ตุลาคม 15, 2008

นิทานจันทรา

Posted in ปรัชญา, เรื่องสั้น tagged , , , , , ที่ 11:51 pm โดย pakornkrit

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว

มีดาวอยู่ดวงหนึ่ง ที่มิได้เป็นดวงบริวารของดาวดวงใด

ดาวดวงนั้นมีลักษณะเด่นคือ แสงขาวนวลที่สุกสว่างเต็มใบตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นที่หมายปอง และที่อิจฉาจากหมู่ดาวดวงอื่นๆ มากมาย

เพราะความงดงามสีขาวนวลนั้น หาดาวไหนๆเทียบได้ไม่มี

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว

ดาวดวงนั้นกลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย

“ไฉนเลย ฉันจึงไม่มีเพื่อนแม้ซักคน” ดาวดวงน้อยรำพึงกับตนเองอยู่บ่อยครั้ง

จนอยู่มาวันหนึ่ง

มีดาวตกดวงหนึ่ง ร่วงลงกระแทกสู่พื้นผิวดาวดวงน้อย

ดาวดวงน้อยได้เห็นดาวตกที่เดินทางผ่านหมู่ดาวมามากมาย จึงคิดว่า ดาวตกอาจจะมีคำตอบในสิ่งที่ตนสงสัย

จึงได้ลองเอ่ยถามกับดาวตก ถึงสาเหตุแห่งความโดดเดี่ยวของตน

“ท่านดาวตก ท่านพอจะตอบข้อสงสัยของข้าสักข้อนึงได้หรือไม่”

“ตัวข้านั้น เดินทางมาทั่วทั้งจักรวาล ไ่ม่มีสิ่งใดที่ข้าไม่ล่วงรู้ เชิญเจ้าถามมาได้เลย” ดาวตกตอบ

“ข้าอยากทราบว่า ไฉนเลย จึงไม่มีดาวดวงไหนโคจรเข้ามาใกล้ตัวข้าได้เลย”

“ดาวต่างๆที่พยายามโคจรมาใกล้ข้า กลับสิ้นแสงลงแทบทั้งสิ้น”

“ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด”

ดาวตกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่น

“สาเหตุนั้น ตัวเจ้าเองนั้นก็น่าจะรู้อยู่แล้ว”

“เหตุที่ดาวต่างๆพลันสิ้นแสงเมื่อพยายามเข้าใกล้เจ้านะหรือ”

“นั้นก็เพราะว่า ดาวเหล่านั้นถูกแสงของเจ้าบดบังจนหมดสิ้นยังไงล่ะ”

ดาวดวงน้อยเมื่อได้ทราบความจริงดังนั้น ก็พลันปรากฎความเศร้ามากมายเกาะกุมไปทั่วทั้งใบหน้า

ดาวตกเพ่งมองความเศร้าของดาวดวงน้อยอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วจึงเอ่ยออกมาว่า

“แต่ก็พอจะมีวิธีอยู่บ้าง”

“จริงหรือท่าน!”

“แต่ทว่า เจ้าก็ต้องสูญเสียบางอย่างไป เป็นการแลกเปลี่ยนเช่นกัน”

ดาวตกเว้นช่วงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยต่อ

“เจ้ายังต้องการจะฟังต่ออีกหรือไม่”

“ข้าต้องการจะฟังต่อ” คำตอบที่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงที่ดูหนักแน่นขึ้นกว่าแต่ก่อน

“วิธีการมีอยู่่ว่า ให้เจ้า ไปเป็นดาวบริวารของดาวใดซักดวงนึง”

“เมื่อนั้นแล้วเจ้าก็จำต้องโคจรตามแรงโน้มถ่วงของดาวดวงนั้น”

“และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าโคจรไปอยู่ด้านหลังดาวดวงนั้น”

“แสงอาทิตย์ก็จะไม่สามารถส่องมาถึงตัวเจ้าได้”

“เมื่อนั้น หมู่ดาราต่างๆก็สามารถเข้ามาใกล้เจ้าได้ โดยมิถูกแสงของเจ้าบดบัง”

“ทว่า สิ่งที่เจ้าต้องสูญเสียไปเป็นการแลกเปลี่ยนนั้นก็คือ พลังของตัวเจ้าเองก็จะอ่อนแรงลงเช่นกัน”

“ยิ่งพลังของเจ้าอ่อนแรงลงมากเท่าใด หมู่ดาวเหล่านั้นก็สามารถเข้าใกล้เจ้าได้มากขึ้นเท่านั้น”

“ได้ฟังเช่นนั้นแล้ว เจ้ายังยืนยันคำตอบเดิมอยู่หรือไม่”

สิ้นเสียงคำถามของดาวตก ก็ปรากฎคำตอบจากดาวดวงน้อยขึ้นแทบจะในทันที

คำตอบนั้นก็คือ

“……….”

โฆษณา

ตุลาคม 2, 2008

happiness is

Posted in เรื่องสั้น, เรื่องเล็ก tagged , , , , , ที่ 12:04 am โดย pakornkrit

กลางฟากฟ้า

ดวงจันทร์ขาวนวลกำลังเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า

ตามวิถีโคจร

เฉกเช่นที่เคยเป็นมา

และยังคงเป็นไป

ณ เบื้องล่าง คือสี่แยกหนึ่ง ใจกลางเมืองใหญ่

ที่ซึ่งเศษเหล็กมากมาย มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย

90

ขณะที่ดวงตาภายในเศษเหล็กทุกคู่จับจ้องไปยังป้ายไฟเบื้องหน้า

ดวงตาอีกคู่หนึ่งกลับจับจ้องไปในทิศทางตรงกันข้าม

เด็กน้อย

ท่อพลาสติกสีฟ้า

พวงมาลัยดอกมะลิ

ที่เช็ดกระจก

80

เด็กน้อยไม่รอช้า

รีบเร่งตรงไปยังเศษเหล็กเหล่านั้นในทันที

ราวกับถูกฉุดกระชากจากเรี่ยวแรงอันมหาศาล

“ไม่” คือปฏิกริยาตอบรับที่ได้รับกลับมา

เมื่อพยายามเข้าไปใกล้เศษเหล็กเหล่านั้น

ราวกับเป็นโปรแกรมโต้ตอบที่ถูกตั้งไว้โดยอัตโนมัติ

70

ขาหุ้มกระดูกที่แบกรับน้ำหนักของร่างกายมาทั้งวัน

เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งพยายามปกปิดร่างกายอันผอมแห้งเอาไว้

ไหล่ที่แบกรับน้ำหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ผิวหนังหยาบกร้านเกรียมแดด

กระเพาะที่ไม่มีสิ่งใดบรรจุมาทั้งวัน

หยาดเหงื่อที่อาบผิวกายจนชุ่มโชก

แววตาที่เหม่อลอยดั่งคนขาดสติ

ทว่า สมองยังคงสั่งการให้ร่างกายเคลื่อนต่อ

60

ที

ละ

คัน

50

ที

ละ

คัน

40

ทีละคัน

ที่ถูกเคลื่อนผ่าน

อย่าง

ช้า

ช้า

30

และแล้ว

ในที่สุด

การรอคอยที่นานแสนนานก็สิ้นสุดลง

เมื่อกระจกบานหนึ่งเลื่อนลงอย่างช้าๆ

พร้อมๆกับแขนข้างหนึ่งที่โผล่ออกมา

กวักมือเรียกให้เด็กน้อยเข้าไปหา

20

เบื้องหน้าเด็กน้อยในตอนนี้

คือรถแท๊กซี่คันหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้โดยสาร

บริเวณที่นั่งคนขับ มีชายมีอายุร่างหนึ่งนั่งอยู่

เด็กน้อยยื่นส่งพวงมาลัยสู่มือชายคนนั้น

และรับค่าตอบแทนแห่งการแลกเปลี่ยน

15

กระจกถูกเลือนปิดอย่างรวดเร็ว

สายตาคนขับกลับไปจับจ้องยังป้ายไฟเบื้องหน้า

มือและเท้าขยับเข้าสู่ตำแหน่งเตรียมตัวออกรถ

พร้อมๆกับตัวตนของเด็กน้อยที่ถูกลบหายออกจากการมีอยู่ อีกครั้ง

10

ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

เด็กน้อยรีบนำค่าตอบแทนที่ได้รับมา

เก็บเข้ากระเป๋าในทันที

9

กระเป๋า ที่ภายในว่างเปล่า

ทว่า ด้วยความทรุดโทรมของกระเป๋า

8

แทนที่เหรียญจะตกลงสู่ภายในกระเป๋า

เหรียญนั้นกลับลอดผ่านรอยขาดด้านใต้กระเป๋า

7

และค่อยๆ

ร่วงลง

6

สู่

พื้นถนน

5

ร่างผอมซูบร่างนั้นรีบก้มลงสู่ทิศที่เหรียญร่วงลง

ราวสัตว์ป่าตะครุบเหยื่อ

4

กวาดสายตาค้นหาเหรียญท่ามกลางความมืด

3

ร่างกายที่รีบเคลื่อนสู่ตำแหน่งของเหรีัยญ

ทันทีที่พบตำแหน่งของมัน

2

มือข้างหนึ่งสัมผัสเข้ากับผิวด้านหนึ่งของเหรียญ

1

เมื่อค้นพบเหรียญของตน

รอยยิ้มแห่งความปิติปรากฎขึ้นบนใบหน้าเด็กน้อย

ราวกับความเหนื่อยล้าที่พบเจอมาทั้งวัน

พลันมลายสิ้นไปในชั่วพริบตา

10

กันยายน 3, 2008

ของเล่นชิ้นสุดท้าย

Posted in เรื่องสั้น, เรื่องเล็ก tagged , , , , , , , ที่ 2:14 am โดย pakornkrit

ท่ามกลางความอบอ้าวของแดดยามบ่าย

ยามบ่ายที่ผู้คนต่างรีบเร่ง

บ้าง รีบเร่งเพราะมีบางสิ่งบางอย่างคอยอยู่

บ้าง รีบเร่งเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการไปหา

บ้าง รีบเร่งเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องหยุดอยู่กับที่

แต่ท่ามกลางความรีบเร่งนั้น ยังมีสถานที่อยู่สถานที่หนึ่งที่เวลายังคงเหมือนถูกหยุดไว้

โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใจกลางเมืองใหญ่

ที่สนามเด็กเล่นหน้าโรงเรียน

เด็กมากมายกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่ายกับเครื่องเล่นชิ้นเดิมๆ

ในขณะที่นอกรั้วนั้น

ผู้คนมากมายต่างเร่งรีบราวกับจะเหลือเวลาบนโลกนี้อีกเพียงวินาทีเดียว

เด็กน้อยคนหนึ่งจ้องมองผู้คนเหล่านั้น แล้วเกิดข้อสงสัยขึ้น

และตั้งคำถามถึงสิ่งที่เห็น กับครูของตน

“เค้ารีบไปทำงาน เพื่อจะได้มีเงินเยอะๆ” ครูตอบ

เด็กน้อยได้ฟังดังนั้น ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมแค่กระดาษแผ่นเดียวถึงเป็นเหตุให้ผู้คนต้องทำเช่นนั้น

แต่ก็เก็บคำถามเหล่านั้นไว้ในใจ และกลับไปเล่นกับเพื่อนต่อ

ขณะกำลังเล่นเครื่องเล่นกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน ครูก็มาเรียกให้เข้าห้อง

ด้วยความติดเครื่องเล่น ทำให้ในตอนนี้ในสนามเหลือเพียงเด็กน้อยคนเดียว

และขณะที่กำลังจะกลับเข้าห้องนั้น เด็กน้อยก็สังเกตุเห็นบางสิ่งบางอย่างตกอยู่ที่ข้างรั้ว

เมื่อเข้าไปใกล้ ก็ำพบว่ามันคือกระดาษแผ่นหนึ่งสีม่วงเข้ม

เด็กน้อยรู้ในทันทีว่ากระดาษแผ่นนั้นคือแบงค์ 500 ที่คนที่เดินผ่านไปมาคงจะเผลอทำตกไว้

เด็กน้อยค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อจ้องมองสิ่งนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขณะนี้ ระยะระหว่างเด็กน้อยและกระดาษแผ่นนั้นห่างกันเพียงไม่กี่คืบ

เด็กน้อยกำลังลังเลอยู่ว่าตนเองควรทำเช่นไรดี

“คุณครูเคยสอนว่า ถ้าเจอของตก ให้เอาไปให้ตำรวจ” เด็กน้อยคิด

มือของเด็กน้อยค่อยๆเอื้อมไปหากระดาษแผ่นนั้นช้าๆ

แต่กลับเหมือนกระดาษแผ่นนั้นเป็นฝ่ายเคลื่อนที่เข้ามาหามือของเด็กน้อยเอง

เหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ที่มือเล็กๆข้างนั้นจะเอื้อมไปถึง แต่เด็กน้อยกลับหยุดมือไว้

ชั่วขณะนั้น คำตอบของครูแวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง

“ถ้ามีเงินเยอะๆ ก็ไม่ต้องรีบเร่งแบบคนพวกนั้น” เด็กน้อยคิด

เด็กน้อยหันมองรอบๆตัว ให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น

แล้วจึงเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้น

โดยหารู้ไม่ว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป

ชีวิตของตนเองจะเปลี่ยนแปลงไป

ตลอดกาล …..

สิงหาคม 13, 2008

มะลิ

Posted in เรื่องรัก, เรื่องสั้น, เรื่องเล็ก tagged , , , , , , ที่ 11:18 pm โดย pakornkrit

เม็ดฝนโปรยลงมาในตอนเช้า

ถือเป็นวันที่เริ่มต้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

โดยเฉพาะกับเธอ

เธอ ทำงานเป็นเจ้าของร้านขายดอกไม้เล็กๆแห่งหนึ่ง

แม้ว่าขนาดของร้านจะไม่ใหญ่โตอะไร แต่เธอก็ภูมิใจกับมัน

อาจเป็นเพราะเธอมีความสุขกับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ก็เป็นได้

หน้าที่หลักของเธอคือ การเลือกดอกไม้ที่ลูกค้าต้องการ รวมทั้งการจัดวางอย่างสวยงาม

รอคนนำมันไปเติมความสุขให้แก่ใครซักคน

แต่โดยปรกติแล้ว ร้านของเธอไม่ค่อยมีลูกค้าซักเท่าไหร่

“คนสมัยนี้เค้าเลิกสนใจดอกไม้กันแล้วหรือ”

“น่าสงสารดอกไม้จัง” หญิงสาวเคยคิด

แต่วันนี้นั้นพิเศษกว่าทุกวัน

พื้นที่ภายในร้านที่แสนจะคับแคบอยู่แล้วกลับยิ่งแคบขึ้นไปอีก

เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันพิเศษ

แน่นอน ในวันนี้ดอกไม้ดูจะมีคุณค่าขึ้นมาทันที

โดยเฉพาะดอกมะลิที่ร้อยเป็นพวงมาลัย

“อยากให้ทุกวันเป็นแบบนี้จัง” หญิงสาวคิดขณะกำลังยุ่งอยู่กับรายการมากมายที่ลูกค้าสั่งไว้

ภายนอกฝนยังคงตกอยู่ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ

ลูกค้ามากมายยังคงเดินเข้าออกร้านของเธอ

เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเท้าเปียกชื้นที่เหยีบทับกันจนไม่หลงเหลือรูปร่างเดิม

อาจเป็นเพราะจำนวนลูกค้าที่เยอะกว่าทุกวัน

หรือเพราะคนที่รอการกลับมาของเธออยู่ที่บ้าน ทำใหวันนี้้หญิงสาวดูกระฉับกระเฉงกว่าทุกวัน

ดูเหมือนวันนี้หญิงสาวจะอยากปิดร้านให้เร็วที่สุด แต่จำนวนลูกค้ามากมายก็ดูเหมือนจะไม่ให้เธอได้ทำเช่นนั้น

“บ่าย 2 แล้ว” หญิงสาวคิดขณะเหลือบดูนาฬิกาที่แขวนไว้บนผนัง พร้อมกับก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

แต่ในใจของหญิงสาวนั้น ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

“มีพวงมาลัยดอกมะลิรึเปล่าคะ” เสียงลูกค้าคนหนึ่งปลุกเธอจากภวัง

หญิงสาวใช้เวลารวบรวมสติครู่นึง ก่อนจะก้มลงไปดูที่ตะกร้า

ในใจหญิงสาวเกิดความลังเลขึ้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบลูกค้าไปว่า

“ยังเหลืออยู่ค่ะ พวงสุดท้ายพอดีเลย”

หญิงสาวจัดแจงหยิบพวงมาลัยดอกมะลิพวงสุดท้ายนั้นใส่ถุงให้ลูกค้า พร้อมกล่าวคำขอบคุณ “สุขสันต์วันแม่นะคะ”

จากนั้น เธอก็ได้ก้มลงมองดูในตะกร้่าที่เคยบรรจุพวงมาลัยดอกมะลิไว้อีกครั้งหนึ่ง

“พวงมาลัยดอกมะลิหมดแล้ว”

“สงสัยจะได้เวลาปิดร้านซักที” หญิงสาวพูดพึมพัมกับตัวเองพร้อมกับเหลือบมองนาฬิกาบนผนังอีกครั้ง “5โมงแล้วหรอเนี้ย”

หญิงสาวรีบจัดการเก็บดอกไม้ที่เหลืออยู่ให้เข้าที่ อย่างเร่งรีบ

ก่อนออกจากร้านหญิงสาวเหลือบมองดูดอกไม้ดอกอื่นๆอยู่ครู่นึง ก่อนจะปิดประตูร้าน

ตลอดระยะทางจากร้านถึงบ้านของเธอ ในใจหญิงสาวคิดถึงอยู่แต่เพียงคนๆเดียว ที่ขณะนี้กำลังรอการกลับมาของเธออยู่ที่บ้าน

ก่อนจะเข้าบ้าน หญิงสาวแวะที่ร้านๆหนึ่งที่หน้าปากซอยบ้านของเธอ

“พวงมาลัยดอกมะลิพวงนึงค่ะ”

สิงหาคม 11, 2008

สลัว

Posted in เรื่องรัก, เรื่องสั้น tagged , , , , , , , , ที่ 11:53 pm โดย pakornkrit

ความมืด

สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้

สิ่งแรก ……

แปลก

ทำไมผมจำอะไรก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย

ลองใช้ความพยายามอีกรอบ

ไม่ได้ผล

ความทรงจำของผมยังคงกลวงเปล่า

คล้ายกล้องที่ไม่ได้รับการบรรจุฟีลม์

หรือว่านี้คือความฝัน …

ผมเริ่มรวบรวมสติ แล้วเพ่งมองไปยังพื้นที่สีดำรอบตัว

เผื่อมีอะไรบางอย่าง …

อะไรบางอย่าง นอกเหนือจากตัวผมในพื้นที่กลวงเปล่าแห่งนี้

และผมก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง ไม่ใกล้ ไม่ไกล จากจุดที่ผมอยู่

สายตาผมเริ่มทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับความชัดของภาพในความมืด

แล้วผมก็เห็น เธอ ยืนอยู่ท่ามกลางความมืด

ภาพหญิงสาิวยืนหันหลังอยู่ปรากฏภายหน้าผม

แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

คุ้นเคย …

เหมือนหัวสมองของผมจะคิดอะไรบางอย่างออก

แต่ก็คิดไม่ออก

หรือผมจะเคยรู้จักเธอมาก่อน

อาการปวดหัวเริ่มกัดกินความคิดของผม

ทำให้ผมต้องพยายามเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่น

…..

5 เมตร …

จากการคำนวณอย่างหยาบๆของผม

พบว่าระยะห่างระหว่าง ผม และ เธอ คือ 5 เมตร

ยังไม่ทันได้ัคิด ได้ตัดสินใจอะไร

ขาของผมก็ก้าวไปข้างหน้า หวังเพียงเพื่อทำลายระยะห่างระหว่าง ผม และ เธอ

ก้าวแล้วก้าวเล่าที่เหยีบย่ำลงไปบนความมืด

แต่ระยะห่างระหว่าง ผม และ เธอ กลับยังคงเท่าเดิม

หรือผมอาจจะออกแรงน้อยเกินไป

ผมออกแรงก้าวเดินอีกครั้งโดยออกแรงให้มากกว่าเดิม

หยดน้ำเล็กๆมากมายเริ่มปรากฏตามผิวหนังของผม

แต่ผลที่ได้ก็เหมือนเดิม

ผมหยุดเดินและหันมาลองสังเกตุสิ่งอื่นๆดู เผื่อจะเจออะไรอย่างอื่น

อะไรอย่างอื่น ในความมืดมิดแห่งนี้ ที่สามารถโยงไปถึงเธอได้

แต่ก็ไม่พบสิ่งใดๆ หรือแม้แต่ใครอยู่เลย

ภายในห้วงความมืดแห่งนี้ มีเพียง ผม และ เธอ

หรือผมควรตะโกนเรียกเธอ

ชื่อ …

ความเจ็บปวดกัดกินความคิดผมอีกครั้งที่ผมพยายามนึกถึงชื่อของเธอ

และมันเจ็บปวดกว่าครั้งแรก

ผมพยายามไม่นึกถึงชื่อของเธอ และลองตะโกนเรียกเธอ

ตามที่ผมคาดไว้ ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา

ผมเริ่มหมดหวัง และทรุดตัวลงนั่ง

เธอ ยังคงยืนนิ่ง อยู่ที่เดิม

หรือทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝันจริงๆ

ถ้างั้นแล้วผมควรจะต้องทำอะไรต่อไป

หรือผมมีหน้าที่แค่ จ้องมองเธอที่ผมคุ้นเคย จากระยะ 5 เมตร

แล้วปล่อยให้เวลาฉุดผมให้ตื่นขึ้น

ใช่! เวลา

เร็วเท่าความคิด สายตาผมก็จับจ้องไปที่นาฬิากาบนข้อมือของตัวเอง

เข็มสั้นชี้ที่เลข 9 ส่วนเข็มยาวชี้ที่เลข 11

แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ

ผมลุกขึ้นยืนและเริ่มสำรวจตัวเองดูว่ามีอะไรติดตัวมาบ้าง

นอกจากนาฬิกาข้อมือที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ผมก็พบเพียงเศษกระดาษ ที่บรรจุข้อความจากลายมือที่ผมไม่คุ้นเคย

ผมพยายามอ่านข้อความจากลายมือนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ

หรือมันไม่ใช่ข้อความ

ผมลองมองมันอีกครั้ง พบว่ามันเป็นภาพร่างจากลายเส้นหยาบๆ

สมองของผมเริ่มปรับลายเส้นต่างๆให้เข้าที่ แล้วผมก็พบว่า มันเป็นภาพร่างใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่ง

ทันใดนั้น ผมก็เงยหน้าขึ้น พร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปที่เธอ

เธอที่เคยยืนหันหลังให้ผม บัดนี้ยืนหันหน้ามาทางที่ผมยืนอยู่

ด้วยความมืดที่ขวางกั้นทำให้ผมสังเกตุใบหน้าเธอไม่ชัดเจน

แต่ผมก็รู้สึกได้ ถึงสายตาของเธอที่จ้องมองมาที่ผม

พร้อมกันนั้นเอง รอยยิ้มเล็กๆก็ได้ปรากฏขึ้นบนมุมปากของเธอ

ทันใดนั้น ความทรงจำมากมายก็ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่สมองของผม

เหมือนก๊อกน้ำที่ถูกเปิดอย่างรวดเร็ว หรือพูดให้ถูกกว่านั้น ถูกทำลายทิ้ง

อาการปวดเริ่มจู่โจมผมอีกครั้ง

ผมพยายามค้นหาความคิดในส่วนที่ผมต้องการ

ใช่! ความคิดเกี่ยวกับเธอ

แต่สิ่งที่ผมเจอ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการทั้งสิ้น

ความทรงจำยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

พร้อมๆกับอาการปวดหัวที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ผมก็ยังไม่พบสิ่งที่ผมต้องการ

หรือ ผม จะไม่เคยรู้จัก เธอ มาก่อน

หรือ เธอ จะเป็นเพียงแค่สิ่งที่จิตใต้สำนึกผมสร้างขึ้นมา

อาการปวดหัวเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับจะระเบิดหัวของผมออกเป็นเสี่ยงๆ

ผมจ้องมองใบหน้าของเธอที่พร่ามัวผ่านความมืดอีกครั้ง

หูผมอาจจะฝาดไป แต่ผมได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของเธอลอยมา

ทันใดนั้น ก็เกิดแสงสีขาวส่องมาจากทุกหนทุกแห่ง

แล้วสายตาของผมก็หลงเหลือเพียงแค่

ความว่างเปล่า …

มิถุนายน 14, 2008

อุบัติเหตุ

Posted in สังคม, เรื่องสั้น tagged , , , , , , ที่ 11:54 pm โดย pakornkrit

ชั่วโมงเร่งด่วน ณ ถนนแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง รถติดเป็นแถวยาวเหยียด เสียงบีบแตรส่งเสียงประสานกันไปมา ดั่งกำลังบรรเลงอยู่ในวงซิมโฟนีออร์เครสตรา ด้านหน้าของแถวรถที่ติดยาวเหยียดนั้น พบซากรถ 2 คัน ชนกันขวางถนนอยู่ ความรุนแรงของการชนทำให้ชิ้นส่วนรถทั้ง 2 กระจายไปทั่วทั้งถนน จนแทบจะแยกไม่ออกว่าชิ้นไหนเป็นของคันไหน และจากสภาพรถที่เหลือเป็นรูปเป็นร่างอยู่ ระบุได้เพียง รถคันหนึ่งเป็นรถกระบะ สภาพซอมซ่อเต็มที ส่วนอีกคันนั้น เป็นรถหรูป้ายแดงใหม่เอี่ยม และไมใกล้ ไม่่ไกล จากจุดที่รถทั้ง 2 คัน ปะทะกันนั้น เจ้าหน้าที่กำลังนำชาย 2 คน ซึ่งอยู่ในสภาพย่ำแย่ไม่ต่างกันนัก ขึ่นรถเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

—————————————————————-

1000 เมตร

ชายในรถกระบะ กำลังจะเลี้ยวรถออกจากซอยเพื่อจะนำของไปส่ง สังเกตุเห็นรถอีกคันพุ่งมาไกลๆ ด้วยความเร็ว

“จะรีบไปตายห่าที่ไหนของแม่งวะ”

สบถเสร็จก็เหยีบคันเร่ง พร้อมหมุนพวงมาลัย โดยไม่สนใจรถที่กำลังวิ่งมา

“ยังไงกูก็จะไป”

500 เมตร

รถวิ่งเข้ามาใกล้จนสังเกตุเห็นรายละเอียดได้

“โอ้โห ป้ายแดงซะด้วย”

“จะยอมเอารถป้ายแดง มาแลกกับกระบะห่วยๆของกูหรอ”

“นี่กะว่าถ้าแม่งพังอีกคราวนี้นะ รับรอง ได้ขายเป็นเศษเหล็ก”

200 เมตร

ชายในรถกระบะยังคงเหยียบคันเร่ง พร้อมหมุนพวงมาลัยเตรียมเลี้ยวต่อ

รถป้ายแดงยังคงวิ่งมา และไม่มีทีท่าว่าจะลดความเร็วลงแม้แต่น้อย

“มึงไม่กล้าหรอก เดี๋ยวมึงก็ต้องเบรก”

“ใครมันจะโง่เอารถป้ายแดงมาแลกกับเศษกระป๋องวะ”

—————————————————————-

1000 เมตร

ชายในรถป้ายแดงกำลังมุ่งหน้าไปทำงานด้วยความเร่งรีบ สังเกตุเห็นหน้ารถโผล่ออกมาจากปากซอยไกลๆ

“จะรีบไปตายห่าที่ไหนของแม่งวะ”

สบถเสร็จก็เหยีบคันเร่ง โดยไม่สนใจหน้ารถที่ค่อยๆโผล่ออกมา

“ยังไงกูก็จะไป”

500 เมตร

รถวิ่งเข้ามาใกล้จนสังเกตุเห็นรายละเอียดได้

“โอ้โห ยังเสือกวิ่งได้อีกนะ สภาพอย่างนั้น”

“จะยอมเอากระบะห่วยๆ มาแลกกับรถป้ายแดงของกูหรอ”

“นี่พึ่งถอยมาได้ไม่ถึงเดือน ประกันชั้น1 ชนทีมึงหมดตูดแน่”

200 เมตร

ชายในรถป้ายแดงยังคงไม่มีทีท่าจะเหยียบเบรก แต่กลับเหยียบคันเร่งให้จมยิ่งขึ่น

รถกระบะยังคงโผล่หน้ารถออกมา และไม่มีทีท่าจะเบรกแม้แต่น้อย

“มึงไม่กล้าหรอก เดี๋ยวมึงก็ต้องเบรก”

“ใครมันจะโง่เอาเศษกระป๋องมาแลกกับรถป้ายแดงวะ”

0 เมตร

“…..”

พฤษภาคม 14, 2008

ขนาน

Posted in เรื่องรัก, เรื่องสั้น tagged , , , , , , ที่ 9:54 pm โดย pakornkrit

1.

ฟ้าสีเทา คล้ายฝนจะตก หรือบางที อาจจะตกไปแล้ว

หรืออาจจะทั้งคู่ …

สยามเวลานี้ ผู้คนบางตากว่าทุกที

อาจเป็นเพราะความเฉอะแฉะของพื้นทางเดิน

หรืออาจเพราะเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ ของวันกลางสัปดาห์

2.

ผม อยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของสยาม

2 ขาที่กำลังก้าวเดินไปอย่างไร้จุดหมาย

รู้สึกตัวอีกที

ผมก็พบว่า ตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าบันไดเลื่อน

โดยไม่ทันได้คิด ได้ตัดสินใจอะไร

ขาขวาของผมก็ก้าวไปยังบันไดนั้นโดยอัตโนมัติ

ตามด้วยขาซ้าย ที่ก้าวตามไปติดๆ ราวกับเป็นหน้าที่

ขณะบันไดกำลังเลื่อนขึ้นอย่างเอื่อยเฉื่อย

ตั้งแต่เมื่อไหรไม่รู้่ ข้างๆผมมี เธอ ยืนอยู่

3.

เธอ ไม่เคยรู้จักผมมาก่อน

พอๆกับที่ ผม ไม่เคยรู้จักเธอมาก่อนเช่นกัน

เรา ต่างไม่รู้จักกัน แต่ยืนอยู่บนบันไดเลื่อนขั้นเดียวกัน

ผมจ้องมองไปที่ใบหน้าของเธอ และที่ดวงตาของเธอ

ดวงตาของเธอดูเหม่อลอย คล้ายกล้องที่ไม่ได้รับการปรับโฟกัสของภาพ

“เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ” คำถามเกิดขึ้นในหัวของผม

บันไดค่อยๆเลื่อนขึ้นไป อย่าง ช้า ช้า

พร้อมๆกับที่เวลาของ ผม และ เธอ ที่ค่อยๆถูกเผาไหม้ไป

4.

มีคนอีกเป็นล้านๆคน บนโลกใบนี้

แต่ ผม และ เธอ ได้มาอยู่บนบันไดขั้นดียวกัน ในเวลาเดียวกัน

“มันต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน!”

ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เกิดขึ้นกับผม

อาจเป็นเพราะบรรยากาศรอบๆตัว

หรืออาจเพราะท้องฟ้าสีเทาคล้ายจะร้องไห้ออกมา

หรือบางที อาจไม่มีเหตุผลใดเพียงพอ

5.

ผม จ้องมอง เธอ อีกเป็นครั้งที่ 2

ดวงตาของเธอยังคงเหม่อลอย ไปยังที่ใดซักที่หนึ่ง

อาจเป็นที่ที่ผมรู้จัก หรือ อาจเป็นที่ที่ผมไม่รู้จัก

บางที อาจเป็นที่ที่เธอไม่รู้จักด้วยซ้ำ

ระยะห่างที่กั้น ผม และ เธอ ให้ห่างกันในตอนนี้นั้น เพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร

แต่ผมกลับรู้สึกว่า ระยะห่างนั้น มันกำลังขยับออกห่างขึ่น เรื่อย เรื่อย

บันไดยังคงเลื่อนต่อไปอย่าง ช้า ช้า ตามหน้าที่ของมัน อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

พร้อมกับเวลาของ ผม และ เธอ ที่ใกล้จะหมดลงเต็มที

สายลมอ่อนๆพัดมาปะทะใบหน้าของผม

พัดพาเอาความคิดบางอย่างหลุดลอยหายไป

6.

บันไดใกล้จะเลื่อนขึ้นถึงที่หมายแล้ว

ผมจ้องมองเธออีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย

บันไดเลื่อนขึ้นถึงที่หมาย

ผม และ เธอ ก้าวเหยีบพื้นเกือบจะพร้อมกัน

และต่าง แยก ย้าย ไปตามทางของ ตัวเอง