กุมภาพันธ์ 26, 2008

we do what we see

Posted in สังคม, เรื่องใหญ่ tagged , , , , , , , , ที่ 1:52 am โดย pakornkrit

    

     Everything

is a copy

of everything

of everything

of everything

    

ถ้าคุณอ่านข้อความข้างต้นแล้วรู้สึกคุ้นเคย ก็แสดงว่าที่คุณรู้สึกนั้น ถูกต้องแล้วครับ ข้อความข้างต้น ผมไม่ได้คิดขึ่นมาเอง แต่ ผมได้มาจากการ เห็น (จากหนังสือเรื่อง อิฐ ของนิ้วกลม) และ ทำ (เอามาลงใน blog นี้) ซึ่งทั้ง2กระบวนการนั้น ผมขอเรียกสั้นๆว่า การลอกเลียนแบบ เอ่อ …. ยาวไป น่าจะสั้นกว่านี้ได้อีก การลอก อืม ค่อยดีขึ่นหน่อย

การลอกเป็นกระบวนการหนึ่งที่ เรียกได้ว่า ควบคู่มากับการเจริญเติบโตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ มนุษย์ทุกคนคือ นักลอกเลียนแบบ ผมเชื่อแบบนั้น และวันนี้ ที่นี่ ที่ blog นี้ ผมก็จะนำการลอกนั้นมาใช้ครับ เพราะแค่ขึ่นบรรทัดแรก … อันที่จริงก็ตั้งแต่หัวข้อ ผมก็ลอกเค้ามาซะแล้ว และ เค้าที่ผมลอกมานั้น ก็ไปลอกเค้ามาอีกที และเค้า ก็คงไม่ลอกเค้ามาอีกที เช่นกัน ซึ่งแน่นอน เป็นการลอกที่เกิดจากการ เห็น และ ทำ ครับ

มนุษย์ทุกคนคือนักลอกเลียนแบบ อย่างที่ผมเขียนไว้เมื่อ ไม่กี่บรรทัดก่อน ใช่ครับ และถ้าพูดให้ถูกก็คือ เราทุกคนเป็นนักลอก ตั้งแต่เกิดแล้ว การพูด การคลาน การเดิน การเขียนหนังสือ การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ การวาดรูป การบวกเลข เหล่านี้เกิดจากการลอกทั้งสิ้น ซึ่งก็คือ การเห็น และ ลงมือทำ ทั้งสิ้น ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า กระบวนการแบบนี้แล้ว เค้ามีวีธีอธิบายที่มันเป็น หลักการ มากกว่านี้รึเปล่า แต่ผมจะขออธิบายในแบบของผมดูแล้วกัน

หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่จริง การลอก ไม่ได้เกิดจากการ เห็น เพียงอย่างเดียว บางทีเราลอกจากการฟัง เช่น การแต่งเพลง เป็นต้น หรือกระทั่งการทำอาหาร ก็ไม่ได้เกิดจากการ เห็น แล้ว ทำ แต่เกิดจากการชิม การได้กลิ่น ด้วย ซึ่งตรงนี้ผมก็ไม่เถียง เพราะผมก็เคยเห็นมาบ้าง คนอะไรก็ไม่รู้ ตาก็บอด แต่เล่นเปียโนได้ โคตรเก่ง เพียงแต่ว่า ผมคิดว่า การดู แล้วทำ มันเป็นกระบวนการที่ง่ายที่สุด ก็เท่านั้นเอง

กลับมาที่การลอกต่อ คนบางคนอาจจะพูดว่า การลอกเป็นกระบวนการที่เกิดขึ่นกับเด็กเพียงเท่านั้น เพราะเด็กยังคิดเองไม่เป็น สมองยังไม่ได้รับการพัฒนามากเท่ากับผู้ใหญ่ เลยไม่สามารถคิดเองได้ พอเราโตขึ่น เราก็จะคิดเองเป็น แล้วเราก็จะไม่ลอกอีกต่อไปแล้ว ซึ่งผมว่ามันไม่จริงเท่าไหร่นัก ผมว่าการลอกยังคงมีอยู่ แต่มันเป็นการลอกที่แนบเนียนมากขึ่น เปรียบได้กับการลอกข้อสอบแล้วอาจารย์ไม่สามารถจับได้นั้นเอง (เอ๊ะ ยังไงอยู่) แต่ไม่เพียงแต่อาจารย์เท่านั้นที่จับไม่ได้ กับการลอกที่เกิดขึ่นบางครั้ง แม้แต่ตัวเอง ยังไม่รู้เลยว่า ไอ้ที่ทำไปนั้น มันเกิดจากการลอก ยกตัวอย่าง เอาผมเองแล้วกัน การที่ผมเขียนพวกนี้ออกมา ผมก็คิดว่าสิ่งที่ผมเขียนนั้น เป็นสิ่งที่ผมคิดขึ่นมาเอง ไม่ได้ลอกมาจากใคร แต่คุณบางคนที่เข้ามาอ่าน อาจจะพบว่า ลักษณะการเขียนของผมนั้น มันไปคล้ายๆกับการเขียนของใครหลายๆคนเอามากๆเลย ซึ่งก็จริง แม้ผมจะไม่ตั้งใจจะลอกก็ตาม บางที การลอกมันก็เกิดขึ่นโดยอัตโนมัติ หลายๆครั้ง สิ่งที่เราทำลงไป มันเกิดขึ่นจากสิ่งที่เรา พบเจอ จากในชีวิตประจำวัน จากหนังที่เราดู จากหนังสือที่เราอ่าน จากเพลงที่เราฟัง จากคนที่เราเจอ และอื่นๆอีกมากมายที่ผ่านหู ผ่านตา ผ่านจมูก ผ่านการสัมผัส ของเราที่เกิดขึ่นในวันหนึ่ง

     

ขึ่นชื่อว่าการลอกนั้น ฟังดูเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดี เพราะการลอกเป็นเหมือนกับการขโมยของๆคนอื่น แต่การลอกนั้น ก็แบ่งออกเป็น2แบบ แบบแรกคือ การลอก แบบไม่ได้เติมแต่งอะไรเลย เหมือนกับการลอกข้อสอบ ผิด/ถูก A B C D, เหมือนกับการทำอาหารแล้วเปิดหนังสือทำตามขั้นตอนทุกอย่างเป๊ะๆ(ซึ่งยากเหมือนกัน), เหมือนกับการฝึกคัดไทยตามเส้นประเป๊ะๆ(อันนี้ก็ยาก) หรืออะไรก็ตามที่เราไม่ได้เพิ่มเติมแต่งอะไรของเราเองเข้าไปเลย แบบที่ 2 คือ การลอกแล้วนำมา เอ่อ ผมขอเรียกว่า ประยุกต์แล้วกัน คือเป็นการลอกเพื่อเป็น reference เท่านั้น หรือก็คือ ลอกเพื่อเป็นแนวทาง ซึ่งการลอกแบบนี้ ผมคิดว่ามันเป็นการ “สร้างสรรค์” มากกว่าการลอก แต่เอาเข้าจริงๆแล้วการลอกทั้ง 2 แบบไม่ได้ถือเป็นความผิด กระทั่งการลอกแบบแรกก็ตาม เรื่องผิดอยู่ที่ว่า การลอกแล้วไม่ยอมรับว่าลอกต่างหาก คงเคยเจอมาบ้างนะครับ คนพวกนี้ นักดนตรีที่พูดว่าแนวดนตรีที่ทำนั้นใหม่มาก ไม่ได้ลอกใครมาเลย (ซึ่งเมื่อลองฟังดูแล้วก็พบว่า มันมีส่วนที่เหมือนเพลงนู้น เพลงนี้ เต็มไปหมด) หรือ การแต่งตัวของคนบางคน ที่พยายามทำให้มันไม่เหมือนใคร (ซึ่งก็อีกนั้นแหละ มันก็คือการหยิบเอาหลายๆอย่างมาผสมกันนั้นเอง)

ซึ่งผมไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ คนเหล่านั้น เพียงแต่ผมไม่เข้าใจแค่นั้นเองว่ามันจะมีปัญหาอะไรกับการลอก กับการเหมือนคนอื่น ถ้าการลอกนั้น ถ้าคุณได้นำมันมา เติม แต่ง ตัด ดัด บิด หรืออะไรก็ตามที่ทำให้มันผิดไปจากเดิมแม้เพียงนิดเดียว นั้นก็คือการสร้างสรรค์แล้ว การเป็นตัวของตัวเองกับการปิดหู ปิดตาตัวเอง มันเป็นคนละเรื่องกัน และทั้งๆที่เราๆก็รู้อยู่ว่า การสร้างสรรค์ในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเภท คือ การลอกแล้วนำมาต่อยอด กับ การลอกแล้วนำมาพลิกด้าน เพราะถ้าไม่ลอกแล้ว เราก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาสร้างสรรค์ เหมือนกับว่าเราจะวาดรูปต้นไม้ซักต้น แต่เกิดมาไม่เคยเห็นต้นไม้มาก่อน ไม่รู้ว่ามันรูปร่างเป็นยังไง คุณจะวาดมันได้ยังไง

เพราะฉะนั้นแล้ว การยิ่งเห็นอะไรต่างๆมากๆเข้าถือเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งเห็นมาก ยิ่งทำอะไรได้มาก พูดแบบนี้อาจจะไม่ค่อยเห็นภาพ เปรียบเทียบดีกว่า สมมุติว่า ในสมองคุณคือ ลิ้นชักใส่ของ ใหญ่ๆซักอัน การที่คุณจะหยิบอะไรออกมาจากลิ้นชักนั้นได้นั้น หมายความว่า ตอนแรกคุณต้องใส่อะไรลงไปในลิ้นชักนั้นซะก่อน นั้นก็คือ เมื่อไม่มีอะไรในลิ้นชัก ก็ไม่มีอะไรให้เอาออกมาใช้ ซึ่งการเก็บของเข้าลิ้นชักนั้นแหละคือกระบวนการหนึ่งของการลอก (เห็น+ทำ)

ผมจะขอลอกคำพูดๆนึง ซึ่งผมไปเจอมาจากเวปๆนึง ซึ่งเวปนั้นก็ไปลอกมาจากคำพูดของคนๆนึงมา คนนั้นเค้าชื่อ เปลโต ซึ่งเปลโตจะไปลอกมาจากใครนั้น ผมไม่ทราบได้ เห็นว่าน่าสนใจดี เปลโตบอกไว้ว่า

We do not lern; and what we call lerning is only a process of recollection”

    

เขียนมาตั้งยาว ผมยังไม่ได้พูดถึง วิดีโอ ที่ผมนำมาลงไว้ตอนแรกเลย ไม่ได้ลืมหรอกครับ วิดีโอที่ผมนำมาลงนั้น เป็นโฆษณาทางทีวี ของประเทศ Australia ขององค์กรๆหนึ่ง คล้ายๆกับ องค์กรคุ้มครองเด็กและเยาวชน เนื้อหาของโฆษณาก็อย่างที่คุณเห็นนั้นแหละครับ Children see, Children do บางคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะงง อ่าว แล้วทำไมตอนแรกผมบอกว่า ยิ่งเห็นอะไรเยอะๆยิ่งดี แต่ไหง TVC ตัวนี้กลับบอกว่า เห็นอะไรมากไปก็ไม่ดี เพราะ มันนำไปสู่การลอกเลียนแบบในสิ่งที่ผิดๆ ใช่ครับ สิ่งที่ผิดๆ คำๆนี้เหมือนจะเข้าใจง่าย แต่เอาเข้าจริงๆมันเป็นสิ่งที่เข้าใจยากมาก หลายๆครั้งเรื่องที่ผิดก็ถูกได้ เช่น ตำรวจยิงผู้ร้ายตาย ถามว่าตำรวจผิดมั้ย ผิดอยู่แล้ว ฆ่าคน แต่ถามว่าถูกมั้ย ถูกแฮะ หรือในบางครั้ง เรื่องที่ถูกก็กลายเป็นเรื่องที่ผิดได้ เช่น คุณขับรถอยู่ อยู่ดีๆมีคนวิ่งตัดหน้ารถคุณแล้วคุณเกิดเบรกไม่ทัน ซึ่งใครๆก็รู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ปรากฏว่าคุณผิดฐานฆ่าคนโดยไม่เจตนา นั้นสินะ เรื่องแบบนี้สงสัยต้องไปถามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพราะผมก็ไม่สันทัดซะด้วย กลับมาที่ TVC ต่อ เมื่อลองมาดูดีๆแล้ว ใน TVC ตัวนี้มีประเด็นที่ต่างออกไป เพราะ TVC ตัวนี้นำเสนอว่า สิ่งที่คุณทำ ถ้าไปเบียดเบียนผู้อื่น หรือ ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ว่ากฏหมายจะห้ามหรือไม่ก็ตาม

ตรงนี้น่าสนใจทีเดียว มันทำให้นึกไปถึงคำว่า “จริยธรรม” คำๆนี้พูดง่าย แต่ทำยาก แต่ผมคิดว่ามันมีประสิทธิภาพมากกว่ากฎหมายซะอีก เพราะถ้าเราควบคุมตัวเองได้ ก็ไม่ต้องให้ใครมาควบคุม เปรียบเทียบแล้วเหมือนกับการเร่งปรับหลักสูตรการศึกษา กับการมานั่งเซนเซอร์TV เซนเซอร์หนัง หรือการพยายามปิดตู้ขายบุหรี่ตามร้านขายของชำต่างๆ แล้วก็มีป้ายเขียนว่า ที่นี้มีบุหรี่จำหน่าย ….. ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันต่างกันตรงไหน มันเหมือนกับ คุณกำลังจูงลูกไปเดินอยู่ริมถนน แล้วคุณเห็นรถชนคนตาย มีคนนอนอยู่ คุณจะเลือกทำอะไร ระหว่าง เอามือปิดตาลูก (ซึ่งก็ดันปิดไม่สนิทเสียอีก) กับการ จูงลูกเดินออกมาจากที่ตรงนั้น

มีคำพูดๆนึง ซึ่งผมไปลอกเค้ามาอีกแล้ว อ่านแล้วเห็นภาพดี คำพูดนี้น่าจะเคยได้เห็นกันมาบ้าง

“ให้ปลาเขา 1 ตัว เขามีกิน 1 วัน สอนเขาจับปลา เขามีกินตลอดไป”

สุดท้ายนี้แม้คำว่า จริยธรรม จะดูเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป แต่ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไหนหรอกที่อยากให้ ลูก หลานของเรา เป็นอย่างใน TVC ตัวนี้ วิธีป้องกันนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วครับ

    

Make your influence Positive

   

โฆษณา

มกราคม 6, 2008

เดินทางใกล้

Posted in เดินทาง tagged , , , , , , , , , , , ที่ 12:01 pm โดย pakornkrit

กลางดึกคืนหนึ่ง

เหมือนกับกลางดึกของทุกๆคืน ผมมักจะปล่อยตัวเองให้นั่งแช่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่า “มีอะไรให้ทำ” และเป็นธรรมดา เมื่อคุณนั่งอยู่เฉยๆเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหน้าจอ LCD ความรู้สึกปวดเมื่อยจะตามมา ผมจึงตัดสินใจที่จะลุกขึ่นไปยึดเส้นยืดสายบ้าง โดยลุกขึ่นไปชงกาแฟมากิน ขณะที่ผมกำลังเคลื่อนที่ไปเพื่อชงกาแฟนั้น ในขณะที่ผมกำลังเปิดประตูห้องออกไปด้านอก ผมก็รู้สึกถึงลมเย็นๆ พัดมาปะทะกับใบหน้า แล้วความรู้สึกหนึ่งก็ตามมา …. ไม่ใช่ความรู้สึกขนหัวลุกครับ มันเป็นความรู้สึกที่ สบาย บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันรู้สึกผ่อนคลายมากๆ ผมจึงตัดสินใจยืนอยู่เฉยๆให้ลมปะทะเล่นอยู่ซักพัก แล้วจึงเคลื่อนที่ต่อ โดยในขณะที่ผมกำลังชงกาแฟ ขณะกำลังรอน้ำเดือด ในหัวผมก็กำลังคิดอะไรไปเรื่อยๆ และผมก็รู้สึกแปลกๆกับความรู้สึกที่พึ่งเกิดขึ่นเมื่อครู่นี้ ผมรู้สึกแปลกใจตัวเอง คือปรกติแล้ว เวลาช่วงนี้ มันก็มักจะมีลมแบบนี้พัดมาเป็นประจำอยู่แล้วรึเปล่า แล้วผมดันไม่ทันได้สังเกตุ เลยรู้สึกว่า อากาศในคืนนี้มันไม่เหมือนกับทุกๆคืนที่ผ่านมา หรือว่า จริงๆแล้ว อากาศมันเย็นขึ่นจริงๆ เย็นขึ่นจนประสาทสำผัสอันด้านชาของผมรู้สึกถึงมันได้ ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่า ตกลงแล้ว มันอย่างไหนกันแน่ อ่า ….. น้ำเดือดพอดี

จากนั้น ผมยกแก้วกาแฟกลับมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตามเดิม โดยในหัวพยายามคิดหาคำตอบว่าตกลงแล้ว เป็นความรู้สึกผม หรือ อากาศกันแน่ ที่มันเปลี่ยนไป โดยมีปริมาณกาแฟในแก้วที่ค่อยๆลดลงเรื่อยๆเป็นพาหนะทางความคิด และแล้ว …. กาแฟก็หมดแก้ว แต่ผมยังไม่สามารถคิดหาคำตอบได้ จากนั้น ผมก็เหมือนได้ยินเสียงใครบางคน มันไม่ใช่เสียงที่มาจากข้างนอก แต่มันเป้นเสียงที่มาจากภายในร่างกาย และเป็นเสียงที่ผมรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน เสียงนั้น ตะโกนใส่ผมว่า “มึงคิดไปแล้วมันจะได้อะไรขึ่นมาวะ … หา” ผมที่ขณะนั้นกำลังฟุ้งซ่านจากการค้นหาคำตอบอยู่ ก็เหมือนกับโดนน้ำเย็นๆ สาดใส่ “เอ่อวะ คิดหาคำตอบไปแล้วมันจะได้อะไรวะ” …….. จากนั้น ผมจึงพยายามหยิบหนังสือมาซักเล่มหนึ่ง หวังให้มันช่วยดึงความสนใจผมจากไอ้คำตอบบ้าๆนั้น และผมคิดว่ามันก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ผมลืมเรื่องนั้นไปเลย ขณะที่ผมให้หนังสือทำหน้าที่ดึงความสนใจผมไปซักพักใหญ่ๆ เหลือบมองนาฬากาข้างฝา ตี2 กว่าแล้ว สงสัยน่าจะไปนอนได้แล้วนะเนี้ย ผมวางหนังสือลง ปิดคอมพิวเตอร์(ซึ่งจริงๆก็ดูเหมือนปิดอยู่แล้วเพราะมัวแต่นั่งคิดถึงไอ้นั้นอยู่) พยายามปิดเปลือกตาลงโดยไม่สนใจน้ำสีดำๆที่พึ่งดื่มไปเลยซักนิด และผมก็หลับลงได้ แม้จะเสียเวลาไปซักหน่อย โดยทิ้งให้คำตอบที่คาใจผมอยู่นั้น นั่งอยู่เงียบๆที่มุมห้อง …..

             

เช้า (ที่จริง สายแล้ว)

เป็นเช้าที่ผมรู้สึกสบายอย่างน่าประหลาด รู้สึกว่าอากาศมันเย็นสบายกว่าทุกที ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเพราะมีคนมาเร่งแอร์ แต่เมื่อตื่นขึ่นมาผมก็พบว่า ไม่ใช่มาเร่งแอร์ แต่มีคนมาปิดแอร์ !!!! และแล้วผมก็สามารถหาคำตอบที่ผมคิดมาตั้งแต่เมื่อคืนได้เสียที อากาศมันเย็นขึ่นจริงๆ ไม่ใช่เพราะผมรู้สึกไปเอง และผมก็คิดว่า อาจจะเป็นเช้าที่อากาศดีที่สุดในรอบหลายวันเลย อากาศมันดีจนผมรู้สึกว่า ไม่ควรที่จะแค่นั่งเฉยๆ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ผมจึงตัดสินใจ คว้ากล้องถ่ายรูป เปลี่ยนเสื้อผ้า และออกจากบ้านไป โดยที่ผมก็ไม่แน่ใจในจุดหมายเหมือนกัน รู้แต่ว่าต้องออกไป โดยผมเลือกที่จะเดินตามฟุตบาทไปเรื่อยๆ และผมก็พบว่า อากาศมันดีจริงๆ อีกทั้งบรรยากาศในเมืองก็ดูเงียบสงบ อาจเป็นผลมาจากควันหลงปีใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งผมคิดว่า ถ้ากรุงเทพเป็นแบบนี้ทุกวัน มันคงจะดีมากๆเลย

เส้นทางที่ผมเลือกเดิน เป็นฟุตบาทที่ติดกับถนนใหญ่ ซึ่งปรกติแล้วจะค่อนข้างวุ่นวาย เพราะจะมีพนักงานออฟฟิศแถวๆนี้ออกมากินข้าวกัน เอ่อ ลืมบอกไป ผมออกไปถ่ายประมาณ บ่าย 1 ครับ ต่อๆ ถึงไหนแล้ว อ้อ …. ปรกติแถวนี้จะวุ่นวายมาก เพราะจะมีคนเดินไปเดินมาค่อนข้างเยอะ และ จะมีร้านอาหารข้างทางเปิดเต็มไปหมด บวกกับอากาศ ที่ปรกติจะร้อน มากๆ เมื่อทุกอย่างรวมกัน ทำให้ผม ซึ่งปรกติขี้เกียจอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับสิ่งเหล่านี้ทำให้ยิ่งขี้เกียจเข้าไปใหญ่ ใช่ครับ ที่ผมบอกไปอย่างนี้เพราะว่า ผมไม่เคยเดินออกมาถ่ายรูปแถวนี้เลยครับ อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเลย แค่ออกมาเดิน chill chill ยังไม่เคยเลยครับ เพราะคิดว่ามันออกจะ warm warm ซะมากกว่า แต่เนื่องจากวันนี้มันไม่เหมือนวันก่อนๆ วันนี้เป็นวันหลังปีใหม่หมาดๆ คนก็ไม่เยอะ ร้านแถวนั้นก็ยังไม่ค่อยเปิด อากาศ ก็เย็นสบาย แม้จะมีแดด แต่มีลมพัดมาตลอด ทำให้ทุกอย่างมันดู เอ่อ เข้าท่า มากๆเลย

ลองมาดูรูปที่ผมถ่ายมาประกอบไปด้วยแล้วกันครับ เผื่อจะได้ “เห็นภาพ” มากขึ่น

    

 

รูปนี้เป็นตู้โทรศัพท์ครับ ผมติดใจตรงไอ้โลโก้ ที่เป็นรูปลูกโลกแล้วมีประเทศไทยตัวบะเริ่ม แล้วมีรูปหูโทรศัพท์ อยู่นอกโลกนี่แหละครับ จริงๆผมเคยเห็นมาหลายรอบแล้วแต่พึ่งได้สังเกตุชัดๆเอาวันนี้นี่แหละ ผมว่าโลโก้มันก็โอเคนะ ไม่ได้ถึงกับแย่มาก หรือ อาจจะแย่ เพราะผมเห็นตั้งหลายครั้งแต่พึ่งมาสังเกตุเอาครั้งนี้ น่าคิดๆ

           

 

นกตัวนี้ผมเห็นมันเดิน (มันเดินจริงๆครับ) อยู่ตัวเดียวข้างทาง ตรงนี้ปรกติมันจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวมั้ง ถ้าผมจำไม่ผิด แต่วันนี้ร้านไม่เปิด เลยมีพื้นที่โล่งพอสมควร แล้วผมก็เห็นนกตัวนี้มันเดินอยู่ตัวเดียว ผมเลยยืนหยุดดูมัน มันก็ไม่บิน ไหนๆเลยขอถ่ายรูปเก็บไว้ซักนิด จากนั้นผมจึงยกกล้องขึ่นเล็ง แต่ว่าเล็งอยู่นานพอสมควร เพราะหามุมที่ถูกใจไม่ได้เลย จนมาได้มุมนี้ เมื่อผมถ่ายปุ๊บ มันก็บินจากไป ผมว่าถ้ามันพูดภาษามนุษย์ได้ มันคงพูดว่า “กว่าจะถ่ายได้ แม่ง เล็งอยู่ได้”

         

 

รูปนี้ เป็นต้นไม้ของตึกสำนักงาน โดยมันตั้งอยู่ด้านหลังของตึก ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไม่เดินเข้าไป แต่เห็นตรงช่องข้างตึกมันเป็นช่องลมพอดี ผมเลยเดินเข้าไป และก็เจอกับต้นไม้ต้นนี้เข้า อันที่จริงๆ รอบๆต้นไม้ต้นนี้จะมีตึกบังอยู่เต็มไปหมด ผมเดินหามุมอยู่นานพอสมควรเหมือนกันกว่าจะได้มุมนี้มา รู้สึกว่าต้นไม้ต้นนี้จะถ่ายไว้หลายรูปเลย แต่ชอบรูปนี้ที่สุด

           

 

ดอกไม้ดอกนี้ อยู่ใกล้กับ ต้นไม้ต้นข้างบนครับ หลังจากแหงนหน้ามองหามุมของต้นไม้ต้นข้างบนจนเมื่อยแล้ว เมื่อยนี่คือเมื่อยคอที่แหงนหน้าหามุมที่ถูกใจ และก็เมื่อยลูกกะตาที่ต้องเพ่งกับแสงแดดที่จ้าพอสมควรในช่วงนั้นด้วยครับ เลยก้มหน้าลงมาเพื่อพักให้หายเมื่อย และผมก็เหลือบไปเห็นแปลงดอกไม้ดอกนี้เข้า อาจะเป็นเพราะสีแดงสดของมัน ทำให้สะดุดตาผมเข้า ผมเลยเดินเข้าไปใกล้ๆ หามุม และ กด ครับ

        

 

 รูปนี้เป็นกิ่งไม้ที่ น่าจะร่วงมาซักพักแล้ว ที่ผมสนใจมันก็เพราะว่า มันเป็นกิ่งเดียวในแถวๆนั้น (อีกแล้ว) ตอนแรกก็คิดว่าว่าจะถ่ายยังไงดี หลังจากลองถ่ายอยู่หลายรูปเหมือนกันแต่ก็ยังไม่ถูกใจ ไอเดียนี่ก็แว๊ปเข้ามาในหัว รูปนี้ผมไม่ได้นอนลงไปบนพื้นเพื่อถ่ายนะครับ ผมวางกล้องไว้กับพื้นแล้วนั่งถ่ายเอาครับ รูปที่ออกมาก็ ชอบมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย บางทีอาจจะเป็นรูปที่ผมชอบที่สุดในเซ็ทนี้เลยก็ได้

           

 

รูปนี้เป็นรูปของ กริ่ง โรงเรียนอนุบาลครับ เป็นโรงเรียนอนุบาลของผมเองครับ 5555 แต่ผมคิดว่าเค้าคงปิดกิจการมานานพอสมควรแล้วหละครับ สังเกตุจากสภาพในโรงเรียน รวมถึงสภาพของ กริ่ง นี้ด้วยครับ ที่สนใจในกริ่งนี้ก็เพราะว่า กริ่งนี้ (ผมคิดว่า)เป็นกริ่งเก่าที่ใช้มาตั้งแต่สมัยผมยังเรียนอยู่ หรือราวๆนั้น เพราะจากสภาพของมัน จากสี จากร่องรอยต่างๆ บ่งบอกว่ามันผ่านกาลเวลามาพอสมควรแล้ว และอีกอย่างที่ผมชอบคือ ไม้ว่าสีของกำแพงและรั้วจะถูกทาใหม่กี่รอบ แต่กริ่งอันนี้ ยังคงเป็นอันเดิมอยู่ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

         

 

ดอกไม้ (อีกแล้ว) รูปดอกไม้ดอกนี้ เจอหลังจากกำลังจะเลี้ยวตรงหัวมุมโค้งครับ พอดีกิ่งมันย้อยลงมาใส่หัวผม ผมเลยต้องก้มเพื่อเดินผ่านไป แล้วอยู่ดีๆในหัวผมก็เกิดความคิดแปลกๆออกมา นั่นก็คือ อยากลองถ่ายภาพดอกไม้ย้อนแสงดู (ไอ้ที่สว่างๆข้างหลังนั้นพระอาทิตย์ครับ) ก็กลัวกล้องเจ๊งเหมือนกัน แต่มันอยากอะครับ ทำไงได้ ก็เลยกดไป ถ่ายไปหลายรูปเหมือนกัน มีแค่รูปนี้รูปเดียวแหละมั้ง ที่เข้าท่าหน่อย (รึเปล่า)

      

 

รูปสุดท้ายแล้วครับ อย่าพึ่งเบื่อครับ รูปนี้ก็แค่รูปป้ายจราจรธรรมดาทั่วไปนี่แหละครับ ตรงที่มันทำให้ผมสนใจก็คือ ตรงคำว่าห้ามนี่แหละครับ ผมดู เอ่อ … ดูน่ากลัว ไม่สิ ดูอะไรซักอย่างอะครับ ความรู้สึกประมาณว่าต้องทำตาม และยิ่งใช้สีแดงด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มความหนักแน่นของการ “ห้าม” ได้เป็นอย่างดีเลย ก็เข้าใจคิดดีนะครับ แต่มองในอีกแง่นึง มันก็ดูจะแข็งกระด้างไปซักหน่อย เหมือนกับเป็นการบังคับ (เอ่อ มันก็บังคับจริงๆนะแหละ) คือดูแล้วรู้สึกว่ามันจะเผด็จการไปซักนิด (เอ่อ ผมกำลังพูดถึงคำว่า”ห้าม”ของป้ายๆนี้นะครับ ไม่ได้พูดถึงอะไรอย่างอื่น) แต่ก็นะ มันก็แค่ป้ายแหละ เอาอะไรกับมันมาก

        

รูปหมดแล้วครับ ที่จริงยังมีรูปเหลืออยู่ แต่ผมคิดว่ารบกวนแค่นี้ดีกว่า มากกว่านี้เดี๋ยวจะเกินพอดี ก็ การเดินทางใกล้ของผมในวันนี้ ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 2ชม. นิดๆ เดินไป ไม่ค่อยจะเยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเสียเวลาหามุมถ่ายแต่ละรูปนาน แต่จากการออกไปเดินทางใกล้ครั้งนี้ ผมก็ ได้รู้ ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างเลย นอกจากกรุงเทพในบรรยากาศที่หายากแล้ว ผมยังได้รู้ว่า จริงๆแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด เหมือนกับที่ใครซักคนเคยบอกว่า “You can find inspiration in everything” มันอยู่ทุกๆที่จริงๆครับ แรงบันดาลใจ อยู่ที่ว่าคุณจะมองว่า “มันแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น น่าสนใจ” หรือคุณจะมองว่า “ก็เหมือนๆเดิม เมื่อวานก็เห็น อาทิตย์ก่อนก็เห็น เดือนก่อนก็เห็น มันจะไปน่าสนใจอะไร” ถ้าคุณยังมองว่ามันไม่น่าสนใจอยู่ ผมแนะนำให้คุณลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หรือลองเปลี่ยนมุมที่มองดูครับ กับสิ่งที่คุณว่าน่าเบื่อ ซ้ำซาก บางทีเมื่อคุณมองมันใกล้ๆ หรือมองจากมุมที่คุณไม่เคยเห็น คุณอาจจะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณสนใจก็เป็นได้ครับ “เพราะทุกๆสิ่งทุกอย่าง เมื่อมองจาก ระยะ และ ด้าน ที่ต่างกัน ก็ให้อะไรหลายๆอย่างที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง” คนเราก็เช่นกันครับ และผมคิดว่า นิสัยช่างสังเกตุ ช่างติ เนี้ย มันเป็นสัญญาณที่ดีว่าสมองของเรา ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ของเรายังทำงานดีอยู่ครับ (ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ)

        

ถ้าใครอยากดูรูปในอีกมุมมองนึงเชิญ ที่นี่ ได้ครับ (เป็นมุมมองจากกล้อง 8m ครับ)