กุมภาพันธ์ 8, 2008

ทางเลือก

Posted in คำคม tagged , , , , , , , ที่ 11:58 pm โดย pakornkrit

ไปอ่านเจอคำคม คำนึงในหนังสือมาครับ เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอามาแปะไว้ครับ

   

The only way to make the right decision is to find out which is the wrong decision.

-Paulo Coelho

  

อ่านๆดู แล้วเหมือนจะไม่น่ามีอะไรนะครับ เพราะมันก็เป็นสิ่งที่เป็นความจริง การจะรู้ว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง เราต้องรู้ก่อนว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ผิด แน่นอนอยู่แล้ว แต่เรื่องง่ายๆแบบนี้หละครับ ที่ทำยาก เพราะในชีวิตจริงแล้ว การจะตัดสินผิด/ถูกในทางเลือกนั้น มันไม่ง่ายเหมือนกับการทำข้อสอบ ก ข ค ง ที่รู้แน่อยู่แล้วว่า มันมีคำตอบที่ถูกเพียงแค่ข้อเดียว ส่วนข้อที่เหลือคือข้อที่ผิด และสามารถตัดทิ้งได้เลย

ในชีวิตจริงนั้น ทุกทางเลือกล้วนถูกต้องหมด เพียงแต่ว่าทางเลือกแต่ละทางนั้นมันแตกต่างกันตรงที่ ถูกมาก หรือ ถูกน้อย ก็เท่านั้นเอง ซึ่งมากหรือน้อยนี่ก็บอกยากครับ เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมเลยแหละ มากของคนหนึ่งอาจจะน้อยสำหรับใครอีกหลายๆคนก็ได้ เช่น เงิน20บาทสำหรับคนบางคนอาจจะแทบไม่มีค่าเลย แต่สำหรับอีกคนหนึ่งมันอาจจะหมายถึงเป็นหรือตาย ได้เลย หลายคนอาจจะงงว่าผมกำลังจะบอกว่าอะไรในเมื่อตอนแรกก็บอกไว้ว่าทางเลือกที่ดีที่สุดเกิดจากการที่เราต้องรู้ก่อนว่าทางไหนคือทางที่ผิด แต่ไปๆมาๆผมกลับบอกว่า ทางที่ผิด/ถูกนั้นมันไม่มี เพราะถูก/ผิดของแต่ละคนก็ต่างกัน หรือผมกำลังจะบอกเป็นนัยๆว่า ผิด/ถูกนั้น ล้วนเป็นสิ่งสมมุติขึ่นมาเองทั้งนั้น …..

    

นั้นสิครับ แล้วผมจะบอกอะไรกันแน่เนี้ย ? ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเลย

หรือบางที ผมอาจจะต้องรู้ก่อนว่า ผมไม่ต้องการจะบอกอะไรกันแน่

   

มกราคม 20, 2008

ตัวตน

Posted in ปรัชญา tagged , , , , , , , ที่ 12:04 am โดย pakornkrit

ตัวตนของเราคืออะไร ?

เราเกิดมาทำไม ?

ผมเชื่อว่า คำถามโลกแตกเหล่านี้คงเคยเกิดขึ่นกับพวกคุณบ้าง แต่จะมีซักกี่ครั้งที่เราสามารถที่จะหาคำตอบที่ถูกใจไปตอบคำถามเหล่านั้นกับตัวเองได้ ….. สำหรับผมนั้น ไม่เคยมีเลยซักครั้งเดียว จะมีก็แค่คำตอบกวนๆ ประมาณว่า ก็เกิดมาเพื่อหาคำตอบไง ซึ่งก็ไม่ได้ถือเป็นคำตอบแต่อย่างใด

     

บางที การจะตอบคำถามเหล่านั้นให้ได้ เราอาจจะต้องมองย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของมันซะก่อน เพราะหลายๆครั้ง อดีตก็สามารถกำหนดอนาคตได้

ตัวตนของเราเกิดจากอะไร ?

ใช่การกระทำของเรารึเปล่า ที่ทำให้ตัวเราเป็นตัวเราในทุกวันนี้ ?

หรือว่าเพราะว่า สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่แรก หรือ โชคชะตา จะเป็นตัวกำหนดชีวิตเราอยู่ ?

    

นี่คือหัวข้อที่ผมอยากจะชวนมาถกกันครับ เผอิญไปได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องนึง

   

ระหว่างคำว่า “การกระทำจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราเป็น” กับ “สิ่งที่เราเป็นอยู่เป็นตัวกำหนดการกระทำของเรา”

คุณคิดว่า ระหว่างวลี2ประโยคนี้ คุณ”เชื่อ”ในวลีประโยคไหนมากกว่ากัน ?

อยากชวนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดู เผื่อได้มุมมองอะไรใหม่ๆในชีวิตครับ

      

มกราคม 7, 2008

คำ และความหมายของมัน

Posted in ถาม & ตอบ tagged , , , , , ที่ 10:05 pm โดย epizilos

ระหว่างคำว่า“คนที่เดินไปข้างหน้า”กับ“คนที่หยุดเดิน” คุณคิดว่า คำ2คำนี้ มันหมายถึงอะไร ?

       

         

สำหรับผมน่ะ  ผมคิดว่า”คนที่ก้าวไปข้างหน้า”เนี่ยเขาอาจจะมีความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่างที่รอเขาอยู่ก็ได้แต่”คนที่หยุดเดิน”เขาก็อาจจะหยุดชะงักเพื่อจะคิดหรือไตร่ตรองอะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ 

แล้วสำหรับคุณล่ะ คิดว่า คำ 2คำนี่มันหมายถึงอะไร ?

      

มกราคม 6, 2008

เดินทางใกล้

Posted in เดินทาง tagged , , , , , , , , , , , ที่ 12:01 pm โดย pakornkrit

กลางดึกคืนหนึ่ง

เหมือนกับกลางดึกของทุกๆคืน ผมมักจะปล่อยตัวเองให้นั่งแช่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่า “มีอะไรให้ทำ” และเป็นธรรมดา เมื่อคุณนั่งอยู่เฉยๆเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหน้าจอ LCD ความรู้สึกปวดเมื่อยจะตามมา ผมจึงตัดสินใจที่จะลุกขึ่นไปยึดเส้นยืดสายบ้าง โดยลุกขึ่นไปชงกาแฟมากิน ขณะที่ผมกำลังเคลื่อนที่ไปเพื่อชงกาแฟนั้น ในขณะที่ผมกำลังเปิดประตูห้องออกไปด้านอก ผมก็รู้สึกถึงลมเย็นๆ พัดมาปะทะกับใบหน้า แล้วความรู้สึกหนึ่งก็ตามมา …. ไม่ใช่ความรู้สึกขนหัวลุกครับ มันเป็นความรู้สึกที่ สบาย บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันรู้สึกผ่อนคลายมากๆ ผมจึงตัดสินใจยืนอยู่เฉยๆให้ลมปะทะเล่นอยู่ซักพัก แล้วจึงเคลื่อนที่ต่อ โดยในขณะที่ผมกำลังชงกาแฟ ขณะกำลังรอน้ำเดือด ในหัวผมก็กำลังคิดอะไรไปเรื่อยๆ และผมก็รู้สึกแปลกๆกับความรู้สึกที่พึ่งเกิดขึ่นเมื่อครู่นี้ ผมรู้สึกแปลกใจตัวเอง คือปรกติแล้ว เวลาช่วงนี้ มันก็มักจะมีลมแบบนี้พัดมาเป็นประจำอยู่แล้วรึเปล่า แล้วผมดันไม่ทันได้สังเกตุ เลยรู้สึกว่า อากาศในคืนนี้มันไม่เหมือนกับทุกๆคืนที่ผ่านมา หรือว่า จริงๆแล้ว อากาศมันเย็นขึ่นจริงๆ เย็นขึ่นจนประสาทสำผัสอันด้านชาของผมรู้สึกถึงมันได้ ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่า ตกลงแล้ว มันอย่างไหนกันแน่ อ่า ….. น้ำเดือดพอดี

จากนั้น ผมยกแก้วกาแฟกลับมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตามเดิม โดยในหัวพยายามคิดหาคำตอบว่าตกลงแล้ว เป็นความรู้สึกผม หรือ อากาศกันแน่ ที่มันเปลี่ยนไป โดยมีปริมาณกาแฟในแก้วที่ค่อยๆลดลงเรื่อยๆเป็นพาหนะทางความคิด และแล้ว …. กาแฟก็หมดแก้ว แต่ผมยังไม่สามารถคิดหาคำตอบได้ จากนั้น ผมก็เหมือนได้ยินเสียงใครบางคน มันไม่ใช่เสียงที่มาจากข้างนอก แต่มันเป้นเสียงที่มาจากภายในร่างกาย และเป็นเสียงที่ผมรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน เสียงนั้น ตะโกนใส่ผมว่า “มึงคิดไปแล้วมันจะได้อะไรขึ่นมาวะ … หา” ผมที่ขณะนั้นกำลังฟุ้งซ่านจากการค้นหาคำตอบอยู่ ก็เหมือนกับโดนน้ำเย็นๆ สาดใส่ “เอ่อวะ คิดหาคำตอบไปแล้วมันจะได้อะไรวะ” …….. จากนั้น ผมจึงพยายามหยิบหนังสือมาซักเล่มหนึ่ง หวังให้มันช่วยดึงความสนใจผมจากไอ้คำตอบบ้าๆนั้น และผมคิดว่ามันก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ผมลืมเรื่องนั้นไปเลย ขณะที่ผมให้หนังสือทำหน้าที่ดึงความสนใจผมไปซักพักใหญ่ๆ เหลือบมองนาฬากาข้างฝา ตี2 กว่าแล้ว สงสัยน่าจะไปนอนได้แล้วนะเนี้ย ผมวางหนังสือลง ปิดคอมพิวเตอร์(ซึ่งจริงๆก็ดูเหมือนปิดอยู่แล้วเพราะมัวแต่นั่งคิดถึงไอ้นั้นอยู่) พยายามปิดเปลือกตาลงโดยไม่สนใจน้ำสีดำๆที่พึ่งดื่มไปเลยซักนิด และผมก็หลับลงได้ แม้จะเสียเวลาไปซักหน่อย โดยทิ้งให้คำตอบที่คาใจผมอยู่นั้น นั่งอยู่เงียบๆที่มุมห้อง …..

             

เช้า (ที่จริง สายแล้ว)

เป็นเช้าที่ผมรู้สึกสบายอย่างน่าประหลาด รู้สึกว่าอากาศมันเย็นสบายกว่าทุกที ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเพราะมีคนมาเร่งแอร์ แต่เมื่อตื่นขึ่นมาผมก็พบว่า ไม่ใช่มาเร่งแอร์ แต่มีคนมาปิดแอร์ !!!! และแล้วผมก็สามารถหาคำตอบที่ผมคิดมาตั้งแต่เมื่อคืนได้เสียที อากาศมันเย็นขึ่นจริงๆ ไม่ใช่เพราะผมรู้สึกไปเอง และผมก็คิดว่า อาจจะเป็นเช้าที่อากาศดีที่สุดในรอบหลายวันเลย อากาศมันดีจนผมรู้สึกว่า ไม่ควรที่จะแค่นั่งเฉยๆ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ผมจึงตัดสินใจ คว้ากล้องถ่ายรูป เปลี่ยนเสื้อผ้า และออกจากบ้านไป โดยที่ผมก็ไม่แน่ใจในจุดหมายเหมือนกัน รู้แต่ว่าต้องออกไป โดยผมเลือกที่จะเดินตามฟุตบาทไปเรื่อยๆ และผมก็พบว่า อากาศมันดีจริงๆ อีกทั้งบรรยากาศในเมืองก็ดูเงียบสงบ อาจเป็นผลมาจากควันหลงปีใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งผมคิดว่า ถ้ากรุงเทพเป็นแบบนี้ทุกวัน มันคงจะดีมากๆเลย

เส้นทางที่ผมเลือกเดิน เป็นฟุตบาทที่ติดกับถนนใหญ่ ซึ่งปรกติแล้วจะค่อนข้างวุ่นวาย เพราะจะมีพนักงานออฟฟิศแถวๆนี้ออกมากินข้าวกัน เอ่อ ลืมบอกไป ผมออกไปถ่ายประมาณ บ่าย 1 ครับ ต่อๆ ถึงไหนแล้ว อ้อ …. ปรกติแถวนี้จะวุ่นวายมาก เพราะจะมีคนเดินไปเดินมาค่อนข้างเยอะ และ จะมีร้านอาหารข้างทางเปิดเต็มไปหมด บวกกับอากาศ ที่ปรกติจะร้อน มากๆ เมื่อทุกอย่างรวมกัน ทำให้ผม ซึ่งปรกติขี้เกียจอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับสิ่งเหล่านี้ทำให้ยิ่งขี้เกียจเข้าไปใหญ่ ใช่ครับ ที่ผมบอกไปอย่างนี้เพราะว่า ผมไม่เคยเดินออกมาถ่ายรูปแถวนี้เลยครับ อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเลย แค่ออกมาเดิน chill chill ยังไม่เคยเลยครับ เพราะคิดว่ามันออกจะ warm warm ซะมากกว่า แต่เนื่องจากวันนี้มันไม่เหมือนวันก่อนๆ วันนี้เป็นวันหลังปีใหม่หมาดๆ คนก็ไม่เยอะ ร้านแถวนั้นก็ยังไม่ค่อยเปิด อากาศ ก็เย็นสบาย แม้จะมีแดด แต่มีลมพัดมาตลอด ทำให้ทุกอย่างมันดู เอ่อ เข้าท่า มากๆเลย

ลองมาดูรูปที่ผมถ่ายมาประกอบไปด้วยแล้วกันครับ เผื่อจะได้ “เห็นภาพ” มากขึ่น

    

 

รูปนี้เป็นตู้โทรศัพท์ครับ ผมติดใจตรงไอ้โลโก้ ที่เป็นรูปลูกโลกแล้วมีประเทศไทยตัวบะเริ่ม แล้วมีรูปหูโทรศัพท์ อยู่นอกโลกนี่แหละครับ จริงๆผมเคยเห็นมาหลายรอบแล้วแต่พึ่งได้สังเกตุชัดๆเอาวันนี้นี่แหละ ผมว่าโลโก้มันก็โอเคนะ ไม่ได้ถึงกับแย่มาก หรือ อาจจะแย่ เพราะผมเห็นตั้งหลายครั้งแต่พึ่งมาสังเกตุเอาครั้งนี้ น่าคิดๆ

           

 

นกตัวนี้ผมเห็นมันเดิน (มันเดินจริงๆครับ) อยู่ตัวเดียวข้างทาง ตรงนี้ปรกติมันจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวมั้ง ถ้าผมจำไม่ผิด แต่วันนี้ร้านไม่เปิด เลยมีพื้นที่โล่งพอสมควร แล้วผมก็เห็นนกตัวนี้มันเดินอยู่ตัวเดียว ผมเลยยืนหยุดดูมัน มันก็ไม่บิน ไหนๆเลยขอถ่ายรูปเก็บไว้ซักนิด จากนั้นผมจึงยกกล้องขึ่นเล็ง แต่ว่าเล็งอยู่นานพอสมควร เพราะหามุมที่ถูกใจไม่ได้เลย จนมาได้มุมนี้ เมื่อผมถ่ายปุ๊บ มันก็บินจากไป ผมว่าถ้ามันพูดภาษามนุษย์ได้ มันคงพูดว่า “กว่าจะถ่ายได้ แม่ง เล็งอยู่ได้”

         

 

รูปนี้ เป็นต้นไม้ของตึกสำนักงาน โดยมันตั้งอยู่ด้านหลังของตึก ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไม่เดินเข้าไป แต่เห็นตรงช่องข้างตึกมันเป็นช่องลมพอดี ผมเลยเดินเข้าไป และก็เจอกับต้นไม้ต้นนี้เข้า อันที่จริงๆ รอบๆต้นไม้ต้นนี้จะมีตึกบังอยู่เต็มไปหมด ผมเดินหามุมอยู่นานพอสมควรเหมือนกันกว่าจะได้มุมนี้มา รู้สึกว่าต้นไม้ต้นนี้จะถ่ายไว้หลายรูปเลย แต่ชอบรูปนี้ที่สุด

           

 

ดอกไม้ดอกนี้ อยู่ใกล้กับ ต้นไม้ต้นข้างบนครับ หลังจากแหงนหน้ามองหามุมของต้นไม้ต้นข้างบนจนเมื่อยแล้ว เมื่อยนี่คือเมื่อยคอที่แหงนหน้าหามุมที่ถูกใจ และก็เมื่อยลูกกะตาที่ต้องเพ่งกับแสงแดดที่จ้าพอสมควรในช่วงนั้นด้วยครับ เลยก้มหน้าลงมาเพื่อพักให้หายเมื่อย และผมก็เหลือบไปเห็นแปลงดอกไม้ดอกนี้เข้า อาจะเป็นเพราะสีแดงสดของมัน ทำให้สะดุดตาผมเข้า ผมเลยเดินเข้าไปใกล้ๆ หามุม และ กด ครับ

        

 

 รูปนี้เป็นกิ่งไม้ที่ น่าจะร่วงมาซักพักแล้ว ที่ผมสนใจมันก็เพราะว่า มันเป็นกิ่งเดียวในแถวๆนั้น (อีกแล้ว) ตอนแรกก็คิดว่าว่าจะถ่ายยังไงดี หลังจากลองถ่ายอยู่หลายรูปเหมือนกันแต่ก็ยังไม่ถูกใจ ไอเดียนี่ก็แว๊ปเข้ามาในหัว รูปนี้ผมไม่ได้นอนลงไปบนพื้นเพื่อถ่ายนะครับ ผมวางกล้องไว้กับพื้นแล้วนั่งถ่ายเอาครับ รูปที่ออกมาก็ ชอบมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย บางทีอาจจะเป็นรูปที่ผมชอบที่สุดในเซ็ทนี้เลยก็ได้

           

 

รูปนี้เป็นรูปของ กริ่ง โรงเรียนอนุบาลครับ เป็นโรงเรียนอนุบาลของผมเองครับ 5555 แต่ผมคิดว่าเค้าคงปิดกิจการมานานพอสมควรแล้วหละครับ สังเกตุจากสภาพในโรงเรียน รวมถึงสภาพของ กริ่ง นี้ด้วยครับ ที่สนใจในกริ่งนี้ก็เพราะว่า กริ่งนี้ (ผมคิดว่า)เป็นกริ่งเก่าที่ใช้มาตั้งแต่สมัยผมยังเรียนอยู่ หรือราวๆนั้น เพราะจากสภาพของมัน จากสี จากร่องรอยต่างๆ บ่งบอกว่ามันผ่านกาลเวลามาพอสมควรแล้ว และอีกอย่างที่ผมชอบคือ ไม้ว่าสีของกำแพงและรั้วจะถูกทาใหม่กี่รอบ แต่กริ่งอันนี้ ยังคงเป็นอันเดิมอยู่ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

         

 

ดอกไม้ (อีกแล้ว) รูปดอกไม้ดอกนี้ เจอหลังจากกำลังจะเลี้ยวตรงหัวมุมโค้งครับ พอดีกิ่งมันย้อยลงมาใส่หัวผม ผมเลยต้องก้มเพื่อเดินผ่านไป แล้วอยู่ดีๆในหัวผมก็เกิดความคิดแปลกๆออกมา นั่นก็คือ อยากลองถ่ายภาพดอกไม้ย้อนแสงดู (ไอ้ที่สว่างๆข้างหลังนั้นพระอาทิตย์ครับ) ก็กลัวกล้องเจ๊งเหมือนกัน แต่มันอยากอะครับ ทำไงได้ ก็เลยกดไป ถ่ายไปหลายรูปเหมือนกัน มีแค่รูปนี้รูปเดียวแหละมั้ง ที่เข้าท่าหน่อย (รึเปล่า)

      

 

รูปสุดท้ายแล้วครับ อย่าพึ่งเบื่อครับ รูปนี้ก็แค่รูปป้ายจราจรธรรมดาทั่วไปนี่แหละครับ ตรงที่มันทำให้ผมสนใจก็คือ ตรงคำว่าห้ามนี่แหละครับ ผมดู เอ่อ … ดูน่ากลัว ไม่สิ ดูอะไรซักอย่างอะครับ ความรู้สึกประมาณว่าต้องทำตาม และยิ่งใช้สีแดงด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มความหนักแน่นของการ “ห้าม” ได้เป็นอย่างดีเลย ก็เข้าใจคิดดีนะครับ แต่มองในอีกแง่นึง มันก็ดูจะแข็งกระด้างไปซักหน่อย เหมือนกับเป็นการบังคับ (เอ่อ มันก็บังคับจริงๆนะแหละ) คือดูแล้วรู้สึกว่ามันจะเผด็จการไปซักนิด (เอ่อ ผมกำลังพูดถึงคำว่า”ห้าม”ของป้ายๆนี้นะครับ ไม่ได้พูดถึงอะไรอย่างอื่น) แต่ก็นะ มันก็แค่ป้ายแหละ เอาอะไรกับมันมาก

        

รูปหมดแล้วครับ ที่จริงยังมีรูปเหลืออยู่ แต่ผมคิดว่ารบกวนแค่นี้ดีกว่า มากกว่านี้เดี๋ยวจะเกินพอดี ก็ การเดินทางใกล้ของผมในวันนี้ ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 2ชม. นิดๆ เดินไป ไม่ค่อยจะเยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเสียเวลาหามุมถ่ายแต่ละรูปนาน แต่จากการออกไปเดินทางใกล้ครั้งนี้ ผมก็ ได้รู้ ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างเลย นอกจากกรุงเทพในบรรยากาศที่หายากแล้ว ผมยังได้รู้ว่า จริงๆแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด เหมือนกับที่ใครซักคนเคยบอกว่า “You can find inspiration in everything” มันอยู่ทุกๆที่จริงๆครับ แรงบันดาลใจ อยู่ที่ว่าคุณจะมองว่า “มันแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น น่าสนใจ” หรือคุณจะมองว่า “ก็เหมือนๆเดิม เมื่อวานก็เห็น อาทิตย์ก่อนก็เห็น เดือนก่อนก็เห็น มันจะไปน่าสนใจอะไร” ถ้าคุณยังมองว่ามันไม่น่าสนใจอยู่ ผมแนะนำให้คุณลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หรือลองเปลี่ยนมุมที่มองดูครับ กับสิ่งที่คุณว่าน่าเบื่อ ซ้ำซาก บางทีเมื่อคุณมองมันใกล้ๆ หรือมองจากมุมที่คุณไม่เคยเห็น คุณอาจจะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณสนใจก็เป็นได้ครับ “เพราะทุกๆสิ่งทุกอย่าง เมื่อมองจาก ระยะ และ ด้าน ที่ต่างกัน ก็ให้อะไรหลายๆอย่างที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง” คนเราก็เช่นกันครับ และผมคิดว่า นิสัยช่างสังเกตุ ช่างติ เนี้ย มันเป็นสัญญาณที่ดีว่าสมองของเรา ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ของเรายังทำงานดีอยู่ครับ (ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ)

        

ถ้าใครอยากดูรูปในอีกมุมมองนึงเชิญ ที่นี่ ได้ครับ (เป็นมุมมองจากกล้อง 8m ครับ)

มกราคม 3, 2008

Wrong Do

Posted in lomo tagged , , , , ที่ 8:44 pm โดย pakornkrit

ในชีวิตนี้ คุณเคยทำเรื่องอะไรผิดพลาดลงไปบ้างรึเปล่า ?

       

ผมเชื่อว่าทุกคนเคยครับ เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นความผิดพลาดของผมเองครับ 

                  

ผมมีกล้องอยู่ตัวนึงครับ มันเป็นกล้อง 8m เอ่อ ….. เอาเป็นว่ามันเป็นกล้องฟีลม์แล้วกันครับ กล้องฟีลม์เนี้ย โดยธรรมชาติของมันแล้ว เมื่อถ่ายรูปหมดม้วนแล้ว เราจะต้องทำการหมุนฟีลม์กลับเข้าตัวม้วนของมันใช่มั้ยครับ ปรกติกล้องทั่วไปเมื่อถ่ายหมดม้วนแล้วมันจะทำการหมุนของมันเองโดยอัตโนมัติ แต่กล้องผมมันต้องหมุนมือเองครับ (สงสัยอยากประหยัดพลังงานจากถ่าน) ซึ่งการหมุนเนี้ย ตามปรกติแล้ว มันจะต้องหมุนตามเข็มนาฬิกาใช่มั้ยครับ แต่ตัวผมในตอนนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ่น ผมดันไปหมุนทวนเข็มนาฬิกา หมุนไปซักพักนึง จนมันหมุนต่อไม่ได้แล้ว เลยเอะใจ ทำไมมันหมุนหมดเร็วจัง พึ่งจะมานึกออก เฮ้ย !!!!! ฉิบหาย หมุนผิดด้าน …….

ผมเลยลองพยายามหมุนกลับอีกด้านนึงดู ….. ปรากฏว่า ไม่ได้ครับ หมุนกลับก็ติดเหมือนกัน ผมก็ เฮ้ย แย่ละ ทำไงดีวะ สงสัยฟีลม์หลุด เอาไงดี …… จะยกกล้องไปให้ร้านแกะให้ดีรึเปล่า หรือจะแกะเองดี ถ้าเป็นปรกติแล้วผมว่าหลายๆคน(รวมถึงผม)น่าจะเลือก ยกกล้องไปให้ร้านเค้าเอาออกให้ แต่ไม่รู้ทำไมผม ในตอนนั้น เกิดเพี๊ยนอะไรขึ่นมา เพราะผมดันไปตัดสินใจที่จะเอาออกเอง ซึ่งถือว่าเสี่ยงพอสมควร เพราะผมไม่เคยทำมาก่อน แต่เมื่อตัดสินใจลงไปแล้ว ก็ต้องลองเสี่ยงดู

แรกเลยผมไปหาถุงดำมาถุงนึง จัดการนำกล้องใส่ถุงดำ แล้วเอาผ้าห่มคลุมอีกชั้นนึง พยายามให้มันมืดที่สุด โดยผมสอดเฉพาะมือเข้าไปในถุงดำ และเริ่มแกะฟีลม์ออก โดยใช้เพียงสัญชาตญาณ เอ่อ ต้องบอกก่อนว่า ผมเตรียมทำใจไว้พอสมควรแล้วแหละครับ เรื่องฟีลม์ม้วนนี้เนี้ย คิดไว้แล้วว่า มันอาจจะเจ๊งทั้งม้วนเลยก็ได้ แบบเสียไปเลย เพราะอย่างที่บอกผมไม่เคยเอาฟีลม์ออกเองมาก่อน แต่ไหนๆมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ลองลองเสี่ยงทำต่อไปดู เริ่มแกะฟีลม์ออกมา จากนั้นเริ่มแกะก้านที่ยึดฟีลม์อีกด้านนึงออก จากนั้น ผมก็ลองหมุนตัวม้วนดู เผื่อจะได้ แต่ก็ไม่ได้ครับ ผมก็เลย เอ่อ ค่อยๆหยิบเอากล้องออกมาช้าๆ ทิ้งให้ฟีลม์อยู่ในถุงดำนั้น และเรื่มมัดถุงให้แน่น และจากนั้น หลังจากทำใจอยู่ซักพักใหญ่ๆ จึงรวบรวมความกล้าได้ หยิบเอาถุงดำใบนั้น ไปให้ร้านล้างรูปให้ ตอนไปถึงผมว่าเค้าก็คงงงเหมือนกันแหละ

การนำฟีลม์ไปล้างผ่านไปได้ด้วยดี พนักงานที่ร้านเพียงแต่ส่งยิ้มแปลกๆให้ เท่านั้นเอง จากนั้นผมก็ไปรับรูปมา และ “ลุ้น” ครับ โดยที่เผื่อใจไว้แล้ว และ ปรากฏว่า

.

.

.

มีรูปครับ !!!!! ได้รูปมาทั้งหมด 33 รูป จากทั้งหมด 36 รูป (จริงๆผมกดไปมากกว่านั้น อีกซัก 2-3รูปด้วยซ้ำ) และเมื่อมาดูรูป ผมก็พบว่ารูปจำนวนหนึ่งมีสีที่ แปลกๆ สีมันซีดๆ ผมไม่แน่ใจว่ามันเกิดจากการนำฟีลม์ออกอย่าง “ผิดพลาดๆ” ของผมรึเปล่า

และ ผมก็พบความผิดพลาดอีกอย่างหนึ่ง คือฟีลม์ม้วนนี้ ประมาณ 10รูปสุดท้ายของม้วน ผมอยากจะถ่ายให้มันหมดไป ก็เลยตัดสินใจออกไปถ่ายเล่นๆแถวบ้านให้มันหมดม้วนไป โดยออกไปถ่ายตอนกลางคืนเพราะไม่เคยใช้กล้องนี้ถ่ายกลางคืนเลย เลยอยากลองดู โดยลองถ่ายโดยใช้โหมด B (คือการเปิดหน้ากล้องตามระยะเวลาที่เรากดชัตเตอร์ค้างไว้) และก็พบว่า ……. ภาพที่ออกมา “เละ” มาก คือในตอนแรกผมก็คิดไว้แล้วว่า ภาพมันจะต้องออกมา “ดูไม่รู้เรื่อง” แต่นี่มันยิ่งกว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก

ยิ่งบวกกับความผิดพลาดของกล้องแล้วด้วย คือ อันที่จริงกล้องๆนี้ มันเป็นกล้องที่ เอ่อ …. เรียกว่าไงดี คือเอาไว้ถ่ายเล่นๆ ไม่ได้ถ่ายอะไรจริงจัง แต่ก็มีผู้นิยมเล่นมากมายนะครับ อาจจะเพราะความมีเอกลักษณ์(แบบผิดพลาดๆ)ของมันก็เป็นได้ และนอกจากความผิดพลาดที่ตั้งใจจากกระบวนการผลิตแล้ว กระบวนการถ่ายมันก็เต็มไปด้วยความผิดพลาดทั้งนั้นครับ

เริ่มแรก กล้องนี้มีช่องมองภาพครับ แต่ตำแหน่งของมันอยู่บริเวณมุมขวาบน(ถ้ามองจากด้านหน้า) ซึ่งเท่ากับว่าถึงมองไปก็ไม่ได้ภาพอย่างที่เลนส์เห็น

ต่อมาคือ กระบวนการถ่ายครับ กล้องนี้ไม่มีระบบ auto ครับ ต้องปรับมือเองทั้งหมดเลย ตั้งแต่ รูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ ระยะโฟกัส ไอ้ 2 อย่างแรกเนี้ย มันก็ไม่ค่อยจะยากเท่าไหร่ถ้าเรามีอุปกรณ์ที่เรียกว่า เครื่องวัดแสง แต่ผมไม่มีนี่สิครับ ถามว่าแล้วทำยังไง พูดตรงๆก็คือ ปรับมั่ว นะแหละครับ ยิ่งระยะโฟกัสนี่ยิ่งตลกครับ กล้องตัวนี้มีให้แค่ตัวเลข 1, 1.2, 1.5, 2, 2.5, 3, 4, 8, inf ใช่ครับ มันคือระยะที่มีหน่วยเป็น เมตร ครับ อันนี้ก็ปรับ มั่ว ไปอีกเหมือนกันครับ

เพราะงั้นแล้ว การจะถ่ายรูปๆนึงออกมาได้นี่ เต็มไปด้วยความผิดพลาดทั้งนั้นครับ และแทบจะไม่มีรูปไหนที่ถ่ายออกมาแล้วมัน 100% เลยครับ ถ้าถามว่าแล้วผมจะเล่นกล้องบ้าๆแบบนี้ไปทำไม อาจจะเป็นเพราะว่า ผมหลงเสน่ห์ในความผิดๆพลาดๆของมันก็ได้ครับ ผมว่ามันดูเหมือนๆกับเราดีครับ

เราๆที่ชีวิตไม่ได้ perfect

เราๆชีวิตที่มีแต่ความผิดพลาด

เราๆที่ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน 100%

เราๆที่ในบางครั้ง บางตอน ก็ต้อง ลุ้น เอา

            

พูดถึงภาพที่ล้างมาบ้าง โดยรวมแล้ว ภาพในม้วนนี้ ถ้าพูดกันตรงๆก็คือ จัดว่า “ห่วย” มากๆเลย แต่ถ้ามองในอีกแง่นึง มันก็แปลกดีเหมือนกัน เพราะภาพแบบนี้ใช่ว่าเราจะได้มีโอกาสเห็นบ่อยนัก และก็ไม่ค่อยมีใครเค้าอยากเอาภาพพวกนี้มาโชว์กัน แต่ผมอยากเอามาโชว์ให้พวกคุณได้ดูครับ เพราะผมคิดว่า บางที ความผิดพลาดมันก็สอนอะไรเราหลายอย่างเหมือนกัน และดูไปดูมาแล้ว มันก็สวยดีเหมือนกัน เป็นความสวยงามแบบแปลกๆ แปลกตาดี เพราะภาพแบบนี้ ผมเชื่อว่าต่อให้ตั้งใจแค่ไหน ก็ไม่สามารถถ่ายได้ครับ

       

ลองติชมดูครับ

      

.

.

.

     

        

.

.

.

           

             

.

.

.

               

                 

.

.

.

                 

                  

.

.

.

                 

               

.

.

.

           

               

.

.

.

            

                

.

.

.

             

                   

.

.

.

    

 

    

.

.

.

              

บางที

ความผิดพลาดมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด เสมอไป

บางครั้ง

แค่ปรับมุมมองในการมองมัน ให้มันต่างออกไป

ต่อให้เป็นเรื่องที่แย่แค่ไหน

เราก็สามารถมองมันให้เป็นอย่างที่ตัวเองต้องการได้

       

ไม่มีใครหรอกครับ ที่ไม่เคยทำผิดพลาด

ทุกสิ่งทุกอย่างต้องลองดูด้วยตัวเองหมดแหละครับ

เพราะ ถูก ของคนหนึ่ง อาจจะ ผิด ในอีกคนหนึ่งก็ได้

ใครจะรู้ ……

          

พฤศจิกายน 25, 2007

มองชีวิตผ่านถ้วยกาแฟ

Posted in ปรัชญา tagged , , , , , ที่ 5:53 am โดย pakornkrit

การชงกาแฟ ถ้าลองมามองดูดีๆ แล้ว มันก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์เรานี่เอง

             

.

.

.

.

.

              

แรกเริ่ม มีแค่ถ้วยกาแฟเปล่าๆ เปรียบเสมือน ตัวเราที่ปราศจากการรับรู้ใดๆ เปรียบเสมือน เด็กแรกเกิด ว่างเปล่า กลวงโบ๋ เปรียบเสมือนภาชนะที่ว่างเปล่า ใส สะอาด รอการเติมเต็มจากอะไรซักอย่าง

              

ต่อมา ถ้วยกาแฟที่ว่างเปล่านั้นก็ค่อยๆถูกเติมลงไปด้วย “ผงกาแฟ” “น้ำตาล” “คอฟฟี่เมต” หรือ อะไรก็ตามแต่ เปรียบเสมือน กับ สิ่งต่างๆที่เราได้รับรู้ผ่านการใช้ชีวิต ผ่าน วัย และ วัน ที่ล่วงเลย ปริมาณของส่วนผสมก็เปรียบเสมือน ความหลากหลายของสิ่งที่ได้รับรู้มาในชีวิต เช่น บางคนอาจจะได้รับรู้ในเรื่องของวิชาการมาก ในขณะที่บางคนอาจจะได้รับรู้ในเรื่องของวิชาชีพมาก ซึ่งแต่ละถ้วยนั้น ปริมาณของส่วนผสมก็ย่อม แตกต่าง กันไป เหมือนกับคนแต่ละคน ที่ ไม่เหมือนกัน

             

ต่อมาคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ของการชงกาแฟ ….. “น้ำร้อน” หากปราศจากน้ำร้อน กาแฟถ้วยนี้ก็ไม่สามารถชงออกมาได้ ซึ่งน้ำร้อนนี้ ก็เปรียบเสมือนกับ “แรงบันดาลใจ” ในชีวิตเรา แน่นอน ในชีวิตเรา หากเรามีการรับรู้ในสิ่งต่างๆมามากมายอยู่ในหัว แต่ปราศจากแรงบันดาลใจในการนำมันมาใช้ประโยชน์ มันก็เหมือนกับถ้วยกาแฟที่มีแต่แค่ ผงกาแฟ น้ำตาล คอฟฟี่เมต แต่ปราศจากน้ำชงกาแฟ ไม่สามารถที่จะออกมาเป็นกาแฟได้

ซึ่งแรงบันดาลใจนี้ หากมันไม่มีพลังกระตุ้นที่เพียงพอ ก็เปรียบเสมือนกับ การเอาน้ำที่ “อุ่นเกินไป” มาชงกาแฟ จะทำให้รสชาติที่อยู่ในกาแฟนั้น ออกมา “ไม่สมบูรณ์” เหมือนกันกับ สิ่งกระตุ้นในชีวิตเรา ถ้ามันไม่มีพลังกระตุ้นที่เพียงพอ ก็เหมือนกับเรามีความรู้อยู่เยอะ แต่ก็ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับ ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่อย่างที่มันควรจะเป็น กลับกัน ถ้าน้ำที่นำมาชง “ร้อนเกินไป” รสชาติของกาแฟนั้นก็จะ “ไม่สมบูรณ์” เช่นกัน

นอกจากนั้นแล้ว ปริมาณของน้ำก็มีผลต่อการชงกาแฟ เช่นกัน หากเราใส่น้ำ “น้อยเกินไป” อาจจะทำให้กาแฟถ้วยนั้นมีรสที่ “เข้มข้น” เกินไป เปรียบเสมือนกับ การที่เรามีความรู้เยอะ แต่ได้รับแรงกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถแสดงความรู้นั้นออกมาได้ทั้งหมด ตรงกันข้าม หากเราเติมน้ำในปริมาณที่ “มากเกินไป” ก็อาจจะทำให้กาแฟถ้วยนั้น มีรส “จืดชืด” เหมือนกับ การทีเราได้รับการกระตุ้นที่มากเกินไป เกินกว่าสิ่งที่เรามี มันจะทำให้เราทำอะไรที่มัน “เกินตัว” ลงไป แต่ถึงอย่างไรแล้ว กาแฟที่มี “รสจืดเกินไป” ก็ยังดื่มได้ง่ายกว่ากาแฟที่มี “รสขมเกินไป” เพราะงั้น การทำอะไรที่เกินตัวลงก็ยังดีซะกว่า มีความรู้มากมาย แต่ไม่ทำอะไรเลยซักอย่าง

เพราะงั้นแล้ว การที่เราจะสามารถชงกาแฟที่มีรสชาติ “สมบูรณ์” ออกมาได้ถ้วยนึงนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายๆเลย เหมือนกันกับ การที่เราจะนำสิ่งที่เราได้รับรู้ในการใช้ชีวิตออกมาใช้ นำประโยชน์ของมันออกมาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็ไม่ง่ายเลย

              

สุดท้าย สิ่งที่ดูเหมือนไม่จำเป็น แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการชงกาแฟ ….. “การคน”

ถ้วยกาแฟที่ได้รับการเติมเต็มกาแฟอย่างเพียงพอ บวกกับน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิ และ ปริมาณที่ “ดีพอ” แล้ว แต่ขาด การคน ก็เหมือนกับ คนมี่ที่ทั้ง ความรู้ และมีทั้ง แรงบันดาลใจ แต่ปราศจากการเริ่มต้น เช่น คนที่เอาแต่พูดว่า จะทำอย่างนู้น จะทำอย่างนี้ คนพวกนี้ ในเรื่องของความรู้ อาจจะมีอยู่เพียงพอแล้ว ส่วนในเรื่องของแรงบันดาลใจ ก็เพียงพอแล้วเช่นกัน แต่เมื่อมีทั้ง2อยู่ครบแล้ว แต่ไม่ได้เริ่มที่จะทำมัน ก็เหมือนกับ เวลาคุณจะเดินทางไปที่ไหนซักแห่ง คุณรู้เส้นทางที่คุณจะไปอย่างดีแล้ว น้ำมันก็มีอยู่เต็มถัง แต่คุณกลับไปนั่งอยู่ในรถเฉยๆ ไม่เริ่มขับซักที ถ้าเทียบกับกาแฟก็เปรียบเสมือน กาแฟที่มีส่วนผสมที่พร้อมลงทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ได้รับ การคน หลังการชง ทำให้กาแฟในถ้วยมีรสชาติไม่เท่ากัน ข้างบนอาจจะเลี่ยนคอฟฟี่เมตเกินไป ตรงกลางอาจจะ ขมกาแฟเกินไป และข้างล่างอาจจะหวานน้ำตาลจนเกินไป

จากการชงกาแฟถ้วยนึงนั้น ทำให้ค้นพบว่า ทุกขั้นตอนของการชงกาแฟนั้นล้วนสำคัญหมดทั้งสิ้น เพราะถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป หรือไม่อย่างใดอย่างหนึ่ง น้อย หรือ มาก เกินไป ก็สามารถทำให้กาแฟถ้วยนั้น มีรสชาติที่ผิดแปลกไปจากที่มันควรจะเป็น เหมือนกับ การที่เราทำอะไรซักอย่างไป แต่ขาดความรู้ที่ดีพอ ก็ทำให้สิ่งที่ทำนั้นออกมาไม่ดี หรือ เวลามีความรู้อยู่ในหัวมากมาย แต่ขาดแรงบันดาลใจมากระตุ้นให้นำความรู้เหล่านั้นไปใช้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เช่น และท้ายที่สุด กับสิ่งที่คิดว่าไม่สำคัญ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และ ขาดไม่ได้เลย ของการชงกาแฟ นั้นคือ การคนกาแฟ

         

เพราะงั้นแล้ว เราจึงไม่ควรที่จะละเลยสิ่งต่างๆ ในชีวิต แม้ว่าสิ่งนั้นมันจะเล็กน้อยเพียงใด เพราะว่าถึงมันจะเล็กน้อย มันก็ใช่ว่าจะไม่มีผลอะไรต่อชีวิตเลย เหมือนกับ เครื่องจักรขนาดใหญ่ ที่มีส่วนประกอบมากมาย แต่แม้มีเพียงเฟืองอันเล็กอันใดซักอันหนึ่งขาดหายไป เครื่องจักรนี้ก็ไม่สามารถที่จะทำงานต่อไปได้

            

………………………………………………….

            

แล้วกาแฟของคุณหละ ได้ให้ความสำคัญกับการชงทุกขั้นตอนรึเปล่า ?

                 

พฤศจิกายน 14, 2007

จินตนาการ คือ อะ ไร ?

Posted in ถาม & ตอบ tagged , , , , , , ที่ 2:30 pm โดย pakornkrit

คำถามนี้เป็นคำถามที่ติดอยู่ในหัวผมมานานแล้ว ถามตัวเอง-ตอบตัวเอง มานานแล้วครับ เลยอยากจะลองถาม คนอื่น บ้าง ว่า จินตนาการ สำหรับคุณแล้ว มัน คือ อะ ไร ???

         

         

         

……

*ตอบมาได้เลยนะครับ ไม่มีถูกไม่มีผิดครับ ไม่ใช่แบบทดสอบ IQ ครับ แค่อยากรู้เฉยๆ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นคำตอบที่เรารู้สึกจริงๆ ออกมาจากข้างในจริงๆ*

พฤศจิกายน 7, 2007

แคนโต้ แห่งการเริ่มต้น (Nov/2007)

Posted in แคนโต้ tagged , , , , , , ที่ 4:16 pm โดย mind expression

ถือเป็น blog แรก เพราะงั้นเลยอยากให้มันเกี่ยวกับการเริ่มต้น และคิดว่าทำเป็นแคนโต้น่าจะดี

หัวข้อของ แคนโต้นี้คือ การ “เริ่ม” ครับ มาสนุกกันครับ แล้วก็ขอให้สนุกกับการคิดครับ

        

ปล. แคนโต้ คือ กลอนเปล่า หรือ กวี สามบรรทัดครับผม เผื่อใครไม่ทราบ