ตุลาคม 27, 2008

พูดกันมากขึ้น ฟังกันน้อยลง เข้าใจกันน้อยลง

Posted in สังคม, โฆษณา tagged , , , , , , , , ที่ 9:48 pm โดย pakornkrit

โฆษณา

มีนาคม 16, 2008

contemporary ที่ถวิลหา

Posted in โฆษณา tagged , , , , , , , , ที่ 2:17 pm โดย pakornkrit

ความเป็นไทยคืออะไร ?

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเกิดคำถามทำนองนี้ขึ่นในหัว โดยเฉพาะพวกที่มีหัวคิดกบฎทั้งหลาย ซึ่งถึงแม้ว่าคำถามนั้น จะส่อไปถึงลักษณะของการไม่”รัก”ชาติก็ตามที แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าในเนื้อคำถามนั้น ก็มีอะไรหลายๆอย่างแฝงอยู่ ซึ่งจะว่ามันผิดก็ไม่ถูกนัก เพราะการตั้งคำถามนั้น ช่วยให้หัวสมองเราพัฒนาไปมากกว่าการหาคำตอบหลายเท่านัก อย่างที่เค้าว่า

จงตัดสินคนที่คำถามของเค้า ไม่ใช่คำตอบ

    

พูดถึงความเป็นไทยแล้ว ทุกคนก็คงมีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป

บางคนอาจมองย้อนไปถึงการสู้รบกับพม่าสมัยโบราณกาล

บางคนอาจนึกไปถึงภาพผู้หญิงไทยห่มสไบ

บางคนอาจนึกไปถึงช้างที่หายไปอันโด่งดัง

ขณะที่บางคนมองไปที่จานส้มตำแล้วก็บอกว่า นี่แหละความเป็นไทย

ผมจะไม่ตัดสินหรอกว่าความเป็นไทยที่แม้จริงคืออะไร หนึ่งคือเพราะยังไม่สามารถหาคำตอบที่แท้จริงได้ อีกส่วนคือ บางที มันอาจไม่ได้ต้องการคำตอบที่แน่นอน หรือบางที คำตอบอาจจะอยู่ในโฆษณา 2 ตัวที่ผมหยิบเอามาให้ดูก็เป็นได้

       

        

      

การที่ผมหยิบโฆษณา 2 ตัวนี้มาให้ดูนั้น ไม่ได้มีเจตนาให้ผู้อ่านนำไปตีความว่า โฆษณานี้มันเป็น ไทย หรือไม่ เพียงแต่อยากหยิบมาให้ดูกันเพราะว่า มีอะไรหลายๆอย่างที่มันน่าสนใจ แรกๆดูไปอาจจะเห็นแค่ว่า มันก็คือโฆษณาแนว ตลกๆ ธรรมดาทั่วๆไป แต่ถ้าลองมองให้ดีๆแล้ว มันมีอะไรมากกว่านั้น

ที่ผ่านๆมานั้น เราหลายๆคนเคยคิดกันว่า ความเป็นไทย กับ ความเป็นสากลนั้น ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้ว เพราะความคิด ความเชื่ออย่างนี้รึเปล่า ที่ทำให้วัฒนธรรมไทย ที่นับวันยิ่งจางลงเรื่อยๆในความคิดของคนไทยรุ่นใหม่ๆ “ของสูง อย่าเอาไปเล่น” เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้มาบ้าง ซึ่งตรงนี้ผมอยากให้ลองเอาไปคิดกันดูเล่นๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไร

มาพูดถึงโฆษณาตัวนี้บ้าง ตั้งแต่เห็นครั้งแรก ก็รู้สึกสะดุดใจในอะไรหลายๆอย่าง แต่ที่เด่นที่สุดคงจะเป็น ความคิดสร้างสรรค์ ที่หยิบเอาอะไรหลายๆอย่างในสมัยนี้ มาผสมกับความเป็นไทย ได้กลมกลืนดีแท้ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าหลุย ใบตอง, คอมพิวเตอร์ ชมพู่ หรือจะเป็น ปั๊มฝาง สิ่งต่อมาที่รู้สึกสะดุดก็คือ มุขตลกทางคำพูด คำพูดพวกนี้นั้น คนสมัยก่อนก็คงไม่ได้รู้สึกอะไรเมื่อพูด หรือ ได้ยิน แต่ทำไมเราคนสมัยนี้ได้ยินแค่นี้กลับหัวเราะ โอเคแม้ว่าตัวหนังโฆษณาเค้าอาจจะจงใจให้เรารู้สึกตลกขบขันก็ตามที นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าคิด

ในช่วงหลังมานี้ บ้านเรามีโฆษณาดีๆออกมามากมาย จนได้รับการยอมรับในระดับโลกแล้ว แต่โฆษณา ที่หยิบเอาความ“ร่วมสมัย”แบบนี้มาใช้ ไม่ค่อยมีให้เห็นนัก แล้วที่หยิบมาใช้แล้ว สะดุด ขนาดตัวนี้ จากที่ดูๆมา ไม่ค่อยจะมีมานานแล้ว ที่แปลกกว่านั้นคือ โฆษณาตัวนี้ ได้ทั้ง “ขายของ” และ ทั้ง “ขายไอเดีย” ไปพร้อมๆกัน ซึ่งก็มีไม่มากอีกเช่นกัน อย่างที่เห็นกันทั่วๆไป ก็มีแค่ โฆษณาที่กะขายของลูกเดียว กับ โฆษณาที่ขายในเรื่องของไอเดีย แต่คนไม่จดจำในสินค้า หรือ บริการ เรียกได้ว่าเป็นความ พอดีๆ ที่ลงตัวก็ว่าได้ ก็ต้องรอลุ้นเอาดูว่า จะกวาดไปกี่กล่อง สำหรับโฆษณา พอดีๆ ตัวนี้

กุมภาพันธ์ 26, 2008

we do what we see

Posted in สังคม, เรื่องใหญ่ tagged , , , , , , , , ที่ 1:52 am โดย pakornkrit

    

     Everything

is a copy

of everything

of everything

of everything

    

ถ้าคุณอ่านข้อความข้างต้นแล้วรู้สึกคุ้นเคย ก็แสดงว่าที่คุณรู้สึกนั้น ถูกต้องแล้วครับ ข้อความข้างต้น ผมไม่ได้คิดขึ่นมาเอง แต่ ผมได้มาจากการ เห็น (จากหนังสือเรื่อง อิฐ ของนิ้วกลม) และ ทำ (เอามาลงใน blog นี้) ซึ่งทั้ง2กระบวนการนั้น ผมขอเรียกสั้นๆว่า การลอกเลียนแบบ เอ่อ …. ยาวไป น่าจะสั้นกว่านี้ได้อีก การลอก อืม ค่อยดีขึ่นหน่อย

การลอกเป็นกระบวนการหนึ่งที่ เรียกได้ว่า ควบคู่มากับการเจริญเติบโตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ มนุษย์ทุกคนคือ นักลอกเลียนแบบ ผมเชื่อแบบนั้น และวันนี้ ที่นี่ ที่ blog นี้ ผมก็จะนำการลอกนั้นมาใช้ครับ เพราะแค่ขึ่นบรรทัดแรก … อันที่จริงก็ตั้งแต่หัวข้อ ผมก็ลอกเค้ามาซะแล้ว และ เค้าที่ผมลอกมานั้น ก็ไปลอกเค้ามาอีกที และเค้า ก็คงไม่ลอกเค้ามาอีกที เช่นกัน ซึ่งแน่นอน เป็นการลอกที่เกิดจากการ เห็น และ ทำ ครับ

มนุษย์ทุกคนคือนักลอกเลียนแบบ อย่างที่ผมเขียนไว้เมื่อ ไม่กี่บรรทัดก่อน ใช่ครับ และถ้าพูดให้ถูกก็คือ เราทุกคนเป็นนักลอก ตั้งแต่เกิดแล้ว การพูด การคลาน การเดิน การเขียนหนังสือ การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ การวาดรูป การบวกเลข เหล่านี้เกิดจากการลอกทั้งสิ้น ซึ่งก็คือ การเห็น และ ลงมือทำ ทั้งสิ้น ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า กระบวนการแบบนี้แล้ว เค้ามีวีธีอธิบายที่มันเป็น หลักการ มากกว่านี้รึเปล่า แต่ผมจะขออธิบายในแบบของผมดูแล้วกัน

หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่จริง การลอก ไม่ได้เกิดจากการ เห็น เพียงอย่างเดียว บางทีเราลอกจากการฟัง เช่น การแต่งเพลง เป็นต้น หรือกระทั่งการทำอาหาร ก็ไม่ได้เกิดจากการ เห็น แล้ว ทำ แต่เกิดจากการชิม การได้กลิ่น ด้วย ซึ่งตรงนี้ผมก็ไม่เถียง เพราะผมก็เคยเห็นมาบ้าง คนอะไรก็ไม่รู้ ตาก็บอด แต่เล่นเปียโนได้ โคตรเก่ง เพียงแต่ว่า ผมคิดว่า การดู แล้วทำ มันเป็นกระบวนการที่ง่ายที่สุด ก็เท่านั้นเอง

กลับมาที่การลอกต่อ คนบางคนอาจจะพูดว่า การลอกเป็นกระบวนการที่เกิดขึ่นกับเด็กเพียงเท่านั้น เพราะเด็กยังคิดเองไม่เป็น สมองยังไม่ได้รับการพัฒนามากเท่ากับผู้ใหญ่ เลยไม่สามารถคิดเองได้ พอเราโตขึ่น เราก็จะคิดเองเป็น แล้วเราก็จะไม่ลอกอีกต่อไปแล้ว ซึ่งผมว่ามันไม่จริงเท่าไหร่นัก ผมว่าการลอกยังคงมีอยู่ แต่มันเป็นการลอกที่แนบเนียนมากขึ่น เปรียบได้กับการลอกข้อสอบแล้วอาจารย์ไม่สามารถจับได้นั้นเอง (เอ๊ะ ยังไงอยู่) แต่ไม่เพียงแต่อาจารย์เท่านั้นที่จับไม่ได้ กับการลอกที่เกิดขึ่นบางครั้ง แม้แต่ตัวเอง ยังไม่รู้เลยว่า ไอ้ที่ทำไปนั้น มันเกิดจากการลอก ยกตัวอย่าง เอาผมเองแล้วกัน การที่ผมเขียนพวกนี้ออกมา ผมก็คิดว่าสิ่งที่ผมเขียนนั้น เป็นสิ่งที่ผมคิดขึ่นมาเอง ไม่ได้ลอกมาจากใคร แต่คุณบางคนที่เข้ามาอ่าน อาจจะพบว่า ลักษณะการเขียนของผมนั้น มันไปคล้ายๆกับการเขียนของใครหลายๆคนเอามากๆเลย ซึ่งก็จริง แม้ผมจะไม่ตั้งใจจะลอกก็ตาม บางที การลอกมันก็เกิดขึ่นโดยอัตโนมัติ หลายๆครั้ง สิ่งที่เราทำลงไป มันเกิดขึ่นจากสิ่งที่เรา พบเจอ จากในชีวิตประจำวัน จากหนังที่เราดู จากหนังสือที่เราอ่าน จากเพลงที่เราฟัง จากคนที่เราเจอ และอื่นๆอีกมากมายที่ผ่านหู ผ่านตา ผ่านจมูก ผ่านการสัมผัส ของเราที่เกิดขึ่นในวันหนึ่ง

     

ขึ่นชื่อว่าการลอกนั้น ฟังดูเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดี เพราะการลอกเป็นเหมือนกับการขโมยของๆคนอื่น แต่การลอกนั้น ก็แบ่งออกเป็น2แบบ แบบแรกคือ การลอก แบบไม่ได้เติมแต่งอะไรเลย เหมือนกับการลอกข้อสอบ ผิด/ถูก A B C D, เหมือนกับการทำอาหารแล้วเปิดหนังสือทำตามขั้นตอนทุกอย่างเป๊ะๆ(ซึ่งยากเหมือนกัน), เหมือนกับการฝึกคัดไทยตามเส้นประเป๊ะๆ(อันนี้ก็ยาก) หรืออะไรก็ตามที่เราไม่ได้เพิ่มเติมแต่งอะไรของเราเองเข้าไปเลย แบบที่ 2 คือ การลอกแล้วนำมา เอ่อ ผมขอเรียกว่า ประยุกต์แล้วกัน คือเป็นการลอกเพื่อเป็น reference เท่านั้น หรือก็คือ ลอกเพื่อเป็นแนวทาง ซึ่งการลอกแบบนี้ ผมคิดว่ามันเป็นการ “สร้างสรรค์” มากกว่าการลอก แต่เอาเข้าจริงๆแล้วการลอกทั้ง 2 แบบไม่ได้ถือเป็นความผิด กระทั่งการลอกแบบแรกก็ตาม เรื่องผิดอยู่ที่ว่า การลอกแล้วไม่ยอมรับว่าลอกต่างหาก คงเคยเจอมาบ้างนะครับ คนพวกนี้ นักดนตรีที่พูดว่าแนวดนตรีที่ทำนั้นใหม่มาก ไม่ได้ลอกใครมาเลย (ซึ่งเมื่อลองฟังดูแล้วก็พบว่า มันมีส่วนที่เหมือนเพลงนู้น เพลงนี้ เต็มไปหมด) หรือ การแต่งตัวของคนบางคน ที่พยายามทำให้มันไม่เหมือนใคร (ซึ่งก็อีกนั้นแหละ มันก็คือการหยิบเอาหลายๆอย่างมาผสมกันนั้นเอง)

ซึ่งผมไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ คนเหล่านั้น เพียงแต่ผมไม่เข้าใจแค่นั้นเองว่ามันจะมีปัญหาอะไรกับการลอก กับการเหมือนคนอื่น ถ้าการลอกนั้น ถ้าคุณได้นำมันมา เติม แต่ง ตัด ดัด บิด หรืออะไรก็ตามที่ทำให้มันผิดไปจากเดิมแม้เพียงนิดเดียว นั้นก็คือการสร้างสรรค์แล้ว การเป็นตัวของตัวเองกับการปิดหู ปิดตาตัวเอง มันเป็นคนละเรื่องกัน และทั้งๆที่เราๆก็รู้อยู่ว่า การสร้างสรรค์ในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเภท คือ การลอกแล้วนำมาต่อยอด กับ การลอกแล้วนำมาพลิกด้าน เพราะถ้าไม่ลอกแล้ว เราก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาสร้างสรรค์ เหมือนกับว่าเราจะวาดรูปต้นไม้ซักต้น แต่เกิดมาไม่เคยเห็นต้นไม้มาก่อน ไม่รู้ว่ามันรูปร่างเป็นยังไง คุณจะวาดมันได้ยังไง

เพราะฉะนั้นแล้ว การยิ่งเห็นอะไรต่างๆมากๆเข้าถือเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งเห็นมาก ยิ่งทำอะไรได้มาก พูดแบบนี้อาจจะไม่ค่อยเห็นภาพ เปรียบเทียบดีกว่า สมมุติว่า ในสมองคุณคือ ลิ้นชักใส่ของ ใหญ่ๆซักอัน การที่คุณจะหยิบอะไรออกมาจากลิ้นชักนั้นได้นั้น หมายความว่า ตอนแรกคุณต้องใส่อะไรลงไปในลิ้นชักนั้นซะก่อน นั้นก็คือ เมื่อไม่มีอะไรในลิ้นชัก ก็ไม่มีอะไรให้เอาออกมาใช้ ซึ่งการเก็บของเข้าลิ้นชักนั้นแหละคือกระบวนการหนึ่งของการลอก (เห็น+ทำ)

ผมจะขอลอกคำพูดๆนึง ซึ่งผมไปเจอมาจากเวปๆนึง ซึ่งเวปนั้นก็ไปลอกมาจากคำพูดของคนๆนึงมา คนนั้นเค้าชื่อ เปลโต ซึ่งเปลโตจะไปลอกมาจากใครนั้น ผมไม่ทราบได้ เห็นว่าน่าสนใจดี เปลโตบอกไว้ว่า

We do not lern; and what we call lerning is only a process of recollection”

    

เขียนมาตั้งยาว ผมยังไม่ได้พูดถึง วิดีโอ ที่ผมนำมาลงไว้ตอนแรกเลย ไม่ได้ลืมหรอกครับ วิดีโอที่ผมนำมาลงนั้น เป็นโฆษณาทางทีวี ของประเทศ Australia ขององค์กรๆหนึ่ง คล้ายๆกับ องค์กรคุ้มครองเด็กและเยาวชน เนื้อหาของโฆษณาก็อย่างที่คุณเห็นนั้นแหละครับ Children see, Children do บางคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะงง อ่าว แล้วทำไมตอนแรกผมบอกว่า ยิ่งเห็นอะไรเยอะๆยิ่งดี แต่ไหง TVC ตัวนี้กลับบอกว่า เห็นอะไรมากไปก็ไม่ดี เพราะ มันนำไปสู่การลอกเลียนแบบในสิ่งที่ผิดๆ ใช่ครับ สิ่งที่ผิดๆ คำๆนี้เหมือนจะเข้าใจง่าย แต่เอาเข้าจริงๆมันเป็นสิ่งที่เข้าใจยากมาก หลายๆครั้งเรื่องที่ผิดก็ถูกได้ เช่น ตำรวจยิงผู้ร้ายตาย ถามว่าตำรวจผิดมั้ย ผิดอยู่แล้ว ฆ่าคน แต่ถามว่าถูกมั้ย ถูกแฮะ หรือในบางครั้ง เรื่องที่ถูกก็กลายเป็นเรื่องที่ผิดได้ เช่น คุณขับรถอยู่ อยู่ดีๆมีคนวิ่งตัดหน้ารถคุณแล้วคุณเกิดเบรกไม่ทัน ซึ่งใครๆก็รู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ปรากฏว่าคุณผิดฐานฆ่าคนโดยไม่เจตนา นั้นสินะ เรื่องแบบนี้สงสัยต้องไปถามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพราะผมก็ไม่สันทัดซะด้วย กลับมาที่ TVC ต่อ เมื่อลองมาดูดีๆแล้ว ใน TVC ตัวนี้มีประเด็นที่ต่างออกไป เพราะ TVC ตัวนี้นำเสนอว่า สิ่งที่คุณทำ ถ้าไปเบียดเบียนผู้อื่น หรือ ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ว่ากฏหมายจะห้ามหรือไม่ก็ตาม

ตรงนี้น่าสนใจทีเดียว มันทำให้นึกไปถึงคำว่า “จริยธรรม” คำๆนี้พูดง่าย แต่ทำยาก แต่ผมคิดว่ามันมีประสิทธิภาพมากกว่ากฎหมายซะอีก เพราะถ้าเราควบคุมตัวเองได้ ก็ไม่ต้องให้ใครมาควบคุม เปรียบเทียบแล้วเหมือนกับการเร่งปรับหลักสูตรการศึกษา กับการมานั่งเซนเซอร์TV เซนเซอร์หนัง หรือการพยายามปิดตู้ขายบุหรี่ตามร้านขายของชำต่างๆ แล้วก็มีป้ายเขียนว่า ที่นี้มีบุหรี่จำหน่าย ….. ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันต่างกันตรงไหน มันเหมือนกับ คุณกำลังจูงลูกไปเดินอยู่ริมถนน แล้วคุณเห็นรถชนคนตาย มีคนนอนอยู่ คุณจะเลือกทำอะไร ระหว่าง เอามือปิดตาลูก (ซึ่งก็ดันปิดไม่สนิทเสียอีก) กับการ จูงลูกเดินออกมาจากที่ตรงนั้น

มีคำพูดๆนึง ซึ่งผมไปลอกเค้ามาอีกแล้ว อ่านแล้วเห็นภาพดี คำพูดนี้น่าจะเคยได้เห็นกันมาบ้าง

“ให้ปลาเขา 1 ตัว เขามีกิน 1 วัน สอนเขาจับปลา เขามีกินตลอดไป”

สุดท้ายนี้แม้คำว่า จริยธรรม จะดูเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป แต่ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไหนหรอกที่อยากให้ ลูก หลานของเรา เป็นอย่างใน TVC ตัวนี้ วิธีป้องกันนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วครับ

    

Make your influence Positive