัชญา tagged , , , , , , , , , ที่ 11:00 pm โดย pakornkrit

ใครบางคนผู้นั้น

เร้นกายในเงามืด

ซ่อนเนื้อในไว้หลังฉาก

ปกคลุมสิ่งโสมมด้วยผิวผ่องใส

ภายนอกคือรอยยิ้มแสนจอมปลอม

ภายในคือตุ่มหนองแสนเน่าเฟะ

รอวันน้ำเหลืองสาดกระเซ็น

สิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายในคือความลวงหลอก

ความลวงหลอกที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เว้น

ดั่งเนื้อร้ายที่กัดกินสู้เนื้อใน

ลุกลามแพร่กระจายดั่งไฟพิโรธ

แผดเผาวอดวาย มลายสิ้น

เหลือไว้พียง ผงธุลีในสายลม

หรือทั้งหมดคือมายาภาพ

แท้จริงแล้ว สิ่งใดจริง สิ่งใดลวง

ใครเล่าจะตอบได้

ฤ ทั้งหมดคือสิ่งลวงตา

ฤ วันวานไม่เคยมีอยู่จริง

ฤ อนาคตเป็นเพียงคำปลอบใจ

ฤ ทั้งหมด เป็นแค่ฉากที่ข้ากำหนดมันขึ้น เพื่อดับชีวิตตัวข้าเอง

ฤ กลับเป็นตัวข้านั้นเองที่แสน …ว่างเปล่า…

พฤศจิกายน 2, 2008

เวลาที่มี

Posted in ปรัชญา, ไอเดีย tagged , , , , ที่ 12:05 am โดย pakornkrit

แรงบันดาลใจจาก time-worthness

พักจากเรื่องเครียดๆ มาดูอะไรที่ เออ … เครียดน้อยลง ซักนิดดีกว่า

เราทุกคนรู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย

วาทะแสนคลาสสิก ที่ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครพูดเอาไว้

บางคนอาจจะงงที่ประโยคนี้ไปเกี่ยวอะไรกับนาฬิกาแปลกๆข้างบน อันที่จริงก็คงงงตั้งแต่เห็นนาฬิกาแปลกๆนี้แล้ว

ครับ คุณไม่ได้ตาฝาดครับ ตัวเลขบนนาฬิกานั้น แปลกไปกว่าชาวบ้านเค้าจริงๆ และนาฬิกาข้างต้นก็มีอยู่จริงๆบนโลกนี้เช่นกัน

แน่นอนครับ มันเกี่ยวกับ วันเกิด และ วันตาย (เอ่อ และน่าจะเกี่ยวกับอย่างหลังมากกว่านิดนึง)

มันคือ นาฬิกาชีวิต (Life Clock) ครับ

นาฬิกานี้ ไม่ได้บอกเวลาที่คุณต้องตื่น เวลาที่ต้องเข้าเรียน หรือเข้างาน แม้แต่เวลาเลิกก็ไม่มีบอก

สิ่งเดียวที่นาฬิกาเรือนนี้บอกคือ ความตายที่กำลังคืบคลานใกล้เราเข้ามาทุกขณะ

เอ่อ … หรือจริงๆก็คงแค่บอกว่า คุณใช้เวลามาแล้วกี่ปีนี้ชีวิตนี้ และ เวลาที่คุณเหลืออยู่ในชีวิตนี้

84 ปี คือ จำนวนตัวเลขทั้งหมดบนนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่า ตัวเลขนี้เค้าไปได้ข้อมูลมาอย่างไร

Bertrand Planes คือชื่อผู้ออกแบบนาฬิกาเรือนนี้ครับ

ที่เขียนนี่ไม่ได้จะบอกว่า นาฬิกานี้มันเชื่อถือได้แต่อย่างใด

แต่มันคงสนุกพิลึก หากเราตื่นเช้ามาแล้วพบว่า ชีวิตของเราที่เหลืออยู่นั้นค่อยๆลดลงเรื่อยๆ และมันคงพอจะกระตุ้นให้เราทำอะไรบางอย่างได้ (ผมคิดว่างั้นนะ)

ตามสุภาษิต ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา

แล้วเข็มนาทีกับเข็มวินาทีนั้น จะมีไปทำ(ซาก)อะไร หลายคนอาจจะสงสัย

เข็มนาทีนั้นจะขยับ 1 ครั้งทุกๆ 7วัน โดยประมาณ และเข็มวินาที จะขยับ 1ครั้ง ทุกๆประมาณ 3 ชั่วโมง

แต่เดี๋ยวก่อน หากคุณสนใจนาฬิกาแสนสวยนี้

ถึงคุณโทรมาภายใน 15 นาทีนี้ หรือ ภายใน ไม่กี่ 10 ปีนี้ คุณก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของมันได้

เพราะนาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้นมาแค่ 7 ชิ้นเท่านั้น ในโลกนี้ (แค่คาดว่าคงโดนซื้อไปหมดแล้ว)

อยากรู้เหมือนกันว่า ทำไมต้อง 7 เพราะนาฬิกาก็เริ่มที่ 7 และ จบที่ 77 เช่นกัน

อาจจะเป็นแค่ Lucky Number เฉยๆ ก็ได้มั้ง

ขออนุญาติจบด้วยประโยคคมๆจาก คานธี

Live as if you were to die tomorrow.

Learn as if you were to live forever.

ที่มา (นาฬิกานะ ไม่ใช่คานธี) : OhGizmo!

กันยายน 3, 2008

ของเล่นชิ้นสุดท้าย

Posted in เรื่องสั้น, เรื่องเล็ก tagged , , , , , , , ที่ 2:14 am โดย pakornkrit

ท่ามกลางความอบอ้าวของแดดยามบ่าย

ยามบ่ายที่ผู้คนต่างรีบเร่ง

บ้าง รีบเร่งเพราะมีบางสิ่งบางอย่างคอยอยู่

บ้าง รีบเร่งเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการไปหา

บ้าง รีบเร่งเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องหยุดอยู่กับที่

แต่ท่ามกลางความรีบเร่งนั้น ยังมีสถานที่อยู่สถานที่หนึ่งที่เวลายังคงเหมือนถูกหยุดไว้

โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใจกลางเมืองใหญ่

ที่สนามเด็กเล่นหน้าโรงเรียน

เด็กมากมายกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่ายกับเครื่องเล่นชิ้นเดิมๆ

ในขณะที่นอกรั้วนั้น

ผู้คนมากมายต่างเร่งรีบราวกับจะเหลือเวลาบนโลกนี้อีกเพียงวินาทีเดียว

เด็กน้อยคนหนึ่งจ้องมองผู้คนเหล่านั้น แล้วเกิดข้อสงสัยขึ้น

และตั้งคำถามถึงสิ่งที่เห็น กับครูของตน

“เค้ารีบไปทำงาน เพื่อจะได้มีเงินเยอะๆ” ครูตอบ

เด็กน้อยได้ฟังดังนั้น ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมแค่กระดาษแผ่นเดียวถึงเป็นเหตุให้ผู้คนต้องทำเช่นนั้น

แต่ก็เก็บคำถามเหล่านั้นไว้ในใจ และกลับไปเล่นกับเพื่อนต่อ

ขณะกำลังเล่นเครื่องเล่นกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน ครูก็มาเรียกให้เข้าห้อง

ด้วยความติดเครื่องเล่น ทำให้ในตอนนี้ในสนามเหลือเพียงเด็กน้อยคนเดียว

และขณะที่กำลังจะกลับเข้าห้องนั้น เด็กน้อยก็สังเกตุเห็นบางสิ่งบางอย่างตกอยู่ที่ข้างรั้ว

เมื่อเข้าไปใกล้ ก็ำพบว่ามันคือกระดาษแผ่นหนึ่งสีม่วงเข้ม

เด็กน้อยรู้ในทันทีว่ากระดาษแผ่นนั้นคือแบงค์ 500 ที่คนที่เดินผ่านไปมาคงจะเผลอทำตกไว้

เด็กน้อยค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อจ้องมองสิ่งนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขณะนี้ ระยะระหว่างเด็กน้อยและกระดาษแผ่นนั้นห่างกันเพียงไม่กี่คืบ

เด็กน้อยกำลังลังเลอยู่ว่าตนเองควรทำเช่นไรดี

“คุณครูเคยสอนว่า ถ้าเจอของตก ให้เอาไปให้ตำรวจ” เด็กน้อยคิด

มือของเด็กน้อยค่อยๆเอื้อมไปหากระดาษแผ่นนั้นช้าๆ

แต่กลับเหมือนกระดาษแผ่นนั้นเป็นฝ่ายเคลื่อนที่เข้ามาหามือของเด็กน้อยเอง

เหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ที่มือเล็กๆข้างนั้นจะเอื้อมไปถึง แต่เด็กน้อยกลับหยุดมือไว้

ชั่วขณะนั้น คำตอบของครูแวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง

“ถ้ามีเงินเยอะๆ ก็ไม่ต้องรีบเร่งแบบคนพวกนั้น” เด็กน้อยคิด

เด็กน้อยหันมองรอบๆตัว ให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น

แล้วจึงเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้น

โดยหารู้ไม่ว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป

ชีวิตของตนเองจะเปลี่ยนแปลงไป

ตลอดกาล …..

มิถุนายน 6, 2008

สัญชาติญาณ ศรัทธา ความฝัน

Posted in คำคม tagged , , , , , ที่ 1:32 am โดย pakornkrit

สืบเนื่องจากไม่กี่ entry ที่ผ่านมา เพื่อนผมได้ up blog ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “ความฝัน” ไว้ ทำให้ผมนึกอะไรบางอย่างออก มันคือสมุดจดเล่มเล็กๆที่ผมชอบใช้จดคำพูดที่ผมชื่นชอบ เมื่อไปเจอมาจากที่ต่างๆ รวบรวมเก็บไว้ ซึ่งพอเอามาเปิดดูก็พบว่า มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับความฝันอยู่ เยอะพอควรเลย วันนี้เลยลองหยิบมาบางส่วน เผื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตเหี่ยวๆของใครบางคนได้บ้าง

ก่อนอื่นขอเป็นข้อความที่นำมาจาก blogๆ ซึ่งผมได้อ่านในเวลาไล่เลี่ยกัน เรื่องแปลกอยู่ที่ว่า เนื้อหามันดันมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน

-blog แรกคือ blog ของ (*แก้ไข) คุณ ธุลีดิน ชื่อว่า โอวาทของ Steve Jobs ผู้สร้าง Macintosh : Stay Hungry , Stay Foolish อ่านจากชื่อก็คงพอจะรู้แล้วว่า เกี่ยวกับอะไร ผมจะไม่ขอพูดถึงรายละเอียดทั้งหมดแล้วกัน เพราะคุณสามารถกดเข้าไปอ่านได้ ดังนั้นจึงขอพูดเฉพาะประโยคที่มันสะกิดใจผมแล้วกัน

อย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น

จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น

และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ

-ก่อนจะไปถึง blog อันต่อไปที่ผมเกริ่นไว้ ผมขอคั่นด้วยอะไรซักนิดนึง เนื่องจาก Jobs ได้พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “เสียง” เลยทำให้ผมนึกไปถึงเพลงๆนึง ของวง P.O.P. หลายๆคนน่าจะเคยฟัง ชื่อเพลง เสียงข้างในจิตใจ

ทางไหน เมื่อไร หนทางเดินอีกไกล ไม่ต้องไปคิดว่าใครต่อใครจะห้าม
สิ่งไหน และเพื่อใคร เก็บคำถามไว้ในจิตใจ ไม่ต้องไปสนทำมันต่อไปจนกว่า
สักวันเธอจะรู้ว่าเธอจะเจออะไร ในวันนั้นเธอคงจะเข้าใจ

วันนี้ เธอรู้ดี ว่าตอนนี้เธอทำอะไร และสิ่งนั้นไม่ทำให้ใครต้องลำบาก
ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องคิดมาก ขอแค่เธอแน่ใจ ทำสิ่งนั้นทำมันต่อไปจนกว่า

สักวันเธอจะรู้ว่าเธอต้องการอะไร ในวันนั้นเธอคงจะเข้าใจ
หากเธอมีคำถามที่ทำให้เธอหวั่นไหว ขอเธอจงมั่นใจ ไม่มีใครรู้ไปกว่า

เสียงข้างในจิตใจ เชื่อและทำต่อไป ไม่ต้องกลัวอะไร ทำดั่งใจเธอต้องการ
แม้จะนานแค่ไหน สุดท้ายไม่ได้อะไร อย่างน้อยได้ทำดั่งใจทุกอย่างที่ใจเธอต้องการ

หยุดสงสัยและทำมันต่อไป แม้จะเป็นอย่างไรให้เชื่อในใจของเธอ

-ทีนี้ก็มาถึงอีก blog ที่ผมเกริ่นไว้ตอนแรกซักที blog นี้ อยู่ในเวป onopen ชื่อว่า เขียนทำไม? เขียนอย่างไร? ผู้เขียนชื่อ สุวินัย ภรณาวลัย ตามหัวข้อเลยครับ blog นี้เกี่ยวกับนักเขียน มาถึงตอนนี้อาจจะมีคนงงว่า แล้วมันไปเกี่ยวข้องกับ Jobs ได้อย่างไร? ใช่ครับ งานนักเขียนกับ งานผู้บริหารบริษัทด้านอิเ็๊ล็กทรอนิกส ์อาจจะดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่สิ่งที่เชื่อมทั้ง 2 สิ่งก็คือ ความคิด ใช่ครับ งานทั้งคู่นั้น ล้วนคือการเอาความคิดมารับใช้ความต้องการของตัวเองทั้งสิ้น และใน blog นี้นั้น มีบางประโยคที่พูดเกี่ยวกับ สัญชาติญาณ หรือแรงจูงใจบางอย่าง ที่มาจากในตัวเรา เหมือนของ Jobs โดยใน blog นี้นั้น พูดไว้ว่า

เคล็ดลับในการอ่าน การคิด การเขียน ของผมคือ ต้องเป็น Pure motive, Pure action นั่นคือ ต้องเป็นการกระทำด้วยใจบริสุทธิ์ การอ่านของคุณต้องอ่านด้วยใจบริสุทธิ์ ถ้าอ่านเพราะใกล้สอบ คุณไม่มีทางเป็นนักอ่านที่ดีได้ ถ้าเขียนเพื่อจุนเจือเลี้ยงชีพ ไม่ได้เขียนเพราะอุดมคติ คุณไม่มีทางเป็นนักเขียนที่ดีได้

และ

ถ้าหากว่าไม่มี pure action แล้ว ถ้ามีผลสะเทือนก็แค่ชั่วคราวหรือผิวเผิน

หมดไปแล้วสำหรับประโยคจาก blog ทีนี้ก็มาถึงประโยคจากในสมุดบันทึกของผมบ้าง

-ประโยคแรกนั้น นำมาจากหนังสือเล่มโปรดของผม

ชีวิตมันมีไว้ให้เราใช้ ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา

นำมาจากหนังสือชื่อ the bear wish project ของพี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ (นามปากกา เดปป์ นนทเขตคาม) เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่ทำให้ผมเริ่มคิดเองเป็น ใช่ครับ เริ่มใช้สมองคิดไตร่ตรองถึงสิ่งต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต และสิ่งที่ยังมาไม่ถึง รวมถึง การเริ่มต้นกำหนดชีวิตของตัวเอง ด้วยตัวเอง

-ประโยคต่อมา ผมได้มาจากในหนังสืออีกเช่นกัน แต่ผมดันจำชื่อหนังสือไม่ได้

When you reach for the stars you may not quite get one,

but you won’t come up with a handful of mud either.

เป็นคำพูดๆหนึ่งของ Leo Burnett ผู้ก่อตั้ง Agency โฆษณาในชื่อเดียวกัน (ผมไม่แน่ใจว่าเป็น slogan ของบริษัทด้วยรึเปล่า) ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็น agency อันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ (มีสาขาอยู่ที่เมืองไทยด้วย)

-ประโยคต่อมานำมาจากหนังสือ (อีกแล้ว)

ผมคิดว่า บางทีคนเราก็ไม่มีความชัดเจนในเรื่องที่ไฝ่ฝัน

บางคนคิดว่าตัวเองฝันอยากเป็นนักแต่งเพลง

โดยที่ความจริงแล้วเขาฝันอยากมีชื่อเสียงจากการเป็นนักแต่งเพลงต่างหาก

บางคนคิดว่าตัวเองฝันอยากเป็นนักเขียน

โดยที่ความจริงแล้วเขาฝันอยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากการเป็นนักเขียนต่างหาก

นำมาจาก หนังสือชุด คุยกับประภาส ซักเล่มหนึ่ง แต่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นข้อความที่พี่จิก(ประภาส ชลศลานนท์)เขียนไว้เองรึเปล่า หนังสือชุดนี้ เช่นกัน เป็นหนังสือชุดที่ได้ทลายกำแพงความคิดผมไปอีกหลายชั้นเลยทีเดียว

-ประโยคต่อมายังคงนำมาจากหนังสืออีกเช่นกัน

The boat is safest when it is in the port,

but that is not what boat were built for.

อ่านแล้วต้องตีความซักนิดนึง นำมาจากหนังสือซักเล่มของ Paulo Coelho (ผมนำมาจากหนังสือชื่อ Life ที่รวมเอาคำพูดจาหนังสือเล่มอื่นมาอีกที) นักเขียนที่ผมสามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นนักเขียนคนโปรดของผม และเพราะหนังสือ the alchemist ของเค้า ที่ทำให้ผมเริ่มหันมาสนใจชีวิตตัวเองมากขึ่น จากที่เคยปล่อยไหลไปวันๆ

-ประโยคสุดท้ายแล้ว ประโยคนี้ไม่ได้มาจากหนังสือแล้ว (ฮา)

If you can dream it, you can do it.

ประโยคนี้ผมไปเจอมาจากในเวปซักเวปนึงซึ่งจำไม่ได้แล้ว เป็นคำพูดของผู้ชายที่ได้พิสูจน์ความจริงที่ว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข เพียงเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่า แทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเค้าคนนี้ Walt Disney ผู้ซึ่งได้เติมเต็มจินตนาการให้เด็กเกือบทั้งโลก และได้สร้าง”ดินแดนแห่งความฝัน” ขึ่นมาจริงๆนั้นก็คือ Disney Land นั้นเอง

ก็คิดว่าคงมากมายในระดับนึงแล้ว จริงๆมีประโยคอีกหลายประโยคที่ผมอยากจะเอาลง แต่คิดว่าเอาไว้คราวหน้าดีกว่า

กุมภาพันธ์ 8, 2008

ทางเลือก

Posted in คำคม tagged , , , , , , , ที่ 11:58 pm โดย pakornkrit

ไปอ่านเจอคำคม คำนึงในหนังสือมาครับ เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอามาแปะไว้ครับ

   

The only way to make the right decision is to find out which is the wrong decision.

-Paulo Coelho

  

อ่านๆดู แล้วเหมือนจะไม่น่ามีอะไรนะครับ เพราะมันก็เป็นสิ่งที่เป็นความจริง การจะรู้ว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง เราต้องรู้ก่อนว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ผิด แน่นอนอยู่แล้ว แต่เรื่องง่ายๆแบบนี้หละครับ ที่ทำยาก เพราะในชีวิตจริงแล้ว การจะตัดสินผิด/ถูกในทางเลือกนั้น มันไม่ง่ายเหมือนกับการทำข้อสอบ ก ข ค ง ที่รู้แน่อยู่แล้วว่า มันมีคำตอบที่ถูกเพียงแค่ข้อเดียว ส่วนข้อที่เหลือคือข้อที่ผิด และสามารถตัดทิ้งได้เลย

ในชีวิตจริงนั้น ทุกทางเลือกล้วนถูกต้องหมด เพียงแต่ว่าทางเลือกแต่ละทางนั้นมันแตกต่างกันตรงที่ ถูกมาก หรือ ถูกน้อย ก็เท่านั้นเอง ซึ่งมากหรือน้อยนี่ก็บอกยากครับ เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมเลยแหละ มากของคนหนึ่งอาจจะน้อยสำหรับใครอีกหลายๆคนก็ได้ เช่น เงิน20บาทสำหรับคนบางคนอาจจะแทบไม่มีค่าเลย แต่สำหรับอีกคนหนึ่งมันอาจจะหมายถึงเป็นหรือตาย ได้เลย หลายคนอาจจะงงว่าผมกำลังจะบอกว่าอะไรในเมื่อตอนแรกก็บอกไว้ว่าทางเลือกที่ดีที่สุดเกิดจากการที่เราต้องรู้ก่อนว่าทางไหนคือทางที่ผิด แต่ไปๆมาๆผมกลับบอกว่า ทางที่ผิด/ถูกนั้นมันไม่มี เพราะถูก/ผิดของแต่ละคนก็ต่างกัน หรือผมกำลังจะบอกเป็นนัยๆว่า ผิด/ถูกนั้น ล้วนเป็นสิ่งสมมุติขึ่นมาเองทั้งนั้น …..

    

นั้นสิครับ แล้วผมจะบอกอะไรกันแน่เนี้ย ? ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเลย

หรือบางที ผมอาจจะต้องรู้ก่อนว่า ผมไม่ต้องการจะบอกอะไรกันแน่

   

มกราคม 20, 2008

ตัวตน

Posted in ปรัชญา tagged , , , , , , , ที่ 12:04 am โดย pakornkrit

ตัวตนของเราคืออะไร ?

เราเกิดมาทำไม ?

ผมเชื่อว่า คำถามโลกแตกเหล่านี้คงเคยเกิดขึ่นกับพวกคุณบ้าง แต่จะมีซักกี่ครั้งที่เราสามารถที่จะหาคำตอบที่ถูกใจไปตอบคำถามเหล่านั้นกับตัวเองได้ ….. สำหรับผมนั้น ไม่เคยมีเลยซักครั้งเดียว จะมีก็แค่คำตอบกวนๆ ประมาณว่า ก็เกิดมาเพื่อหาคำตอบไง ซึ่งก็ไม่ได้ถือเป็นคำตอบแต่อย่างใด

     

บางที การจะตอบคำถามเหล่านั้นให้ได้ เราอาจจะต้องมองย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของมันซะก่อน เพราะหลายๆครั้ง อดีตก็สามารถกำหนดอนาคตได้

ตัวตนของเราเกิดจากอะไร ?

ใช่การกระทำของเรารึเปล่า ที่ทำให้ตัวเราเป็นตัวเราในทุกวันนี้ ?

หรือว่าเพราะว่า สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่แรก หรือ โชคชะตา จะเป็นตัวกำหนดชีวิตเราอยู่ ?

    

นี่คือหัวข้อที่ผมอยากจะชวนมาถกกันครับ เผอิญไปได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องนึง

   

ระหว่างคำว่า “การกระทำจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราเป็น” กับ “สิ่งที่เราเป็นอยู่เป็นตัวกำหนดการกระทำของเรา”

คุณคิดว่า ระหว่างวลี2ประโยคนี้ คุณ”เชื่อ”ในวลีประโยคไหนมากกว่ากัน ?

อยากชวนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดู เผื่อได้มุมมองอะไรใหม่ๆในชีวิตครับ

      

มกราคม 7, 2008

คำ และความหมายของมัน

Posted in ถาม & ตอบ tagged , , , , , ที่ 10:05 pm โดย epizilos

ระหว่างคำว่า“คนที่เดินไปข้างหน้า”กับ“คนที่หยุดเดิน” คุณคิดว่า คำ2คำนี้ มันหมายถึงอะไร ?

       

         

สำหรับผมน่ะ  ผมคิดว่า”คนที่ก้าวไปข้างหน้า”เนี่ยเขาอาจจะมีความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่างที่รอเขาอยู่ก็ได้แต่”คนที่หยุดเดิน”เขาก็อาจจะหยุดชะงักเพื่อจะคิดหรือไตร่ตรองอะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ 

แล้วสำหรับคุณล่ะ คิดว่า คำ 2คำนี่มันหมายถึงอะไร ?

      

มกราคม 6, 2008

เดินทางใกล้

Posted in เดินทาง tagged , , , , , , , , , , , ที่ 12:01 pm โดย pakornkrit

กลางดึกคืนหนึ่ง

เหมือนกับกลางดึกของทุกๆคืน ผมมักจะปล่อยตัวเองให้นั่งแช่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่า “มีอะไรให้ทำ” และเป็นธรรมดา เมื่อคุณนั่งอยู่เฉยๆเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหน้าจอ LCD ความรู้สึกปวดเมื่อยจะตามมา ผมจึงตัดสินใจที่จะลุกขึ่นไปยึดเส้นยืดสายบ้าง โดยลุกขึ่นไปชงกาแฟมากิน ขณะที่ผมกำลังเคลื่อนที่ไปเพื่อชงกาแฟนั้น ในขณะที่ผมกำลังเปิดประตูห้องออกไปด้านอก ผมก็รู้สึกถึงลมเย็นๆ พัดมาปะทะกับใบหน้า แล้วความรู้สึกหนึ่งก็ตามมา …. ไม่ใช่ความรู้สึกขนหัวลุกครับ มันเป็นความรู้สึกที่ สบาย บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันรู้สึกผ่อนคลายมากๆ ผมจึงตัดสินใจยืนอยู่เฉยๆให้ลมปะทะเล่นอยู่ซักพัก แล้วจึงเคลื่อนที่ต่อ โดยในขณะที่ผมกำลังชงกาแฟ ขณะกำลังรอน้ำเดือด ในหัวผมก็กำลังคิดอะไรไปเรื่อยๆ และผมก็รู้สึกแปลกๆกับความรู้สึกที่พึ่งเกิดขึ่นเมื่อครู่นี้ ผมรู้สึกแปลกใจตัวเอง คือปรกติแล้ว เวลาช่วงนี้ มันก็มักจะมีลมแบบนี้พัดมาเป็นประจำอยู่แล้วรึเปล่า แล้วผมดันไม่ทันได้สังเกตุ เลยรู้สึกว่า อากาศในคืนนี้มันไม่เหมือนกับทุกๆคืนที่ผ่านมา หรือว่า จริงๆแล้ว อากาศมันเย็นขึ่นจริงๆ เย็นขึ่นจนประสาทสำผัสอันด้านชาของผมรู้สึกถึงมันได้ ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่า ตกลงแล้ว มันอย่างไหนกันแน่ อ่า ….. น้ำเดือดพอดี

จากนั้น ผมยกแก้วกาแฟกลับมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตามเดิม โดยในหัวพยายามคิดหาคำตอบว่าตกลงแล้ว เป็นความรู้สึกผม หรือ อากาศกันแน่ ที่มันเปลี่ยนไป โดยมีปริมาณกาแฟในแก้วที่ค่อยๆลดลงเรื่อยๆเป็นพาหนะทางความคิด และแล้ว …. กาแฟก็หมดแก้ว แต่ผมยังไม่สามารถคิดหาคำตอบได้ จากนั้น ผมก็เหมือนได้ยินเสียงใครบางคน มันไม่ใช่เสียงที่มาจากข้างนอก แต่มันเป้นเสียงที่มาจากภายในร่างกาย และเป็นเสียงที่ผมรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน เสียงนั้น ตะโกนใส่ผมว่า “มึงคิดไปแล้วมันจะได้อะไรขึ่นมาวะ … หา” ผมที่ขณะนั้นกำลังฟุ้งซ่านจากการค้นหาคำตอบอยู่ ก็เหมือนกับโดนน้ำเย็นๆ สาดใส่ “เอ่อวะ คิดหาคำตอบไปแล้วมันจะได้อะไรวะ” …….. จากนั้น ผมจึงพยายามหยิบหนังสือมาซักเล่มหนึ่ง หวังให้มันช่วยดึงความสนใจผมจากไอ้คำตอบบ้าๆนั้น และผมคิดว่ามันก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ผมลืมเรื่องนั้นไปเลย ขณะที่ผมให้หนังสือทำหน้าที่ดึงความสนใจผมไปซักพักใหญ่ๆ เหลือบมองนาฬากาข้างฝา ตี2 กว่าแล้ว สงสัยน่าจะไปนอนได้แล้วนะเนี้ย ผมวางหนังสือลง ปิดคอมพิวเตอร์(ซึ่งจริงๆก็ดูเหมือนปิดอยู่แล้วเพราะมัวแต่นั่งคิดถึงไอ้นั้นอยู่) พยายามปิดเปลือกตาลงโดยไม่สนใจน้ำสีดำๆที่พึ่งดื่มไปเลยซักนิด และผมก็หลับลงได้ แม้จะเสียเวลาไปซักหน่อย โดยทิ้งให้คำตอบที่คาใจผมอยู่นั้น นั่งอยู่เงียบๆที่มุมห้อง …..

             

เช้า (ที่จริง สายแล้ว)

เป็นเช้าที่ผมรู้สึกสบายอย่างน่าประหลาด รู้สึกว่าอากาศมันเย็นสบายกว่าทุกที ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเพราะมีคนมาเร่งแอร์ แต่เมื่อตื่นขึ่นมาผมก็พบว่า ไม่ใช่มาเร่งแอร์ แต่มีคนมาปิดแอร์ !!!! และแล้วผมก็สามารถหาคำตอบที่ผมคิดมาตั้งแต่เมื่อคืนได้เสียที อากาศมันเย็นขึ่นจริงๆ ไม่ใช่เพราะผมรู้สึกไปเอง และผมก็คิดว่า อาจจะเป็นเช้าที่อากาศดีที่สุดในรอบหลายวันเลย อากาศมันดีจนผมรู้สึกว่า ไม่ควรที่จะแค่นั่งเฉยๆ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ผมจึงตัดสินใจ คว้ากล้องถ่ายรูป เปลี่ยนเสื้อผ้า และออกจากบ้านไป โดยที่ผมก็ไม่แน่ใจในจุดหมายเหมือนกัน รู้แต่ว่าต้องออกไป โดยผมเลือกที่จะเดินตามฟุตบาทไปเรื่อยๆ และผมก็พบว่า อากาศมันดีจริงๆ อีกทั้งบรรยากาศในเมืองก็ดูเงียบสงบ อาจเป็นผลมาจากควันหลงปีใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งผมคิดว่า ถ้ากรุงเทพเป็นแบบนี้ทุกวัน มันคงจะดีมากๆเลย

เส้นทางที่ผมเลือกเดิน เป็นฟุตบาทที่ติดกับถนนใหญ่ ซึ่งปรกติแล้วจะค่อนข้างวุ่นวาย เพราะจะมีพนักงานออฟฟิศแถวๆนี้ออกมากินข้าวกัน เอ่อ ลืมบอกไป ผมออกไปถ่ายประมาณ บ่าย 1 ครับ ต่อๆ ถึงไหนแล้ว อ้อ …. ปรกติแถวนี้จะวุ่นวายมาก เพราะจะมีคนเดินไปเดินมาค่อนข้างเยอะ และ จะมีร้านอาหารข้างทางเปิดเต็มไปหมด บวกกับอากาศ ที่ปรกติจะร้อน มากๆ เมื่อทุกอย่างรวมกัน ทำให้ผม ซึ่งปรกติขี้เกียจอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับสิ่งเหล่านี้ทำให้ยิ่งขี้เกียจเข้าไปใหญ่ ใช่ครับ ที่ผมบอกไปอย่างนี้เพราะว่า ผมไม่เคยเดินออกมาถ่ายรูปแถวนี้เลยครับ อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเลย แค่ออกมาเดิน chill chill ยังไม่เคยเลยครับ เพราะคิดว่ามันออกจะ warm warm ซะมากกว่า แต่เนื่องจากวันนี้มันไม่เหมือนวันก่อนๆ วันนี้เป็นวันหลังปีใหม่หมาดๆ คนก็ไม่เยอะ ร้านแถวนั้นก็ยังไม่ค่อยเปิด อากาศ ก็เย็นสบาย แม้จะมีแดด แต่มีลมพัดมาตลอด ทำให้ทุกอย่างมันดู เอ่อ เข้าท่า มากๆเลย

ลองมาดูรูปที่ผมถ่ายมาประกอบไปด้วยแล้วกันครับ เผื่อจะได้ “เห็นภาพ” มากขึ่น

    

 

รูปนี้เป็นตู้โทรศัพท์ครับ ผมติดใจตรงไอ้โลโก้ ที่เป็นรูปลูกโลกแล้วมีประเทศไทยตัวบะเริ่ม แล้วมีรูปหูโทรศัพท์ อยู่นอกโลกนี่แหละครับ จริงๆผมเคยเห็นมาหลายรอบแล้วแต่พึ่งได้สังเกตุชัดๆเอาวันนี้นี่แหละ ผมว่าโลโก้มันก็โอเคนะ ไม่ได้ถึงกับแย่มาก หรือ อาจจะแย่ เพราะผมเห็นตั้งหลายครั้งแต่พึ่งมาสังเกตุเอาครั้งนี้ น่าคิดๆ

           

 

นกตัวนี้ผมเห็นมันเดิน (มันเดินจริงๆครับ) อยู่ตัวเดียวข้างทาง ตรงนี้ปรกติมันจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวมั้ง ถ้าผมจำไม่ผิด แต่วันนี้ร้านไม่เปิด เลยมีพื้นที่โล่งพอสมควร แล้วผมก็เห็นนกตัวนี้มันเดินอยู่ตัวเดียว ผมเลยยืนหยุดดูมัน มันก็ไม่บิน ไหนๆเลยขอถ่ายรูปเก็บไว้ซักนิด จากนั้นผมจึงยกกล้องขึ่นเล็ง แต่ว่าเล็งอยู่นานพอสมควร เพราะหามุมที่ถูกใจไม่ได้เลย จนมาได้มุมนี้ เมื่อผมถ่ายปุ๊บ มันก็บินจากไป ผมว่าถ้ามันพูดภาษามนุษย์ได้ มันคงพูดว่า “กว่าจะถ่ายได้ แม่ง เล็งอยู่ได้”

         

 

รูปนี้ เป็นต้นไม้ของตึกสำนักงาน โดยมันตั้งอยู่ด้านหลังของตึก ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไม่เดินเข้าไป แต่เห็นตรงช่องข้างตึกมันเป็นช่องลมพอดี ผมเลยเดินเข้าไป และก็เจอกับต้นไม้ต้นนี้เข้า อันที่จริงๆ รอบๆต้นไม้ต้นนี้จะมีตึกบังอยู่เต็มไปหมด ผมเดินหามุมอยู่นานพอสมควรเหมือนกันกว่าจะได้มุมนี้มา รู้สึกว่าต้นไม้ต้นนี้จะถ่ายไว้หลายรูปเลย แต่ชอบรูปนี้ที่สุด

           

 

ดอกไม้ดอกนี้ อยู่ใกล้กับ ต้นไม้ต้นข้างบนครับ หลังจากแหงนหน้ามองหามุมของต้นไม้ต้นข้างบนจนเมื่อยแล้ว เมื่อยนี่คือเมื่อยคอที่แหงนหน้าหามุมที่ถูกใจ และก็เมื่อยลูกกะตาที่ต้องเพ่งกับแสงแดดที่จ้าพอสมควรในช่วงนั้นด้วยครับ เลยก้มหน้าลงมาเพื่อพักให้หายเมื่อย และผมก็เหลือบไปเห็นแปลงดอกไม้ดอกนี้เข้า อาจะเป็นเพราะสีแดงสดของมัน ทำให้สะดุดตาผมเข้า ผมเลยเดินเข้าไปใกล้ๆ หามุม และ กด ครับ

        

 

 รูปนี้เป็นกิ่งไม้ที่ น่าจะร่วงมาซักพักแล้ว ที่ผมสนใจมันก็เพราะว่า มันเป็นกิ่งเดียวในแถวๆนั้น (อีกแล้ว) ตอนแรกก็คิดว่าว่าจะถ่ายยังไงดี หลังจากลองถ่ายอยู่หลายรูปเหมือนกันแต่ก็ยังไม่ถูกใจ ไอเดียนี่ก็แว๊ปเข้ามาในหัว รูปนี้ผมไม่ได้นอนลงไปบนพื้นเพื่อถ่ายนะครับ ผมวางกล้องไว้กับพื้นแล้วนั่งถ่ายเอาครับ รูปที่ออกมาก็ ชอบมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย บางทีอาจจะเป็นรูปที่ผมชอบที่สุดในเซ็ทนี้เลยก็ได้

           

 

รูปนี้เป็นรูปของ กริ่ง โรงเรียนอนุบาลครับ เป็นโรงเรียนอนุบาลของผมเองครับ 5555 แต่ผมคิดว่าเค้าคงปิดกิจการมานานพอสมควรแล้วหละครับ สังเกตุจากสภาพในโรงเรียน รวมถึงสภาพของ กริ่ง นี้ด้วยครับ ที่สนใจในกริ่งนี้ก็เพราะว่า กริ่งนี้ (ผมคิดว่า)เป็นกริ่งเก่าที่ใช้มาตั้งแต่สมัยผมยังเรียนอยู่ หรือราวๆนั้น เพราะจากสภาพของมัน จากสี จากร่องรอยต่างๆ บ่งบอกว่ามันผ่านกาลเวลามาพอสมควรแล้ว และอีกอย่างที่ผมชอบคือ ไม้ว่าสีของกำแพงและรั้วจะถูกทาใหม่กี่รอบ แต่กริ่งอันนี้ ยังคงเป็นอันเดิมอยู่ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

         

 

ดอกไม้ (อีกแล้ว) รูปดอกไม้ดอกนี้ เจอหลังจากกำลังจะเลี้ยวตรงหัวมุมโค้งครับ พอดีกิ่งมันย้อยลงมาใส่หัวผม ผมเลยต้องก้มเพื่อเดินผ่านไป แล้วอยู่ดีๆในหัวผมก็เกิดความคิดแปลกๆออกมา นั่นก็คือ อยากลองถ่ายภาพดอกไม้ย้อนแสงดู (ไอ้ที่สว่างๆข้างหลังนั้นพระอาทิตย์ครับ) ก็กลัวกล้องเจ๊งเหมือนกัน แต่มันอยากอะครับ ทำไงได้ ก็เลยกดไป ถ่ายไปหลายรูปเหมือนกัน มีแค่รูปนี้รูปเดียวแหละมั้ง ที่เข้าท่าหน่อย (รึเปล่า)

      

 

รูปสุดท้ายแล้วครับ อย่าพึ่งเบื่อครับ รูปนี้ก็แค่รูปป้ายจราจรธรรมดาทั่วไปนี่แหละครับ ตรงที่มันทำให้ผมสนใจก็คือ ตรงคำว่าห้ามนี่แหละครับ ผมดู เอ่อ … ดูน่ากลัว ไม่สิ ดูอะไรซักอย่างอะครับ ความรู้สึกประมาณว่าต้องทำตาม และยิ่งใช้สีแดงด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มความหนักแน่นของการ “ห้าม” ได้เป็นอย่างดีเลย ก็เข้าใจคิดดีนะครับ แต่มองในอีกแง่นึง มันก็ดูจะแข็งกระด้างไปซักหน่อย เหมือนกับเป็นการบังคับ (เอ่อ มันก็บังคับจริงๆนะแหละ) คือดูแล้วรู้สึกว่ามันจะเผด็จการไปซักนิด (เอ่อ ผมกำลังพูดถึงคำว่า”ห้าม”ของป้ายๆนี้นะครับ ไม่ได้พูดถึงอะไรอย่างอื่น) แต่ก็นะ มันก็แค่ป้ายแหละ เอาอะไรกับมันมาก

        

รูปหมดแล้วครับ ที่จริงยังมีรูปเหลืออยู่ แต่ผมคิดว่ารบกวนแค่นี้ดีกว่า มากกว่านี้เดี๋ยวจะเกินพอดี ก็ การเดินทางใกล้ของผมในวันนี้ ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 2ชม. นิดๆ เดินไป ไม่ค่อยจะเยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเสียเวลาหามุมถ่ายแต่ละรูปนาน แต่จากการออกไปเดินทางใกล้ครั้งนี้ ผมก็ ได้รู้ ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างเลย นอกจากกรุงเทพในบรรยากาศที่หายากแล้ว ผมยังได้รู้ว่า จริงๆแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด เหมือนกับที่ใครซักคนเคยบอกว่า “You can find inspiration in everything” มันอยู่ทุกๆที่จริงๆครับ แรงบันดาลใจ อยู่ที่ว่าคุณจะมองว่า “มันแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น น่าสนใจ” หรือคุณจะมองว่า “ก็เหมือนๆเดิม เมื่อวานก็เห็น อาทิตย์ก่อนก็เห็น เดือนก่อนก็เห็น มันจะไปน่าสนใจอะไร” ถ้าคุณยังมองว่ามันไม่น่าสนใจอยู่ ผมแนะนำให้คุณลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หรือลองเปลี่ยนมุมที่มองดูครับ กับสิ่งที่คุณว่าน่าเบื่อ ซ้ำซาก บางทีเมื่อคุณมองมันใกล้ๆ หรือมองจากมุมที่คุณไม่เคยเห็น คุณอาจจะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณสนใจก็เป็นได้ครับ “เพราะทุกๆสิ่งทุกอย่าง เมื่อมองจาก ระยะ และ ด้าน ที่ต่างกัน ก็ให้อะไรหลายๆอย่างที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง” คนเราก็เช่นกันครับ และผมคิดว่า นิสัยช่างสังเกตุ ช่างติ เนี้ย มันเป็นสัญญาณที่ดีว่าสมองของเรา ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ของเรายังทำงานดีอยู่ครับ (ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ)

        

ถ้าใครอยากดูรูปในอีกมุมมองนึงเชิญ ที่นี่ ได้ครับ (เป็นมุมมองจากกล้อง 8m ครับ)

พฤศจิกายน 25, 2007

มองชีวิตผ่านถ้วยกาแฟ

Posted in ปรัชญา tagged , , , , , ที่ 5:53 am โดย pakornkrit

การชงกาแฟ ถ้าลองมามองดูดีๆ แล้ว มันก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์เรานี่เอง

             

.

.

.

.

.

              

แรกเริ่ม มีแค่ถ้วยกาแฟเปล่าๆ เปรียบเสมือน ตัวเราที่ปราศจากการรับรู้ใดๆ เปรียบเสมือน เด็กแรกเกิด ว่างเปล่า กลวงโบ๋ เปรียบเสมือนภาชนะที่ว่างเปล่า ใส สะอาด รอการเติมเต็มจากอะไรซักอย่าง

              

ต่อมา ถ้วยกาแฟที่ว่างเปล่านั้นก็ค่อยๆถูกเติมลงไปด้วย “ผงกาแฟ” “น้ำตาล” “คอฟฟี่เมต” หรือ อะไรก็ตามแต่ เปรียบเสมือน กับ สิ่งต่างๆที่เราได้รับรู้ผ่านการใช้ชีวิต ผ่าน วัย และ วัน ที่ล่วงเลย ปริมาณของส่วนผสมก็เปรียบเสมือน ความหลากหลายของสิ่งที่ได้รับรู้มาในชีวิต เช่น บางคนอาจจะได้รับรู้ในเรื่องของวิชาการมาก ในขณะที่บางคนอาจจะได้รับรู้ในเรื่องของวิชาชีพมาก ซึ่งแต่ละถ้วยนั้น ปริมาณของส่วนผสมก็ย่อม แตกต่าง กันไป เหมือนกับคนแต่ละคน ที่ ไม่เหมือนกัน

             

ต่อมาคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ของการชงกาแฟ ….. “น้ำร้อน” หากปราศจากน้ำร้อน กาแฟถ้วยนี้ก็ไม่สามารถชงออกมาได้ ซึ่งน้ำร้อนนี้ ก็เปรียบเสมือนกับ “แรงบันดาลใจ” ในชีวิตเรา แน่นอน ในชีวิตเรา หากเรามีการรับรู้ในสิ่งต่างๆมามากมายอยู่ในหัว แต่ปราศจากแรงบันดาลใจในการนำมันมาใช้ประโยชน์ มันก็เหมือนกับถ้วยกาแฟที่มีแต่แค่ ผงกาแฟ น้ำตาล คอฟฟี่เมต แต่ปราศจากน้ำชงกาแฟ ไม่สามารถที่จะออกมาเป็นกาแฟได้

ซึ่งแรงบันดาลใจนี้ หากมันไม่มีพลังกระตุ้นที่เพียงพอ ก็เปรียบเสมือนกับ การเอาน้ำที่ “อุ่นเกินไป” มาชงกาแฟ จะทำให้รสชาติที่อยู่ในกาแฟนั้น ออกมา “ไม่สมบูรณ์” เหมือนกันกับ สิ่งกระตุ้นในชีวิตเรา ถ้ามันไม่มีพลังกระตุ้นที่เพียงพอ ก็เหมือนกับเรามีความรู้อยู่เยอะ แต่ก็ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับ ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่อย่างที่มันควรจะเป็น กลับกัน ถ้าน้ำที่นำมาชง “ร้อนเกินไป” รสชาติของกาแฟนั้นก็จะ “ไม่สมบูรณ์” เช่นกัน

นอกจากนั้นแล้ว ปริมาณของน้ำก็มีผลต่อการชงกาแฟ เช่นกัน หากเราใส่น้ำ “น้อยเกินไป” อาจจะทำให้กาแฟถ้วยนั้นมีรสที่ “เข้มข้น” เกินไป เปรียบเสมือนกับ การที่เรามีความรู้เยอะ แต่ได้รับแรงกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถแสดงความรู้นั้นออกมาได้ทั้งหมด ตรงกันข้าม หากเราเติมน้ำในปริมาณที่ “มากเกินไป” ก็อาจจะทำให้กาแฟถ้วยนั้น มีรส “จืดชืด” เหมือนกับ การทีเราได้รับการกระตุ้นที่มากเกินไป เกินกว่าสิ่งที่เรามี มันจะทำให้เราทำอะไรที่มัน “เกินตัว” ลงไป แต่ถึงอย่างไรแล้ว กาแฟที่มี “รสจืดเกินไป” ก็ยังดื่มได้ง่ายกว่ากาแฟที่มี “รสขมเกินไป” เพราะงั้น การทำอะไรที่เกินตัวลงก็ยังดีซะกว่า มีความรู้มากมาย แต่ไม่ทำอะไรเลยซักอย่าง

เพราะงั้นแล้ว การที่เราจะสามารถชงกาแฟที่มีรสชาติ “สมบูรณ์” ออกมาได้ถ้วยนึงนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายๆเลย เหมือนกันกับ การที่เราจะนำสิ่งที่เราได้รับรู้ในการใช้ชีวิตออกมาใช้ นำประโยชน์ของมันออกมาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็ไม่ง่ายเลย

              

สุดท้าย สิ่งที่ดูเหมือนไม่จำเป็น แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการชงกาแฟ ….. “การคน”

ถ้วยกาแฟที่ได้รับการเติมเต็มกาแฟอย่างเพียงพอ บวกกับน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิ และ ปริมาณที่ “ดีพอ” แล้ว แต่ขาด การคน ก็เหมือนกับ คนมี่ที่ทั้ง ความรู้ และมีทั้ง แรงบันดาลใจ แต่ปราศจากการเริ่มต้น เช่น คนที่เอาแต่พูดว่า จะทำอย่างนู้น จะทำอย่างนี้ คนพวกนี้ ในเรื่องของความรู้ อาจจะมีอยู่เพียงพอแล้ว ส่วนในเรื่องของแรงบันดาลใจ ก็เพียงพอแล้วเช่นกัน แต่เมื่อมีทั้ง2อยู่ครบแล้ว แต่ไม่ได้เริ่มที่จะทำมัน ก็เหมือนกับ เวลาคุณจะเดินทางไปที่ไหนซักแห่ง คุณรู้เส้นทางที่คุณจะไปอย่างดีแล้ว น้ำมันก็มีอยู่เต็มถัง แต่คุณกลับไปนั่งอยู่ในรถเฉยๆ ไม่เริ่มขับซักที ถ้าเทียบกับกาแฟก็เปรียบเสมือน กาแฟที่มีส่วนผสมที่พร้อมลงทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ได้รับ การคน หลังการชง ทำให้กาแฟในถ้วยมีรสชาติไม่เท่ากัน ข้างบนอาจจะเลี่ยนคอฟฟี่เมตเกินไป ตรงกลางอาจจะ ขมกาแฟเกินไป และข้างล่างอาจจะหวานน้ำตาลจนเกินไป

จากการชงกาแฟถ้วยนึงนั้น ทำให้ค้นพบว่า ทุกขั้นตอนของการชงกาแฟนั้นล้วนสำคัญหมดทั้งสิ้น เพราะถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป หรือไม่อย่างใดอย่างหนึ่ง น้อย หรือ มาก เกินไป ก็สามารถทำให้กาแฟถ้วยนั้น มีรสชาติที่ผิดแปลกไปจากที่มันควรจะเป็น เหมือนกับ การที่เราทำอะไรซักอย่างไป แต่ขาดความรู้ที่ดีพอ ก็ทำให้สิ่งที่ทำนั้นออกมาไม่ดี หรือ เวลามีความรู้อยู่ในหัวมากมาย แต่ขาดแรงบันดาลใจมากระตุ้นให้นำความรู้เหล่านั้นไปใช้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เช่น และท้ายที่สุด กับสิ่งที่คิดว่าไม่สำคัญ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และ ขาดไม่ได้เลย ของการชงกาแฟ นั้นคือ การคนกาแฟ

         

เพราะงั้นแล้ว เราจึงไม่ควรที่จะละเลยสิ่งต่างๆ ในชีวิต แม้ว่าสิ่งนั้นมันจะเล็กน้อยเพียงใด เพราะว่าถึงมันจะเล็กน้อย มันก็ใช่ว่าจะไม่มีผลอะไรต่อชีวิตเลย เหมือนกับ เครื่องจักรขนาดใหญ่ ที่มีส่วนประกอบมากมาย แต่แม้มีเพียงเฟืองอันเล็กอันใดซักอันหนึ่งขาดหายไป เครื่องจักรนี้ก็ไม่สามารถที่จะทำงานต่อไปได้

            

………………………………………………….

            

แล้วกาแฟของคุณหละ ได้ให้ความสำคัญกับการชงทุกขั้นตอนรึเปล่า ?

                 

พฤศจิกายน 14, 2007

จินตนาการ คือ อะ ไร ?

Posted in ถาม & ตอบ tagged , , , , , , ที่ 2:30 pm โดย pakornkrit

คำถามนี้เป็นคำถามที่ติดอยู่ในหัวผมมานานแล้ว ถามตัวเอง-ตอบตัวเอง มานานแล้วครับ เลยอยากจะลองถาม คนอื่น บ้าง ว่า จินตนาการ สำหรับคุณแล้ว มัน คือ อะ ไร ???

         

         

         

……

*ตอบมาได้เลยนะครับ ไม่มีถูกไม่มีผิดครับ ไม่ใช่แบบทดสอบ IQ ครับ แค่อยากรู้เฉยๆ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นคำตอบที่เรารู้สึกจริงๆ ออกมาจากข้างในจริงๆ*