พฤศจิกายน 2, 2008

เวลาที่มี

Posted in ปรัชญา, ไอเดีย tagged , , , , ที่ 12:05 am โดย pakornkrit

แรงบันดาลใจจาก time-worthness

พักจากเรื่องเครียดๆ มาดูอะไรที่ เออ … เครียดน้อยลง ซักนิดดีกว่า

เราทุกคนรู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย

วาทะแสนคลาสสิก ที่ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครพูดเอาไว้

บางคนอาจจะงงที่ประโยคนี้ไปเกี่ยวอะไรกับนาฬิกาแปลกๆข้างบน อันที่จริงก็คงงงตั้งแต่เห็นนาฬิกาแปลกๆนี้แล้ว

ครับ คุณไม่ได้ตาฝาดครับ ตัวเลขบนนาฬิกานั้น แปลกไปกว่าชาวบ้านเค้าจริงๆ และนาฬิกาข้างต้นก็มีอยู่จริงๆบนโลกนี้เช่นกัน

แน่นอนครับ มันเกี่ยวกับ วันเกิด และ วันตาย (เอ่อ และน่าจะเกี่ยวกับอย่างหลังมากกว่านิดนึง)

มันคือ นาฬิกาชีวิต (Life Clock) ครับ

นาฬิกานี้ ไม่ได้บอกเวลาที่คุณต้องตื่น เวลาที่ต้องเข้าเรียน หรือเข้างาน แม้แต่เวลาเลิกก็ไม่มีบอก

สิ่งเดียวที่นาฬิกาเรือนนี้บอกคือ ความตายที่กำลังคืบคลานใกล้เราเข้ามาทุกขณะ

เอ่อ … หรือจริงๆก็คงแค่บอกว่า คุณใช้เวลามาแล้วกี่ปีนี้ชีวิตนี้ และ เวลาที่คุณเหลืออยู่ในชีวิตนี้

84 ปี คือ จำนวนตัวเลขทั้งหมดบนนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่า ตัวเลขนี้เค้าไปได้ข้อมูลมาอย่างไร

Bertrand Planes คือชื่อผู้ออกแบบนาฬิกาเรือนนี้ครับ

ที่เขียนนี่ไม่ได้จะบอกว่า นาฬิกานี้มันเชื่อถือได้แต่อย่างใด

แต่มันคงสนุกพิลึก หากเราตื่นเช้ามาแล้วพบว่า ชีวิตของเราที่เหลืออยู่นั้นค่อยๆลดลงเรื่อยๆ และมันคงพอจะกระตุ้นให้เราทำอะไรบางอย่างได้ (ผมคิดว่างั้นนะ)

ตามสุภาษิต ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา

แล้วเข็มนาทีกับเข็มวินาทีนั้น จะมีไปทำ(ซาก)อะไร หลายคนอาจจะสงสัย

เข็มนาทีนั้นจะขยับ 1 ครั้งทุกๆ 7วัน โดยประมาณ และเข็มวินาที จะขยับ 1ครั้ง ทุกๆประมาณ 3 ชั่วโมง

แต่เดี๋ยวก่อน หากคุณสนใจนาฬิกาแสนสวยนี้

ถึงคุณโทรมาภายใน 15 นาทีนี้ หรือ ภายใน ไม่กี่ 10 ปีนี้ คุณก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของมันได้

เพราะนาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้นมาแค่ 7 ชิ้นเท่านั้น ในโลกนี้ (แค่คาดว่าคงโดนซื้อไปหมดแล้ว)

อยากรู้เหมือนกันว่า ทำไมต้อง 7 เพราะนาฬิกาก็เริ่มที่ 7 และ จบที่ 77 เช่นกัน

อาจจะเป็นแค่ Lucky Number เฉยๆ ก็ได้มั้ง

ขออนุญาติจบด้วยประโยคคมๆจาก คานธี

Live as if you were to die tomorrow.

Learn as if you were to live forever.

ที่มา (นาฬิกานะ ไม่ใช่คานธี) : OhGizmo!

ตุลาคม 30, 2008

somewhere between the moon and the sea

Posted in บทกวี, เรื่องรัก tagged , , , , , , , , , ที่ 2:00 am โดย pakornkrit

มวลอากาศที่บางเบา

ไอระเหยแห่งผืนน้ำเวิ้งว้าง

ละอองจันทร์ที่ฟุ้งกระจาย

ความเงียบที่สามารถสดับได้

สายลมบางเบาแสนเสียดแทง

บุปผานางหนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางรอยแตกแห้งแห่งดินทราย

จากเพียงรากแก้ว เติบโต ผลิใบ และเบ่งบานในที่สุด

สิ่งแรกที่นางเห็นเมื่อลืมตาตื่นขึ้นบนโลกใบนี้

คือร่างมโหฬารของไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

และเป็นสิ่งสุดท้ายในพื้นที่อันแห้งแล้งนั้นด้วยเช่นกัน

แรกเริ่ม นางไม่กล้าชวนไม้ใหญ่คุย

ด้วยรูปร่างทั้ง 2 ที่แตกต่างกัน

จึงกลัวไม้ใหญ่จะไม่พูดคุยกับตน

มากมายวันวารที่ผันผ่าน

คำพูดที่ยังคงถูกเก็บไว้

แววตาที่เพียงจ้องมองออกไป

เพียงเท่านั้น

ความรู้สึกที่แปรเปลี่ยน

จากวินาทีแห่งความสงสัย

กลายเป็นวินาทีแห่งความห่วงหา

จากความเบ่งบานของกลีบใบ

บัดนี้ หลงเหลือเพียงความทรงจำ

จากกลีบใบที่เคยจับจ้องเต็มพื้นที่ก้านกิ่ง

กลับร่วงหล่นไปจับจองอยู่ ณ พื้นเบื้องล่างหมดสิ้น

กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนแปร

ดั่งฝูงนกอพยพเปลี่ยนถิ่นฐาน

จากไปไม่หวนคืน

บุปผารู้ดีถึงชะตาตนเอง

ไม่ต่างจากที่รู้ถึงความรู้สึกลึกๆในใจของตน

ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายเปรียบกับถ้อยคำหรือแม้แต่ท่วงทำนองใดๆได้

แต่กระนั้น กำแพงน้ำแข็งเบื้องหน้ากลับทำให้ทั้ง 2 เหมือนอยู่กันคนละจักรวาล

และในช่วงชีวิตสุดท้ายของนาง

กับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่มีอยู่

กับสิ่งแรก สิ่งสุดท้าย และสิ่งสำคัญที่สุด ที่นางได้เคยสัมผัส

เสียงๆหนึ่งหลุดลอยออกมา

ให้มวลอากาศและละอองจันทร์เป็นดั่งพาหนะ

นำพาเอาความรู้สึกทั้งหมดที่มี

ปิดผนึกใส่ซองอย่างดี

เดินทางมุ่งสู่จุดหมาย

ณ ดินแดนแห่งความหวัง

ตุลาคม 15, 2008

นิทานจันทรา

Posted in ปรัชญา, เรื่องสั้น tagged , , , , , ที่ 11:51 pm โดย pakornkrit

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว

มีดาวอยู่ดวงหนึ่ง ที่มิได้เป็นดวงบริวารของดาวดวงใด

ดาวดวงนั้นมีลักษณะเด่นคือ แสงขาวนวลที่สุกสว่างเต็มใบตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นที่หมายปอง และที่อิจฉาจากหมู่ดาวดวงอื่นๆ มากมาย

เพราะความงดงามสีขาวนวลนั้น หาดาวไหนๆเทียบได้ไม่มี

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว

ดาวดวงนั้นกลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย

“ไฉนเลย ฉันจึงไม่มีเพื่อนแม้ซักคน” ดาวดวงน้อยรำพึงกับตนเองอยู่บ่อยครั้ง

จนอยู่มาวันหนึ่ง

มีดาวตกดวงหนึ่ง ร่วงลงกระแทกสู่พื้นผิวดาวดวงน้อย

ดาวดวงน้อยได้เห็นดาวตกที่เดินทางผ่านหมู่ดาวมามากมาย จึงคิดว่า ดาวตกอาจจะมีคำตอบในสิ่งที่ตนสงสัย

จึงได้ลองเอ่ยถามกับดาวตก ถึงสาเหตุแห่งความโดดเดี่ยวของตน

“ท่านดาวตก ท่านพอจะตอบข้อสงสัยของข้าสักข้อนึงได้หรือไม่”

“ตัวข้านั้น เดินทางมาทั่วทั้งจักรวาล ไ่ม่มีสิ่งใดที่ข้าไม่ล่วงรู้ เชิญเจ้าถามมาได้เลย” ดาวตกตอบ

“ข้าอยากทราบว่า ไฉนเลย จึงไม่มีดาวดวงไหนโคจรเข้ามาใกล้ตัวข้าได้เลย”

“ดาวต่างๆที่พยายามโคจรมาใกล้ข้า กลับสิ้นแสงลงแทบทั้งสิ้น”

“ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด”

ดาวตกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่น

“สาเหตุนั้น ตัวเจ้าเองนั้นก็น่าจะรู้อยู่แล้ว”

“เหตุที่ดาวต่างๆพลันสิ้นแสงเมื่อพยายามเข้าใกล้เจ้านะหรือ”

“นั้นก็เพราะว่า ดาวเหล่านั้นถูกแสงของเจ้าบดบังจนหมดสิ้นยังไงล่ะ”

ดาวดวงน้อยเมื่อได้ทราบความจริงดังนั้น ก็พลันปรากฎความเศร้ามากมายเกาะกุมไปทั่วทั้งใบหน้า

ดาวตกเพ่งมองความเศร้าของดาวดวงน้อยอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วจึงเอ่ยออกมาว่า

“แต่ก็พอจะมีวิธีอยู่บ้าง”

“จริงหรือท่าน!”

“แต่ทว่า เจ้าก็ต้องสูญเสียบางอย่างไป เป็นการแลกเปลี่ยนเช่นกัน”

ดาวตกเว้นช่วงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยต่อ

“เจ้ายังต้องการจะฟังต่ออีกหรือไม่”

“ข้าต้องการจะฟังต่อ” คำตอบที่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงที่ดูหนักแน่นขึ้นกว่าแต่ก่อน

“วิธีการมีอยู่่ว่า ให้เจ้า ไปเป็นดาวบริวารของดาวใดซักดวงนึง”

“เมื่อนั้นแล้วเจ้าก็จำต้องโคจรตามแรงโน้มถ่วงของดาวดวงนั้น”

“และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าโคจรไปอยู่ด้านหลังดาวดวงนั้น”

“แสงอาทิตย์ก็จะไม่สามารถส่องมาถึงตัวเจ้าได้”

“เมื่อนั้น หมู่ดาราต่างๆก็สามารถเข้ามาใกล้เจ้าได้ โดยมิถูกแสงของเจ้าบดบัง”

“ทว่า สิ่งที่เจ้าต้องสูญเสียไปเป็นการแลกเปลี่ยนนั้นก็คือ พลังของตัวเจ้าเองก็จะอ่อนแรงลงเช่นกัน”

“ยิ่งพลังของเจ้าอ่อนแรงลงมากเท่าใด หมู่ดาวเหล่านั้นก็สามารถเข้าใกล้เจ้าได้มากขึ้นเท่านั้น”

“ได้ฟังเช่นนั้นแล้ว เจ้ายังยืนยันคำตอบเดิมอยู่หรือไม่”

สิ้นเสียงคำถามของดาวตก ก็ปรากฎคำตอบจากดาวดวงน้อยขึ้นแทบจะในทันที

คำตอบนั้นก็คือ

“……….”

สิงหาคม 6, 2008

more or less

Posted in ถาม & ตอบ, เรื่องเล็ก tagged , , , ที่ 11:36 pm โดย pakornkrit

ความคุ้มคืออะไร ?

คำถามที่ว่าเป็นหนึ่งในคำถามที่ฝังอยู่ในหัวผมมาเป็นเวลานานแล้ว พูดถึงความคุ้ม หลายๆคนน่าจะนึกไปถึง การซื้อ-ขาย ของ ซึ่งผมก็ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นภาพชัดดีเหมือนกัน ส่วนเหตุผลที่ผมไม่สามารถหาคำตอบได้นั้น ไม่ใช่เพราะไม่รู้ความหมายของมัน เพียงแต่ผมคิดว่า ผมรู้ “มากเกินไป” อาจฟังดูแปลกๆ แตผมสามารถพูดได้ว่า่คนรู้จักของผมหลายๆคน ให้ความหมายของคำว่าความคุ้ม ทั้งจากการแสดงออกทาง คำพูดและการกระทำ แทบจะไม่เหมือนกันเลย ซึ่งผมพอจะสรุปออกมาคร่าวๆ ได้ 3 แบบ

แบบแีรก คุ้มเงิน

คนพวกนี้ จะพิจารณ์จากเงินเป็นอันดับแรก โดยไม่สนใจปัจจัยอื่นๆเลย เช่น ที่หน้าปากซอยบ้านมีร้านขายข้าวอยู่ร้านนึง สมมุติว่า ราคาจานละ 30 บาท แต่ที่ซอยถัดไปอีกซอยซึ่งห่างจากร้านข้างต้นไปประมาณครึ่งกิโล ขายจานละ 25 บาท คนประเภทนี้ก็มักจะพุ่งเป้าหมายไปที่ร้านที่ 2 อย่างไม่ลังเลเนื่องจากสามารถประหยัดเงินลงได้ตั้ง 5 บาท เหตุผลก็เพราะว่า “เงิน นั้นเป็นสิ่งมีค่าที่สามารถจับต้องได้ (แม้ว่ามันจะเป็นแค่เศษกระดาษก็เถอะ) ที่สำคัญ มันมีความเป็นสากลเอามากๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ” แน่นอน ไม่มีใครเถียงมันได้ในเรื่องนี้ เพราะถ้าเถียงปุ๊บ มันก็จะสวนขึ่นมาทันทีว่า “งั้นคุณก็เอาเงินมาให้ผมสิ”

แบบที่สอง คุ้มเวลา

คนประเภทนี้ คิดเอาจากเวลาเป็นหลัก เวลาสำหรับคนกลุ่มนี้เวลามีค่ามากกว่าสิ่งใดในจักรวาล หรือพูดให้ถูกก็คือ มักจะเป็นพวกที่อยู่ตรงกันข้ามกับคนพวกแรก ถ้ายกเหตุการณ์เดียวกันนั้นมาใช้ คนประเภทนี้มักจะเลือกกินข้าวที่ร้านแรกอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสามารถประหยัดเวลาได้ “จะเดินไปทำไมตั้งไกลแลกกับเงิน 5 บาท ก้มๆหาตามพื้นเดี๋ยวก็เจอ” เหตุผลของคนพวกนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้พวกแรกเลยทีเดียว คนพวกนี้มักจะพูดว่า “เงิน หาใหม่เมื่อไหร่ก็่ได้ แต่เวลา ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่สามารถย้อนกลับได้” ก็จริงของมันเหมือนกันแฮะ เข้าท่าๆ

แบบสุดท้าย คุ้มสุข

คนประเภทสุดท้ายนี้ ผมไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอมีบ้าง พวกนี้มักจะเป็นพวกบ้าๆหน่อย คือบูชาความสุขเหนือสิ่งใดๆในทางช้างเผือก ซึ่งถ้ายกเหตุการณ์เดียวกับ 2 อันแรกมานั้น ก็คงต้องเพิ่มร้านเข้าไปอีกร้านนึง ร้านนี้นั้น อยู่ห่างออกไปจากทั้ง 2 ร้านมาก เรียกได้ว่าไม่สามารถเดินเท้าไปได้ ต้องใช้รถโดยสารไป ราคาอาหารนั้น ก็ไม่ได้ถูกกว่า2 ร้านแรกเลย แต่กลับแพงกว่าด้วยซ้ำไป แต่คนประเภทนี้ก็มักจะเลือกกินร้านนี้ เหตุผลที่คนพวกนี้ไปกินก็เพราะว่า พนักงานร้านนี้น่ารัก หรือเรียกรวมๆว่า การบริการดี ก็ได้ คนประเภทนี้ มักจะพูดว่า “เกิดมาแค่ชีวิตเดียว ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม หาความสุขใส่ตัวเยอะๆ”

เขียนไปเขียนมาออกแนวปรัชญานิดๆเหมือนกันแฮะ เอาเป็นว่าใครสามารถคลายข้อสงสัยให้ผมได้มั่งว่า ความคุ้ม จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ เพราะ สำหรับผม ทั้ง 3 อันนั้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันเลย ส่วนใครที่มี หรือมีคนรู้จักมี การแสดงออกถึงความคุ้ม ที่ต่างไปจาก 3 แบบที่ผมบอกไปและคิดว่าน่าสนใจก็สามารถมาแชร์ประสบการณ์กันได้ครับ บางทีเราอาจจะได้เจอความคุ้มแปลกๆใหม่ๆ ที่เป็นคำตอบที่ผมต้องการก็ได้

มกราคม 20, 2008

ตัวตน

Posted in ปรัชญา tagged , , , , , , , ที่ 12:04 am โดย pakornkrit

ตัวตนของเราคืออะไร ?

เราเกิดมาทำไม ?

ผมเชื่อว่า คำถามโลกแตกเหล่านี้คงเคยเกิดขึ่นกับพวกคุณบ้าง แต่จะมีซักกี่ครั้งที่เราสามารถที่จะหาคำตอบที่ถูกใจไปตอบคำถามเหล่านั้นกับตัวเองได้ ….. สำหรับผมนั้น ไม่เคยมีเลยซักครั้งเดียว จะมีก็แค่คำตอบกวนๆ ประมาณว่า ก็เกิดมาเพื่อหาคำตอบไง ซึ่งก็ไม่ได้ถือเป็นคำตอบแต่อย่างใด

     

บางที การจะตอบคำถามเหล่านั้นให้ได้ เราอาจจะต้องมองย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของมันซะก่อน เพราะหลายๆครั้ง อดีตก็สามารถกำหนดอนาคตได้

ตัวตนของเราเกิดจากอะไร ?

ใช่การกระทำของเรารึเปล่า ที่ทำให้ตัวเราเป็นตัวเราในทุกวันนี้ ?

หรือว่าเพราะว่า สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่แรก หรือ โชคชะตา จะเป็นตัวกำหนดชีวิตเราอยู่ ?

    

นี่คือหัวข้อที่ผมอยากจะชวนมาถกกันครับ เผอิญไปได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องนึง

   

ระหว่างคำว่า “การกระทำจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราเป็น” กับ “สิ่งที่เราเป็นอยู่เป็นตัวกำหนดการกระทำของเรา”

คุณคิดว่า ระหว่างวลี2ประโยคนี้ คุณ”เชื่อ”ในวลีประโยคไหนมากกว่ากัน ?

อยากชวนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดู เผื่อได้มุมมองอะไรใหม่ๆในชีวิตครับ

      

มกราคม 7, 2008

คำ และความหมายของมัน

Posted in ถาม & ตอบ tagged , , , , , ที่ 10:05 pm โดย epizilos

ระหว่างคำว่า“คนที่เดินไปข้างหน้า”กับ“คนที่หยุดเดิน” คุณคิดว่า คำ2คำนี้ มันหมายถึงอะไร ?

       

         

สำหรับผมน่ะ  ผมคิดว่า”คนที่ก้าวไปข้างหน้า”เนี่ยเขาอาจจะมีความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่างที่รอเขาอยู่ก็ได้แต่”คนที่หยุดเดิน”เขาก็อาจจะหยุดชะงักเพื่อจะคิดหรือไตร่ตรองอะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ 

แล้วสำหรับคุณล่ะ คิดว่า คำ 2คำนี่มันหมายถึงอะไร ?

      

พฤศจิกายน 25, 2007

มองชีวิตผ่านถ้วยกาแฟ

Posted in ปรัชญา tagged , , , , , ที่ 5:53 am โดย pakornkrit

การชงกาแฟ ถ้าลองมามองดูดีๆ แล้ว มันก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์เรานี่เอง

             

.

.

.

.

.

              

แรกเริ่ม มีแค่ถ้วยกาแฟเปล่าๆ เปรียบเสมือน ตัวเราที่ปราศจากการรับรู้ใดๆ เปรียบเสมือน เด็กแรกเกิด ว่างเปล่า กลวงโบ๋ เปรียบเสมือนภาชนะที่ว่างเปล่า ใส สะอาด รอการเติมเต็มจากอะไรซักอย่าง

              

ต่อมา ถ้วยกาแฟที่ว่างเปล่านั้นก็ค่อยๆถูกเติมลงไปด้วย “ผงกาแฟ” “น้ำตาล” “คอฟฟี่เมต” หรือ อะไรก็ตามแต่ เปรียบเสมือน กับ สิ่งต่างๆที่เราได้รับรู้ผ่านการใช้ชีวิต ผ่าน วัย และ วัน ที่ล่วงเลย ปริมาณของส่วนผสมก็เปรียบเสมือน ความหลากหลายของสิ่งที่ได้รับรู้มาในชีวิต เช่น บางคนอาจจะได้รับรู้ในเรื่องของวิชาการมาก ในขณะที่บางคนอาจจะได้รับรู้ในเรื่องของวิชาชีพมาก ซึ่งแต่ละถ้วยนั้น ปริมาณของส่วนผสมก็ย่อม แตกต่าง กันไป เหมือนกับคนแต่ละคน ที่ ไม่เหมือนกัน

             

ต่อมาคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ของการชงกาแฟ ….. “น้ำร้อน” หากปราศจากน้ำร้อน กาแฟถ้วยนี้ก็ไม่สามารถชงออกมาได้ ซึ่งน้ำร้อนนี้ ก็เปรียบเสมือนกับ “แรงบันดาลใจ” ในชีวิตเรา แน่นอน ในชีวิตเรา หากเรามีการรับรู้ในสิ่งต่างๆมามากมายอยู่ในหัว แต่ปราศจากแรงบันดาลใจในการนำมันมาใช้ประโยชน์ มันก็เหมือนกับถ้วยกาแฟที่มีแต่แค่ ผงกาแฟ น้ำตาล คอฟฟี่เมต แต่ปราศจากน้ำชงกาแฟ ไม่สามารถที่จะออกมาเป็นกาแฟได้

ซึ่งแรงบันดาลใจนี้ หากมันไม่มีพลังกระตุ้นที่เพียงพอ ก็เปรียบเสมือนกับ การเอาน้ำที่ “อุ่นเกินไป” มาชงกาแฟ จะทำให้รสชาติที่อยู่ในกาแฟนั้น ออกมา “ไม่สมบูรณ์” เหมือนกันกับ สิ่งกระตุ้นในชีวิตเรา ถ้ามันไม่มีพลังกระตุ้นที่เพียงพอ ก็เหมือนกับเรามีความรู้อยู่เยอะ แต่ก็ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับ ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่อย่างที่มันควรจะเป็น กลับกัน ถ้าน้ำที่นำมาชง “ร้อนเกินไป” รสชาติของกาแฟนั้นก็จะ “ไม่สมบูรณ์” เช่นกัน

นอกจากนั้นแล้ว ปริมาณของน้ำก็มีผลต่อการชงกาแฟ เช่นกัน หากเราใส่น้ำ “น้อยเกินไป” อาจจะทำให้กาแฟถ้วยนั้นมีรสที่ “เข้มข้น” เกินไป เปรียบเสมือนกับ การที่เรามีความรู้เยอะ แต่ได้รับแรงกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถแสดงความรู้นั้นออกมาได้ทั้งหมด ตรงกันข้าม หากเราเติมน้ำในปริมาณที่ “มากเกินไป” ก็อาจจะทำให้กาแฟถ้วยนั้น มีรส “จืดชืด” เหมือนกับ การทีเราได้รับการกระตุ้นที่มากเกินไป เกินกว่าสิ่งที่เรามี มันจะทำให้เราทำอะไรที่มัน “เกินตัว” ลงไป แต่ถึงอย่างไรแล้ว กาแฟที่มี “รสจืดเกินไป” ก็ยังดื่มได้ง่ายกว่ากาแฟที่มี “รสขมเกินไป” เพราะงั้น การทำอะไรที่เกินตัวลงก็ยังดีซะกว่า มีความรู้มากมาย แต่ไม่ทำอะไรเลยซักอย่าง

เพราะงั้นแล้ว การที่เราจะสามารถชงกาแฟที่มีรสชาติ “สมบูรณ์” ออกมาได้ถ้วยนึงนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายๆเลย เหมือนกันกับ การที่เราจะนำสิ่งที่เราได้รับรู้ในการใช้ชีวิตออกมาใช้ นำประโยชน์ของมันออกมาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็ไม่ง่ายเลย

              

สุดท้าย สิ่งที่ดูเหมือนไม่จำเป็น แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการชงกาแฟ ….. “การคน”

ถ้วยกาแฟที่ได้รับการเติมเต็มกาแฟอย่างเพียงพอ บวกกับน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิ และ ปริมาณที่ “ดีพอ” แล้ว แต่ขาด การคน ก็เหมือนกับ คนมี่ที่ทั้ง ความรู้ และมีทั้ง แรงบันดาลใจ แต่ปราศจากการเริ่มต้น เช่น คนที่เอาแต่พูดว่า จะทำอย่างนู้น จะทำอย่างนี้ คนพวกนี้ ในเรื่องของความรู้ อาจจะมีอยู่เพียงพอแล้ว ส่วนในเรื่องของแรงบันดาลใจ ก็เพียงพอแล้วเช่นกัน แต่เมื่อมีทั้ง2อยู่ครบแล้ว แต่ไม่ได้เริ่มที่จะทำมัน ก็เหมือนกับ เวลาคุณจะเดินทางไปที่ไหนซักแห่ง คุณรู้เส้นทางที่คุณจะไปอย่างดีแล้ว น้ำมันก็มีอยู่เต็มถัง แต่คุณกลับไปนั่งอยู่ในรถเฉยๆ ไม่เริ่มขับซักที ถ้าเทียบกับกาแฟก็เปรียบเสมือน กาแฟที่มีส่วนผสมที่พร้อมลงทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ได้รับ การคน หลังการชง ทำให้กาแฟในถ้วยมีรสชาติไม่เท่ากัน ข้างบนอาจจะเลี่ยนคอฟฟี่เมตเกินไป ตรงกลางอาจจะ ขมกาแฟเกินไป และข้างล่างอาจจะหวานน้ำตาลจนเกินไป

จากการชงกาแฟถ้วยนึงนั้น ทำให้ค้นพบว่า ทุกขั้นตอนของการชงกาแฟนั้นล้วนสำคัญหมดทั้งสิ้น เพราะถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป หรือไม่อย่างใดอย่างหนึ่ง น้อย หรือ มาก เกินไป ก็สามารถทำให้กาแฟถ้วยนั้น มีรสชาติที่ผิดแปลกไปจากที่มันควรจะเป็น เหมือนกับ การที่เราทำอะไรซักอย่างไป แต่ขาดความรู้ที่ดีพอ ก็ทำให้สิ่งที่ทำนั้นออกมาไม่ดี หรือ เวลามีความรู้อยู่ในหัวมากมาย แต่ขาดแรงบันดาลใจมากระตุ้นให้นำความรู้เหล่านั้นไปใช้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เช่น และท้ายที่สุด กับสิ่งที่คิดว่าไม่สำคัญ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และ ขาดไม่ได้เลย ของการชงกาแฟ นั้นคือ การคนกาแฟ

         

เพราะงั้นแล้ว เราจึงไม่ควรที่จะละเลยสิ่งต่างๆ ในชีวิต แม้ว่าสิ่งนั้นมันจะเล็กน้อยเพียงใด เพราะว่าถึงมันจะเล็กน้อย มันก็ใช่ว่าจะไม่มีผลอะไรต่อชีวิตเลย เหมือนกับ เครื่องจักรขนาดใหญ่ ที่มีส่วนประกอบมากมาย แต่แม้มีเพียงเฟืองอันเล็กอันใดซักอันหนึ่งขาดหายไป เครื่องจักรนี้ก็ไม่สามารถที่จะทำงานต่อไปได้

            

………………………………………………….

            

แล้วกาแฟของคุณหละ ได้ให้ความสำคัญกับการชงทุกขั้นตอนรึเปล่า ?

                 

พฤศจิกายน 14, 2007

จินตนาการ คือ อะ ไร ?

Posted in ถาม & ตอบ tagged , , , , , , ที่ 2:30 pm โดย pakornkrit

คำถามนี้เป็นคำถามที่ติดอยู่ในหัวผมมานานแล้ว ถามตัวเอง-ตอบตัวเอง มานานแล้วครับ เลยอยากจะลองถาม คนอื่น บ้าง ว่า จินตนาการ สำหรับคุณแล้ว มัน คือ อะ ไร ???

         

         

         

……

*ตอบมาได้เลยนะครับ ไม่มีถูกไม่มีผิดครับ ไม่ใช่แบบทดสอบ IQ ครับ แค่อยากรู้เฉยๆ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นคำตอบที่เรารู้สึกจริงๆ ออกมาจากข้างในจริงๆ*